มานิตย์ สังข์พุ่ม หารือเรื่องความเป็นกลางของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ศาลแสดงความเป็นกลางในการพิจารณาคดี และเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของประธานสภาในการตัดสินใจที่เป็นธรรมและยุติธรรม
ท่านนครเขาไม่ประท้วงผมหรอกครับ นี่เพื่อนรักกันเลยท่านประธานแล้วเขาเป็นนักประชาธิปไตย ท่านประธานครับ พอคำว่ายุบ กับไม่ยุบนี่คนในพรรคเพื่อไทยนี่นอนไม่หลับ เพราะกระดาษคำตอบมันออกมาอันเดียวเท่านั้น คือยุบกับไม่ยุบ แล้วที่ผ่านมามันมีแต่ยุบ แต่ขณะที่ในพรรคเพื่อนผมนี่ พรรคของท่านนคร เพื่อนผมนี่ลุ้นกันมากเลยวันนั้นในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ยุบหรือไม่ยุบ ยุบหรือไม่ยุบ ท่านตัดสินออกมาว่าขาดอายุความ เห็นไหม มันก็เลยเกิดความกลัว เกิดความคลางแคลงใจ จริง ๆ มันมีเรื่องมากมาย ผมถึงอยากจะเรียนอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ท่านต้องแสดงเรื่องของ ความเมตตาธรรม ท่านต้องแสดงความเป็นกลางให้กับบ้านเมืองหรือประเทศไทยแห่งนี้ เพราะวันนี้ผมดูแล้วว่าคนที่จะไม่ให้ความเป็นกลาง องค์กรที่จะให้ความเป็นกลางมันหาน้อย แม้กระทั่งเมื่อวันก่อน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอันนั้นชื่อว่ากรรมการด้วยครับ สิทธิมนุษยชน ก็แสดงให้เห็นในสภาแห่งนี้ละครับไม่ใช่ข้างนอกเหมือนจะเลือกข้าง แล้วบ้านเมืองมันเดินไปไม่ได้หรอกครับ แล้วอีก ๒ ปีประเทศไทยเราจะเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ถ้าวันนี้องค์กรที่คิดว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ก็คือศาลนี่ละครับ ไม่แสดงเมตตาธรรม ไม่แสดงเพื่อให้ภิวัฒน์แต่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วยความศรัทธาบริสุทธิ์ ผมเชื่อแน่ว่า บ้านเมืองนี้ยิ่งเดินไปข้างหลัง ยิ่งเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีก ๒ ปี ยิ่งสู้เขาไม่ได้ แม้แต่เขมร แม้แต่ประเทศ สปป. ลาวครับ ถามว่าทำไมที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะเร็ว ๆ นี้ ท่านอ่านหนังสือพิมพ์และติดตามว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ หลังจากที่นักวิชาการยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยและตัดสินคดีรับจำนำข้าว แล้วศาลนี่ลงมติไม่รับ เพราะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ แล้วนักวิชาการก็ไม่ใช่หน้าที่ แต่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายื่นผิดศาล น่าจะไปยื่นอีกศาลหนึ่ง น่าจะไปให้ศาลปกครอง หรือศาลอะไร นี่มันไม่ใช่หน้าที่ครับ จบแล้วมันต้องจบ แต่พอเขาวิพากษ์วิจารณ์บ้าง ท่านก็หาว่าดูหมิ่นศาล เหยียดหยามศาล ผมนี่กลัวมากครับ ผมไม่เคยออกไปพูดข้างนอกเพราะผมกลัว ผมถือว่าในสภาแห่งนี้ ผมมีเอกสิทธิ์ที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์บ้าง ฉะนั้นวันนี้ท่านช่วยประเทศไทย ท่านทำบุญ กับประเทศไทย ช่วยให้ความเป็นธรรมกับบ้านเมือง ช่วยให้ความเป็นธรรมกับองค์กร แล้วโดยเฉพาะคนที่เป็นศาลวันนี้ทั้ง ๙ ท่าน เราอยู่กันไม่กี่ปีแล้วละครับ ต้องอำลาพาจากไป จากโลกนี้ ประเทศนี้ ด้วยสัจธรรมของสังขาร แม้กระทั่งตัวผมเองวันนี้วัย ๕๐ ปีก็อยู่ไม่นาน แต่ถามว่าประเทศนี้ในวันข้างหน้า วันนี้บาดแผลที่มันร้าวลึก ๆ มันไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้นมาเลย มันยิ่งร้าวลึก ๆ ลึกร้าว ร้าวลึก ลึกร้าวเข้าไปตลอดเวลา ท่านต้องออกมาช่วย บางครั้งไม่ใช่ผมไม่คิด มีใจเป็นธรรม ผมสงสารลูกเมียท่านที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เวลาเขาวิพากษ์วิจารณ์ ไปในทางที่เสีย ๆ หาย ๆ ผมเห็นใจครับ เพราะท่านก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเหมือนผมนี่แหละครับ เพียงแต่เอาหัวโขนมาใส่ ท่านเป็นศาลผมเป็นผู้แทน ท่านวิสุทธิ์เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ท้ายที่สุดเราคือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเหมือนกัน ไม่ต่างกันหรอกครับ แต่ถามว่าวันนี้ เราจะฝากอะไรไว้บนแผ่นดินนี้บ้าง ฉะนั้นพวกท่านต้องช่วย อันไหนที่ช่วยได้ วิธีการช่วยก็คือ ให้ความเป็นธรรมอย่าดูเสมือนว่าแบ่งข้าง แล้วบางเรื่องผมบอกแล้วว่าผมเห็นใจ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้ถ้าผมพูดเขาก็หาว่าผมเอาคำเดิมว่ามันเป็นต้นไม้พิษ เมื่อเป็นต้นไม้พิษ ลูกมันก็มีพิษ ผลผลิตมันก็มีพิษ องค์ประกอบมันก็มีพิษ ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้หรอก ที่ปกครองโดยกระบวนการประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างศาลสั่งได้หมด ที่ช้ำมากก็คือเรื่องของนโยบาย เราประกาศไปแล้ว เขาไปยื่นก็ยังมีปัญหา ทุกเรื่องมันมีปัญหาในกระบวนการหมด ผมอ่านอำนาจและหน้าที่ ทุกหน้าที่เลยแม้กระทั่งว่านี่ดีนะครับคำแถลงนโยบายหรือผลงานรัฐบาล ที่จะเอามาชี้แจงวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญให้ผ่านก่อน นี่ผมกลัวอีกครับ ก็จะมีคนยื่นอีก แล้วพอยื่นบางคนนี่ยื่นแต่ให้ยุบพรรค เพราะคนยื่นเขาติดนิสัยครับ เขาติดนิสัยอย่างไร ท่านประธาน เขาเห็น ๒-๓ ครั้งยื่นแล้วยุบ ๆ ท่านประธานสังเกตดูไหมครับ ยื่นแล้วยุบ ๆ เขาก็จะยื่นทุกครั้งและมีคำว่ายุบ แม้กระทั่งว่าเรื่องข้าวเขาบอกว่าถ้าทำผิดกระบวนการ อาจจะถึงขั้นยุบพรรค นี่ท่านยงยุทธ เมื่อกี้นี้ก็จะยื่นศาลอีกถ้าไม่ลาออก ก็ออกมาขู่อีก ยุบพรรคเพราะมันยุบบ่อยครับ คนเขาก็เลยบอกว่าทำไมพรรคเราหรือรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย มันถึงไม่ได้รับความเป็นธรรม มันถึงไม่ได้รับความปรานี ผมบอกว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเปิดโอกาสให้เขา พอมันเปิดโอกาสให้เขามันก็อาจเป็นไปได้ ทั้งยุบและไม่ยุบ แต่ผมก็ยังเชื่อในความบริสุทธิ์ใจว่าตุลาการทั้ง ๙ คนนั้นมีเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ให้ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าท่านไม่มีจิตอกุศลกับพรรคผมบ้าง รัฐบาลผมบ้าง ผมไม่เชื่อ เพราะผมเชื่อปรัชญาคำหนึ่งว่าในสังคมทุกสังคมย่อมมีคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป ในสภาแห่งนี้ ๕๐๐ คนก็อาจจะมีคนไม่ดีบ้าง อย่างเช่นผมก็อาจจะเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น ในสังคมนักวิชาการก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี และผมไม่เชื่อหรอกครับว่าในสังคมคำว่าศาล มีแต่คนดีทั้งหมด ไม่มีคนไม่ดี ไม่จริง แต่คำว่าไม่ดีของผม ไม่ใช่ว่าไประรานเขา หรือไปขโมย ทรัพย์สินเขา ไปทำให้เขาเสียหาย คือวิธีคิดอย่างไร จิตไม่ดี จิตอกุศล มีอคติ ไม่มีมโนธรรม ไม่มีกายธรรม ไม่มีวจีธรรม คือการให้ความเป็นธรรม ถ้าให้ความเป็นธรรมแล้วผมเชื่อว่าหลายเรื่องบ้านเมืองมันคงไม่วุ่นวาย ขนาดนี้หรอกครับ แต่วันนี้ที่บ้านเมืองมันมีความวุ่นวายแล้วก็จะวุ่นวายไปอีกข้างหน้านั้น มันต้องหาคนที่เป็นกลางจริง ๆ มาช่วย ผมไม่มีคำตอบอย่างอื่นเท่าที่ผมนั่งคิดนอนคิด วันนี้ต้องหาคนที่เป็นกลาง แล้วโดยเฉพาะองค์กรอิสระทั้งหลายหรือแม้กระทั่งองค์กรศาลนี่ ต้องมาช่วยกัน ต้องมาพิทักษ์รักษากัน เหมือนกับท่านคัดเลือกคนที่มาเป็น ส.ว. นี่ เพราะมันผ่านกระบวนการ ๗ คน ไม่ใช่มาจากเลือกตั้ง ท่านก็หาคนที่เป็นกลางหน่อย ไม่ใช่เดินเข้ามาเหยียบสภามีอคติกับพรรคเพื่อไทยแล้ว จะมาเป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังไม่ได้รายงานตัวเลยอยากมาอภิปรายด่าแล้ว ที่ผมต้องพูดเช่นนี้เพราะพวกท่านก็มีส่วน ในกระบวนการคัดสรร เหมือนเมื่อกี้มันไม่มีคนนอกจริง ๆ นะครับ มันไม่มีคนอื่นใช่ไหมครับ อยู่ ๆ ก็มีคนหน้าเดิม แล้วทำไมไม่หาคนที่บริสุทธิ์ยุติธรรมที่ดูแล้ว ฟังแล้ว อภิปรายแล้ว พูดจาแล้วนี่น่ามีเสน่ห์ของการให้ความเป็นกลางได้ ผมฝากไว้จริง ๆ ครับ วันนี้ผมเข้าใจสัจธรรม เข้าใจคำว่าตุลาการภิวัฒน์ ในขณะที่เมื่อก่อนผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ วันนี้เห็นชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง ในหลาย ๆ ครั้ง แล้วมันชวนให้สงสัย ที่พี่น้องผมที่บ้านผมสงสัย เพราะบ้านเมือง มันยังมีอีกเยอะแยะมากมายที่จะเดินเข้าไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้ตัดสิน เพราะทุกเรื่องในบ้านนี้มันไม่ได้มอบอำนาจกันชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่ฝ่ายบริหาร หรืออยู่ที่ศาล ท้ายที่สุดมันก็จบอยู่ที่กระบวนการของศาลทั้งนั้นเลย เราขอแก้รัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายของพรรค ท้ายที่สุดยื่นมาจะลงวาระที่สามท่านก็ส่งหนังสือ จดหมาย มาถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ชะลอก่อน ให้หยุดก่อน เอาไปเอามาท่านก็ตีความ ก็ออกมา ๒ ฝ่ายนะครับ แล้วก็ทุกเรื่อง เรื่องข้าวก็จะเข้า แล้วก็ไม่รู้มีเรื่องอะไรอีกมากมายก่ายกอง แล้วเดี๋ยวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็จะไปฟ้องอีก เดี๋ยวเรื่องของ ครป. อีก ผมว่าไม่รู้กี่เรื่องต้องไปที่นั่นทั้งหมด
ฉะนั้นวันนี้ท้ายที่สุดครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอฝากไว้ว่าในฐานะ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เป็นองค์กรที่สร้างขึ้นมาแล้วเขียนขึ้นมาตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มาปี ๒๕๕๐ เพื่อให้ท่านมาพิทักษ์ประเทศ ให้ความเป็นธรรม ประเทศ ท่านต้องตัดสินว่า ๑. อย่าให้เกินกว่าเหตุ ๒. ให้สมควรแก่เหตุ ๓. อย่าเลือกปฏิบัติ ๔. ขอฝากไว้ให้มีจิตใจเป็นธรรม กายธรรม มโนธรรม และวจีธรรมครับ ผมขอฝากไว้แค่นี้ครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ