สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๕

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สอบถามถึงการเข้ามาของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และแสดงความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้มีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญควบคุมกำกับประเทศไทยทั้งประเทศ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งมาเกินครึ่งไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้อย่างเต็มที่

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเรามีองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญเข้ามาก็คือสำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมก็ได้รับความเมตตาจากสภาแห่งนี้ให้ลุกขึ้นสอบถามก็ได้ถามไป ในท้ายตอนจบก็มีอุปสรรคปัญหาเล็กน้อยที่เหตุการณ์ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ กับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่น่าที่จะให้เกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นตอนท้าย ของการอภิปราย วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมเชื่อแน่ว่าตัวแทนที่มาจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองเข้ามา ก็คงจะรับฟังการอภิปรายของพวกเรา ที่เป็นตัวแทนประชาชนทั้ง ๔๐๐ กว่าชีวิต ซึ่งไม่ครบ ๕๐๐ ด้วยเหตุปัจจัยอย่างอื่นบ้าง ก็สุดแล้วแต่ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นประโยชน์ที่จะนำกลับไป จะรับฟังเอาไปปฏิบัติ หรือไม่เอาไปปฏิบัติก็สุดแล้วแต่ท่าน วันนี้ถึงแม้ว่าตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาเองก็ดี เป็นเลขาธิการและคณะก็ถือว่าเป็นตัวแทนจากศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วคนอย่างผมที่มาจากอาชีพเป็นครูบาอาจารย์ไม่น่าที่จะลุกขึ้นมาสอบถามในรายงาน แต่ว่าท่านประธานครับ เมื่อคราวที่เป็นเด็ก ๆ ชีวิตอยากเรียนจบกฎหมาย แต่ด้วยความที่ ครอบครัวยากจนก็เลยไม่มีโอกาส ก็ไปเรียนครูบาอาจารย์มา กระทั่ง กระทั่ง กระทั่ง จนกระทั่งว่าได้จบปริญญาตรีกับเขา แต่ถ้าเรียนทางด้านกฎหมายมันก็ต้องใช้เวลา แล้วก็ลงทุนงบเยอะ ถามว่าทำไมผมอยากเป็นนักกฎหมาย ผมมองว่าการเป็นนักกฎหมาย คือการที่จะให้ความเป็นธรรมกับสังคมได้ แล้วในอดีตถึงปัจจุบันผมกลัวอาชีพอยู่ไม่กี่อาชีพ อาชีพผู้ให้ความเป็นธรรมหรือผู้ให้ความยุติธรรมก็คือศาลเป็นอาชีพที่ผมกลัวที่สุด แล้วผมก็โชคดี ในชีวิตผมไม่ได้เคยขึ้นศาล แต่ผมนับถือศาลมากครับ ผมจะไม่คุยถึงศาล ที่ผู้คนกลัวก่อน ถ้าท่านประธานไปจังหวัดสุรินทร์ ไปอำเภอศีขรภูมิแล้วแวะไปบ้านครูมานิตย์ ท่านประธานจะรู้ทันทีเลยว่าผมให้การนับถือศาลแล้วก็กลัวศาลเป็นเบื้องต้น เพราะถ้าดูบ้าน บ้านผมเป็นบ้านข้าราชการครูธรรมดา สมัยก่อน ๒ ชั้น ข้างล่างพื้นซีเมนต์ ข้างบนเป็นไม้ ก็ถือว่าเป็นบ้านปกติ แต่ศาลสิครับทำอย่างสง่าเลย ใครดูแล้วก็เกรงขาม ทั้งศาลพระภูมิ ทั้งศาลตาศาลยาย นั่นคือบ่งบอกให้เห็นชัดว่าผมนี่เป็นคนให้เกียรติและให้ความเคารพต่อศาล ไม่ว่าศาลที่ไหน มาพูดถึงศาลใหญ่นี่ไม่ต้องพูดถึง พอตอนหลังผมติดตามข่าวภาคการเมือง หลาย ๆ เรื่องแล้วมาดูในรายงานการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญก็ดี หรือดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ดี ผมก็ยังไม่โกรธศาล โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมกลับสงสาร โดยเฉพาะครอบครัวของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกอบไปด้วยภรรยาและลูก ๆ ถามว่าทำไมผมพูดเช่นนี้ เพราะว่าวันนี้ผมได้คำตอบแล้วว่าที่สังคมของประเทศไทย เขาพูดถึงว่าตุลาการภิวัฒน์ ตุลาการภิวัฒน์นี่ส่วนใหญ่ก็มาจากกระบวนการการตัดสิน ของศาลเพื่อควบคุมหรือจะเปลี่ยนแปลงหรือจะอะไรก็แล้วแต่ ผมเลยเห็นใจ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ มันเป็นตัวให้เขากระทำ มันเป็นตัวบังคับเขา ทุกเรื่อง ถ้าท่านประธานได้อ่านรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ มันเสมือนว่า ศาลรัฐธรรมนูญควบคุมกำกับประเทศไทยไว้ทั้งประเทศ แม้กระทั่งว่ารัฐบาลทุกวันนี้ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนมาจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมดทั้งประเทศนะ แต่เกินครึ่ง แม้แต่ในสภาแห่งนี้เกินครึ่ง พรรคเพื่อไทยเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เราได้รับเลือกตั้งมาเกินครึ่ง เกินครึ่งก็ไปจัดตั้งรัฐบาล แต่ก่อนจะเกินครึ่ง ท่านประธานเชื่อไหมว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งมาเกินครึ่ง แค่ได้ที่ ๑ ของประเทศไทย ท่านประธานเชื่อไหมไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลด้วยซ้ำไป ผมเชื่ออย่างนั้น แต่ที่ได้มาเกินครึ่งแล้ววันนี้แต่กลับบริหารจัดการประเทศดูเสมือนว่า เป็นเป็ดง่อย ทำอะไรก็ไม่ได้ เดินไปทางไหนก็ไม่ได้ ก็เหมือนกับที่ข่าวดังขึ้นมา เดี๋ยวก็โดนตีความ เดี๋ยวก็โดนตีความ ผมเลยคิดถึงเพลงของเพลิน พรหมแดน อะไรนิดตีความ อะไรนิดตีความ เพราะวันนี้เราต้อง ยอมรับว่าพอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขึ้นมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้เลยที่ผมถืออยู่นี้ ถ้าเป็นยา ก็เริ่มออกฤทธิ์ กินเข้าไปแล้วฤทธิ์เริ่มออกแล้วครับ เพราะนิดหน่อยก็ไปยื่นศาล เพราะท้ายที่สุดแล้วในรัฐธรรมนูญเขียนไว้อยู่จริงอยู่ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม หลายเรื่องในบ้านเมืองนี้ที่มันเกิดมาถ้าไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ ก็ค่อนข้างที่จะเป็นหลักนิติธรรมอยู่ แต่หลายเรื่องดูเสมือนว่าคลางแคลงใจอยู่ครับท่านประธาน มันคลางแคลงใจอยู่ แล้ววันนี้ประเทศไทยเราก็มีนักกฎหมายทั้งที่เป็นทนาย ถ้าเป็นทนาย ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นทะแนะไอ้นี่น่ากลัว นักวิชาการไอ้นี่ก็ต้องยอมรับ แต่ถ้าเป็นนักวิชาเกิน ไอ้นี่ก็มีปัญหา แล้วก็บุคคลทั่วไปที่คิดอยากจะลองของ คิดอยากจะลองภูมิ ก็มีปัญหา มีปัญหาอย่างไร อยู่วันดีคืนดีก็ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ วันสองวันก็ไปยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ผมยกตัวอย่างเรื่องข้าว เดี๋ยวผมจะเข้าไปเรื่องอื่น นี่ผมจะขอบคุณศาล แต่ว่ารัฐธรรมนูญไปเขียนไว้ให้เขา เขาสามารถรับตีความได้เพราะไปอ่านมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ เรื่องข้าว การรับจำนำข้าวมันเป็นนโยบายของรัฐบาลแท้ ๆ วันดีคืนดีนักวิชาการ รวบรวมชื่อเอาไปยื่นให้ศาลตีความ นี่เขาเรียกคนไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง สอนหนังสือ ให้มันดีก่อน ให้เด็กมันอ่านออกเขียนได้ มันไม่ใช่หน้าที่ มันเป็นเรื่องของชาวนา วันหนึ่งชาวนาเขาได้ลืมตาอ้าปาก เขาได้มีโอกาส ได้รับการดูแลจากรัฐบาลที่เอาใจใส่เขา ทำให้ราคาสินค้าทางการเกษตร หรือพืชผลทางการเกษตรมันมีราคาขึ้น เขาก็ประกาศ รับจำนำ ๒๐ บาท ตั้งแต่วันแรกที่เขาประกาศนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ ๆ วันดีคืนดีคุณไปบอกว่าทำลายระบบเศรษฐกิจ ทำลายโน่นทำลายนี่ เห็นไหมครับ ถามว่าเขามีสิทธิไหม เขามีสิทธิเพราะรัฐธรรมนูญไปเปิด วันก่อนที่ประกันราคาผมไม่โทษ ไอ้นี่มันเป็นนโยบายของแต่ละรัฐบาล แต่ละพรรค เพื่อนผมอยู่อีกซีกหนึ่งเขาบอกประกันดีกว่า ท่านดีดีไป ประชาชนก็จะเป็นคำตอบ วันเลือกตั้งเขาจะให้ใครเข้ามาเป็นตัวแทนมากกว่า นั่นคือคำตอบ ผมก็ไม่ได้สรุปว่าประกันราคาไม่ดี แต่วันนี้ชาวบ้านเขาชอบว่าจำนำข้าวดีกว่า เขาจึงให้โอกาสเรามามากกว่า แล้วนักวิชาการมันเรื่องอะไรไปยื่นศาล ผมขอบคุณศาล แต่ก็มีปัญหาอีก ผมไปอ่านในคอลัมน์ (Column) เล็ก ๆ เขาเขียนว่า ๑๐๐ เรื่อง เข้าข้างเราสัก ๙๙ เรื่อง ไม่ใช่เข้าข้างเรา ขออภัยครับ ให้ความเป็นธรรม ๙๙ เรื่อง แล้วถ้าอีกเรื่องหนึ่งมานี่ เป็นเรื่องที่อันตรายพวกเราเหนื่อย บางเรื่องผมคลางแคลงใจ ต่อไปนี้ผมจะพูด เรื่องคลางแคลงใจ ที่เขาเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ เพราะชาวบ้านผมเขาสงสัยท่านมาตลอด ผมเองก็เพิ่งกลับเข้ามาสภาวันนี้ ผมก็เลยสงสัยท่านตลอด แต่ผมบอกท่านตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า ผมเป็นคนกลัวศาล แต่ไม่ให้ผมไม่คลางแคลงใจไม่ได้หรอกครับ เช่นตะกี้นี้ผมนอนไม่หลับ เพราะเขาไปยื่นมาตรา ๖๘ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรับไว้เป็นเบื้องต้น ไอ้คนยื่นนี่ก็ยื่นไป ประเภทที่ว่าจะให้ยุบพรรคผมพรรคเพื่อไทยอีก พรรคเพื่อไทยไม่ว่าครับ ให้ถอดถอน คนที่เซ็นร่างเข้าไปอีก แล้วถามว่าทำไมผมนอนไม่หลับ ผมนอนไม่หลับสิครับเพราะก่อนหน้านั้นศาลอยู่ดี ๆ วันดีคืนดีท่านก็ทำหนังสือมาถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่กล้าทำถึงประธานสภา มันไม่เคยมีแนวปฏิบัติ เพราะมาตรา ๓ นี้เขียนไว้ชัดเจน อำนาจอธิปไตย ต่างคนต่างอยู่ บริหารอยู่บริหาร ตุลาการอยู่ตุลาการ นิติบัญญัติอยู่นิติบัญญัติ ถ้าท่านไปบริหารนี่ มันพอกะทักกะเทิน แต่นี่ท่านมานิติบัญญัติเลย พวกผมนี่ประชาชนเขาเลือกมา กว่าจะได้มาเป็น ยกมือไหว้กันเป็นหลายเดือน เป็นปีครับ มันไม่เหมือนกับบางคนที่มาแค่ ๗ คนให้มา แต่พวกผมนี่สาหัสมากแล้วเวลายื่นก็ยื่นให้แต่ยุบพรรค แล้วถามว่าผมกลัวไหมล่ะยุบพรรค วันนี้ก็กลัวแล้ว ท่านดูสิครับท่านตัวแทนศาลที่เคารพครับ สื่อวันนี้วิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคเพื่อไทยหลังจากท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทยนี่ ทำตัวเหมือนกับอีแอบ ไม่กล้าแต่งตั้งคนที่มีบทบาทขึ้นไปเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ใครจะกล้าเป็นล่ะครับ เพราะวันนี้มาตรา ๒๓๗ ว่าด้วยกระบวนการการยุบพรรค มันยังยืนอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขามีบทเรียนมาจากพรรคไทยรักไทย แล้วก็มีมาพรรคพลังประชาชน แล้วก็พรรคชาติไทยเขาเห็นแล้ว พรรคมัชฌิมาธิปไตยเขาเห็นแล้ว หนังสือพิมพ์บอกศาลรับ ให้ยุบกลับไม่ยุบ บางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วว่ายุบ บางคนว่าไม่ยุบ พอถึงวัน