อรรถพร พลบุตร แสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่ประธานสภาจะรับญัตติของ ส.ส. ขจิตร ชัยนิคม เรื่องการรับทราบรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยชี้ว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นครรลองปฏิบัติที่ดีของประชาธิปไตย ไม่ใช่ตรายาง และเตือนว่าหากทำเช่นนี้จะสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่ออนาคตของสภาและขัดขวางความปรองดองของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ดุลยพินิจ ของท่านประธานที่จะพิจารณารับญัตติที่ท่านขจิตร ชัยนิคม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้นำเสนอขึ้นมา ผมเชื่อว่ากระบวนการรับทราบรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ดำเนินไปอย่างถูกครรลอง ถูกประเพณีปฏิบัติ เหมือนที่เราได้ยึดถือปฏิบัติมาตลอดเวลา ของสภาชุดนี้ ชุดที่แล้ว หรือชุดก่อนหน้านั้น เรารับทราบรายงานขององค์กรต่าง ๆ เป็นสิบเป็นร้อยองค์กร ไม่เคยมีองค์กรใดที่เกิดปัญหาเช่นนี้ จนทำให้กระผมเกิดความรู้สึกว่า ทุกครั้งที่มีการอภิปรายเกี่ยวเนื่องไปถึงเปลวไฟที่สี่แยกราชประสงค์มีปัญหาทุกครั้งครับ ผมไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านที่บอกว่าเราไม่มีคนกลางในสังคมนี้ เรามีครับ เรามีคนกลางและคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยึดถือคนกลางมาโดยตลอด แล้วก็เป็นเสาหลัก ที่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้ามาได้ที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เราไม่มีและเป็นปัญหา ก็คือเราไม่ยอมรับความจริงหรือคำพิพากษาตัดสินจากคนกลางเหล่านั้นเมื่อไม่ถูกใจ หรือไม่สมประโยชน์ของเรา ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปราย บอกว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่ตรายางที่จะมาประทับรับรองความถูกต้อง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราไม่ใช่เป็นตรายาง วาระการรับทราบรายงาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นเพียงการรับทราบรับรู้ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความเห็นและบันทึกเหตุการณ์ไว้เช่นนี้ เรามีสิทธิเห็นต่าง และสภาแห่งนี้ก็จะบันทึกความเห็นต่างของเรา เห็นพ้องของเราไว้อีก ๑๐๐ ปี อีก ๑,๐๐๐ ปี ไม่ได้เป็นตรายางแต่ประการใด แต่สิ่งที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กราบเรียนไปยังท่านขจิตร ชัยนิคม และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอย่าทำเรื่องเหล่านี้เลยครับ ท่านประธาน อย่ารับญัตติของท่านขจิตรเลยครับ ขอประทานโทษ ท่าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอย่าเดินหน้า ให้เป็นญัตติเลยครับ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอย่าถอนเรื่องรายงานนี้ ออกจากวาระการประชุมเป็นอันขาด เพราะถ้า ๓ สิ่งนี้เกิดขึ้นมันจะเกิดวิถีทางครรลอง ปฏิบัติอันหนึ่งซึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มันจะเกิดสิ่งซึ่งเรียกกันว่าประวัติศาสตร์ของเสียงข้างมากครับ ความจริงของเสียงข้างมาก ซึ่งอันตรายครับ วันนี้ท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าบางสิ่งบางประการไม่ต้องตรงใจ ขัดต่อมุมมอง ขัดต่ออคติ ขัดต่อความคิดเห็น ขัดต่อประสบการณ์ทางตรงที่ท่านได้รับ อย่าให้มีการแก้ไข ท่านมีสิทธิคิดได้ แต่ท่านคิดดูสิครับว่าถ้าวันพรุ่งนี้พวกเราเป็นเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ขึ้นมา ถ้าเราเห็นว่ารายงานชุดนี้ยังเขียนไม่หมดเลย ยังมีความจริงอีกตั้งเยอะแยะที่ยังไม่ได้เขียน เช่นความจริงว่าก่อนปี ๒๕๕๑ มันมีทุนสามานย์ที่มันขายสัมปทานของชาติให้ต่างชาติ โดยไม่เสียภาษี ขายชาติโดยชอบด้วยกฎหมายทำไมไม่เขียน ทำไมไม่เขียนว่าทุนสามานย์ ก่อนปี ๒๕๕๑ ที่มันเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ มันทำลายองค์กรอิสระ มันทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างย่อยยับยับเยินจนเป็นที่มาของวิธีการ ของปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๑ ทำไมไม่เขียน อย่างนั้นเสียงข้างมากในสภานี้พวกผมนี่ละครับ ก็มีมติบีบให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถอนเรื่องไปเขียนอย่างที่ผมต้องการ เอาหรือครับอย่างนั้น สภามันจะอยู่อย่างไรล่ะครับ ผมจึงเชื่อว่าเรากำลังจะทำกันอยู่ ณ ขณะนี้มันจะเป็นวิถีปฏิบัติซึ่งจะเป็นบรรทัดฐาน และเป็นปัญหาหรือไม่ใช่ปัญหาของสภา ต่อไปในอนาคต เราต้องคิดกันมากในเรื่องเหล่านี้ เราอย่าเอาเพียงความถูกใจชั่วครั้งชั่วคราว หรือประสบการณ์ความเจ็บปวดชั่วครั้งชั่วคราวมาทำลายครรลองซึ่งเป็นความดีงาม ของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอย่างเด็ดขาด ผมกราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรในเบื้องสุดท้ายว่าวันนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ วันนี้ผมผูกเนคไท (Necktie) สีแดงครับ พวกท่านก็เช่นเดียวกันผมเชื่อว่าเราค่อนข้างจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เจ็บปวดกับวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นมาก่อนปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เรื่อยมาถึง ปี ๒๕๕๕ ความแตกแยกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเราสู้รบกันครับ แต่มันต้องมีอยู่บ้างบางขณะ ที่เรานอนนึกว่าพรุ่งนี้มันจะหันหน้าเข้าหากันได้บ้างไหม วันพรุ่งนี้ประเทศนี้มันจะเดิน ไปข้างหน้าฝ่าสายลมสู่อรุณรุ่งแห่งอนาคตเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาได้ไหม ผมเชื่อพวกเรา ๕๐๐ คนในสภาแห่งนี้มันต้องมีวินาทีหนึ่งละครับที่คิดอย่างนี้บ้าง ถ้าไม่คิดอย่างนี้ ไม่ใช่คนไทยหรอก ต้องคิดครับ นั่นคือการหันหน้าเข้าหากัน แต่การหันหน้าเข้าหากัน มันจะเกิดขึ้นอย่างไร ถ้าการหันหน้าเข้าหากันซึ่งมันเป็นการปรองดองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ การล้างความผิดให้กับใครคนใดคนหนึ่ง หัวใจมันต้องยอมรับความปรองดองและปัญหา ของชาติที่จะก้าวเดินต่อไป และถ้าไม่เริ่มต้นจากการยอมรับความจริง เคารพต่อความจริง มาหาสมุฏฐานแห่งเรื่องที่มันเกิดขึ้น เหมือนเป็นมะเร็งร้ายถ้าไม่ยอมรับว่าเราเป็นโรคอะไร เกิดจากอะไร ไวรัสตัวไหน แบคทีเรียตัวไหน รักษาโรคได้อย่างไรล่ะครับ ฉะนั้นพื้นฐาน แห่งความปรองดองที่จะก้าวไปสู่กระบวนการทางกฎหมายทางนิรโทษกรรม หรือการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้เราจับมือหันหน้าเข้าหากันมันต้องเริ่มต้นจากการยอมรับ ความจริงและเคารพต่อความจริง และเอาความเป็นจริงนั้นมาเป็นพื้นฐาน