สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดอำนาจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ และการไม่ให้ความสำคัญกับความเป็นจริงและความเหมาะสมกับประเทศนี้

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แท้จริงแล้วผมไม่ได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๓/๑ ผมได้สงวนความเห็นไว้ ในมาตรา ๔ แต่เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการได้ไปปรับปรุงแก้ไขโดยแตกมาตรา ๔ เดิมเป็นมาตรา ๓/๑ และมาตรา ๔ ทำให้ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นอภิปรายตั้งแต่มาตรา ๓/๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้แก้ไข กราบเรียนท่านประธานว่าเดิมนั้นในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่งนั้นมีบทบัญญัติ ในมาตรา ๔ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้าย ซึ่งในร่างเดิมนั้น เป็นร่างที่รวมเอาบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้ายทั้งหมดไว้ในมาตราเดียวกัน ซึ่งผมจะได้กล่าวทีหลัง อีกครั้งหนึ่งว่ากระผมได้แปรญัตติไว้อย่างไรนะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้ไปแปรเปลี่ยน ถ้อยคำในมาตรา ๔ เดิมแตกออกเป็น ๒ มาตราดังกล่าวก็พอที่จะแยกออกได้เป็น ๒ ประเภท ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการแยก ๒ ประเภทเช่นนี้

ประเภทแรก ก็คือที่ปรากฏความในมาตรา ๓/๑ บอกว่า ในกรณีที่มติของ หรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดรายชื่อบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรใดเป็นผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย ให้สำนักงาน เสนอรายชื่อดังกล่าวไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเพื่อมีคำสั่งประกาศรายชื่อ เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เดิมที่เราให้ความเห็นชอบ ในวาระที่หนึ่ง มติหรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่กำหนด ให้ใครเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น รัฐบาลไทยจะประกาศรับรองก็ต่อเมื่อได้ผ่านความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี แต่ในร่างกฎหมายฉบับนี้ที่คณะกรรมาธิการไปแก้ไขก็เพียงแต่ส่งรายชื่อให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมประกาศ บุคคลเหล่านั้นก็กลายเป็นผู้ก่อการร้ายในนามของ ประเทศไทยไปได้ทันที เพียงแต่รับจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ถูกประกาศเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดก็คือ เป็นผู้ก่อการร้ายโดยไม่ชักช้า และการเพิกถอนรายชื่อของบุคคลนั้น ตามร่างเดิมเราก็ให้เป็น อำนาจของคณะรัฐมนตรี หมายความว่าถ้าจะประกาศใครเป็นผู้ก่อการร้ายก็ต้องให้ คณะรัฐมนตรีรับรอง ถ้าถูกประกาศแล้วแล้วยกเลิกก็ต้องให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศ ถอนรายชื่อนั้น แต่น่าเสียดายว่าเมื่อท่านไปแก้ไขเช่นนี้ ประกาศของคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติบอกว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายก็เป็นผู้ก่อการร้ายเลย เพียงแต่ส่งมา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และถ้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติบอกว่า บุคคลนั้นไม่เป็นผู้ก่อการร้ายแล้ว ก็ถอนความเป็นผู้ก่อการร้ายทันที ประเทศไทยเป็นเพียง ทางผ่านในการอำนวยความสะดวกขององค์กรระหว่างประเทศเท่านั้น นี่เป็นพอยท์ (Point) ที่มีความสำคัญ ผมคิดว่าการแก้ไขกฎหมายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองให้รอบด้าน มองให้รอบคอบ และจะต้องประกันสิทธิเสรีภาพของคนในประเทศนี้ หรือคนในต่างประเทศ ตามทัศนะ ตามเงื่อนไข และตามข้อมูลที่รัฐบาลไทยควรจะมีส่วนกำหนดด้วย ท่านประธานครับ และในมาตรา ๔ ซึ่งท่านได้ทำไว้ในอีกส่วนหนึ่งของผู้ก่อการร้ายอีกประเภทหนึ่งก็คือ ผู้ก่อการร้ายที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ก็ให้สำนักงาน ก็คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอส่งรายชื่อให้พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้เป็นผู้ก่อการร้าย นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากว่าการกำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายนั้นเป็นความผิดกฎหมายของประเทศ ผู้มีหน้าที่ในการกล่าวหา ผู้มีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ก็คือฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารก็ให้อำนาจกับคณะรัฐมนตรีในการประกาศคนเป็นผู้ก่อการร้ายอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปขออำนาจศาล ไปยืมมือศาล ทั้ง ๆ ที่อำนาจนี้เป็นอำนาจที่ฝ่ายบริหาร ควรจะใช้โดยสิทธิขาดของตัวเองอยู่แล้ว และโดยความรับผิดชอบของตัวเองอยู่แล้ว กลายเป็นว่าเมื่อท่านได้แยกเป็น ๒ มาตรานี้ ในมาตรา ๔ ท่านก็ทำให้ผู้ก่อการร้ายกลายเป็น การวินิจฉัยของศาล ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร นี่คือประเด็น ที่ผมคิดว่าการไปแก้ไขทั้งในรูปแบบที่ตัดทั้ง ๒ ประเภทนี้เป็นคนละมาตรากัน และการให้ อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าให้อำนาจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยตรงแทนที่จะเป็น คณะรัฐมนตรีหรือการให้อำนาจกับศาลแทนที่จะเป็นคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นการจัดทำ กฎหมายที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงและความเหมาะสมกับประเทศนี้ ก็กราบเรียน ท่านประธานว่าผมจึงไม่เห็นด้วย แล้วก็สงวนความเห็นอันนี้ไว้ ขอบคุณครับ