สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕

สงวน พงษ์มณี หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อำนาจตัวแทนของประชาชนเป็นคนเลือกสรร และลดคุณสมบัติของรองศาสตราจารย์จาก 10 ปีเป็น 8 ปี เพื่อให้เหมาะสม

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเร่งออก กฎหมายฉบับนี้ แต่ผมมีประเด็นที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภา ของเราทั้งท่าน ส.ส. และ ส.ว. นะครับ และอีกอันหนึ่งก็อยากจะเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งท่านเป็นฝ่ายประจำ กระผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ท่านประธาน วันนี้เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรานี่เราใช้อำนาจตรากฎหมาย อำนาจนั้น จะมาโดยการยึดอำนาจหรืออำนาจนั้นมาจากการเลือกตั้งก็เป็นอย่างนี้มาแต่ต้น ก็มีการยอมรับกัน ท่านครับ มารัฐธรรมนูญฉบับนี้แหละที่ทำให้เห็นว่าใช้อำนาจ ในการตรากฎหมายแต่ตราให้ผิดจากหลักการทั่วไปที่สังคมกฎหมายของไทย ในกระบวนการยุติธรรมยึดถือ เช่นสามารถลงโทษย้อนหลังได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่เรากำลัง ตราอยู่นี้ในมาตรา ๓๐๑ ของรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นชัดว่าผิดมนุษย์มนา หมายความว่า อย่างไรที่ใช้ภาษาชาวบ้านว่าผิดมนุษย์มนา คือให้บุคคลทำหน้าที่แทนคณะกรรมการ มันเป็นไปไม่ได้ มีคณะกรรมการคณะหนึ่งกำกับดูแลบุคคลบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้ว่าการ แต่ในคำสั่งของรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลกลับไปบอกให้ว่าผู้ว่าการเป็นคณะกรรมการด้วยนี่ ผิดหลักการครับ ทีนี้พอผิดหลักการอย่างนี้มาดูกฎหมายฉบับที่ท่านเสนอเข้ามานี่ ผมก็เป็นกังวล เป็นกังวลว่าประสงค์จะให้เกิดคณะกรรมการโดยเร็วเท่านั้นหรือ คำถามจากผม ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการที่ร่างกฎหมายเสนอมา ผมพิจารณายึดหลักกฎหมาย ของท่านมาเป็นตัวพิจารณา ผมจะถามว่าวันนี้ถ้าท่านไม่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ เข้ามานี่มันจะเกิดอะไรขึ้น คำถามของผมก็คือว่าวันนี้ตอบสังคมได้ไหมว่าท่านอยู่ในตรงไหน ของกระบวนการยุติธรรมเรื่องการตรวจสอบการเงิน เพราะชื่อคือตรวจเงินแผ่นดิน ก็เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้นใช่ไหมครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐถึงมีอำนาจใช้เงิน ของแผ่นดินก็ตรวจเงินแผ่นดินก็ตรวจเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อพบทุจริตแล้วนี่ กลับเอาไปส่ง ให้ ป.ป.ช. มันก็ยุติตรงนั้นมาเป็นหมื่น ๆ คดี ความล่าช้าและความไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่อง ก็ถือว่าไม่เกิดกระบวนการยุติธรรมตามสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าวันนี้ สภาแห่งนี้ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง ท่านดำรงตำแหน่งและมีสิทธิมีอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราใช้อำนาจของประชาชนมาตรากฎหมาย ก็ต้องถือโอกาสนี้กราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าท่านช่วยกรุณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ เข้ามา ผมยกตัวอย่างอีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๑๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า กองทุน ซึ่งไม่ต้องส่งเงินเข้ารัฐ วรรคสองของมาตรานี้เขียนว่า ให้มีระเบียบว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ของแผ่นดินตามหมวดนี้ เมื่อมีหมวดนี้เขียนสำทับมาในมาตรา ๑๗๐ ว่าต้องร่างให้เสร็จ ภายในกี่วัน เขียนเสร็จ จนกระทั่งวันนี้ฝ่ายประจำของกระทรวงการคลังที่มาเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรวันนั้นที่ผมไม่รับเพราะอะไรครับ ไม่ได้ร่างกฎหมายตามมาตรา ๑๖๗ แล้ววันนี้กองทุนเหล่านั้นมีวินัยการเงินการคลังตรงไหน แล้วท่านจะไปตรวจสอบอย่างไร ผมยกตัวอย่างองค์กรหนึ่งที่ไม่ต้องส่งเงินเข้ารัฐ รับเงินจากหลวงไปไม่ต้องส่งเงินเข้ารัฐ ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนขององค์กร เขาเขียนว่าถ้าคณะกรรมการทั้งหมดจะเอาเงิน ให้กับองค์กรตัวเองเพียงแค่ไม่นั่งประชุมก็ถือว่าไม่ทับซ้อนแล้วอย่างนี้ ถ้าตรวจ เขาก็ทำตามนั้น ก็เป็นไปตามนั้น มันก็ไม่ได้ตรวจอะไรเลย ผมพูดเรื่องนี้หมายความว่าจำเป็น ที่จะต้องบอกไปยังรัฐบาลว่าให้กระทรวงการคลังรีบเสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๗ มาด้วย เผื่อว่าท่านจะได้ตรวจสอบตามมาตรา ๑๗๐ ครับ ถือว่าวันนี้กองทุนนั้นจ่ายไม่ได้ รับได้ อย่างเดียว แต่ก็จ่ายกันอีเหละเขละขละ ไม่ได้เขียนว่าตามกฎหมายใด เขาบอกให้เขียนไว้เลยว่า ให้ใช้ตามหมวดนี้ วินัยการเงินการคลัง หมวดนี้ก็ไม่ได้ทำ ไปดูบันทึกการประชุมของ ครม. สมัยท่านอภิสิทธิ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดชัดเจนว่าต้องเร่งร่างเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นจ่ายเงินไม่ได้ แต่วันนี้ข้าราชการประจำกลุ่มนั้นไม่ทำเลย โทษฝ่ายการเมืองไม่ได้เลย เพราะว่ากฎหมายให้ฝ่ายประจำเสนอกฎหมายได้ ทั้งหมดที่ผมพูดนี่ผมพูดให้เห็นว่า วันนี้ต้องเร่งออกกฎหมายฉบับนี้ หลักการทั่วไปตรงนี้ที่ผมเป็นห่วงอยู่ ๒ เรื่อง ถ้าท่านจะร่างกฎหมายผมฝากไว้เรื่องหนึ่ง วันนี้องค์กรตามรัฐธรรมนูญใช้อำนาจร่างกฎหมายแล้ว เอากฎหมายนั้นมาปฏิบัติต่อประชาชนและต่อองค์กรอื่น ไม่ใช่ใช้อำนาจเป็นกฎหมาย ท่านไม่มีอำนาจในการเพิ่มกฎหมาย หรือแต่งกฎหมาย หรือทำกฎหมายเอง ต้องรัฐสภา หลายองค์กรเติม อาจจะ เข้าไปบ้าง เติม ควรจะเป็น เข้าไปบ้าง แล้วพิพากษาคนทั่วไป อย่างนี้ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่ผมต้องการให้ชัดเจน แล้วเราต้องแก้กฎหมาย ป.ป.ช. ด้วยว่าว่าด้วยตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจเงินแผ่นดินต้องฟ้องต่ออัยการ แจ้งอัยการ ฟ้องเอง ชี้แจงต่อศาลเอง ไม่เช่นนั้นเขาก็ไปสอบเหมือนเดิม เรียกพยานเข้ามา เรียกคนถูกกล่าวหาเข้ามาแล้วก็สอบ แล้วก็สำทับว่าพูดตามนี้ไหม ค้างเยอะแยะหมด เป็นหมื่นคดี ยิ่งท่านไปตรวจสอบท้องถิ่นยิ่งไปใหญ่ เพราะฉะนั้นผมพูดเรื่องนี้ ฝากท่านประธานว่าขอได้ช่วยร่างกฎหมายฉบับว่าด้วยอำนาจหน้าที่เข้ามาด้วย อย่ารอคนใหม่ อย่ารอคณะกรรมการใหม่ พวกท่านนี่แหละ คณะกรรมการชุดใหม่มาท่านก็ต้องเป็นคนทำ อยู่ดี

เรื่องที่ ๓ ผมเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสรรหาเอาไปให้ วุฒิสภาเลือก วุฒิสภาไม่รับ คณะกรรมการสรรหาทั้งหมดยังมีอำนาจยืนยัน ถ้าท่านมีอำนาจยืนยันก็ให้สิ้นสุดที่คณะกรรมการสรรหาเถอะครับ ให้เหมือนสรรหา ส.ว. อย่างไรครับ สรรหาเสร็จก็ให้ กกต. ประกาศเลย อันนี้สรรหาเสร็จก็ให้ประธานรัฐสภา ประกาศเลย เพราะอะไรครับ เพราะว่าเอาไปที่วุฒิสภาแล้วนี่ขนาดเขียนรัฐธรรมนูญว่า วุฒิสภาเป็นครึ่งเดียวเลือกตั้ง อีกครึ่งหนึ่ง เกือบครึ่งเป็นการแต่งตั้งของพวกท่านทั้งสิ้น ท่านก็ยังมากลัวว่าวุฒิสภาจะเลือกต่างจากอีก พอไม่เอาแล้วยังยืนยันได้อีก อันนี้ต้องบอก รัฐสภาว่าเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ ให้อำนาจตัวแทนของประชาชนเป็นคนเลือกสรร เอามา ๒ เท่าสิครับแล้วให้เขาเลือกเหลือ ๑ อันนี้เอามาเท่าเดียว ไม่เอาก็ยืนยันได้ เลือกทำไม เอามาให้ทำไม อันนี้ผมพูดประเด็นนี้เพราะว่ากรรมการสรรหามีอำนาจมาก อยู่แล้วนะครับ ส่วนเนื้อหาของมัน หลักการ ผมพูดเฉพาะหลักการนะครับ มาตรา ๙ ข้อห้ามดีมาก แยกข้อห้ามออกจากคุณสมบัติเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่ผมชื่นชม เมื่อห้ามแล้วใครสมัคร สมัครเลยถ้าได้เป็นแล้วสิ่งที่เป็นข้อห้ามต้องลาออก ต้องเขียนอย่างนี้ครับ กฎหมายไทย ส่วนมากเขียนข้อห้ามและคุณสมบัติอยู่มาตราเดียวกัน ก็เลยกลายเป็นทั้งข้อห้ามไม่มี กลายเป็นคุณสมบัติไปหมดเลย อันนี้เป็นข้าราชการไม่ได้ ก็เมื่อฉันได้เป็นแล้วก็ลาออกเสีย อันนี้ดีมาก หลักการนี้ดีอยู่ ท่านครับ แต่ว่ามาตรา ๘ ผมเห็นว่าคุณสมบัติที่เขียนไว้ มากไปหรือเปล่า เป็นรองศาสตราจารย์ต้องเป็น ๑๐ ปีอย่างนี้มากไปหรือเปล่าครับท่าน สัก ๘ ปีไม่ได้หรือครับ เหมือนกับว่าเป็น ส.ส. มา ๒ สมัย นี่ก็ถือว่าแก่วิชาเต็มที่แล้วครับ อันนี้ตั้ง ๑๐ ปีนานไปหรือเปล่า อยู่ตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้บริหารก็ต้อง ๑๐ ปี ผมว่านานไปนะครับ วันนี้ ๖ ปี ๘ ปี สมควรแล้ว คุณสมบัติสูง ๆ ไม่ใช่หลักประกันว่าจะเป็นคนดีและมีคุณธรรม ผมฝากว่าตัวนี้ชั้นนี้ขอกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณาด้วยว่าท่านไปวางหลักไว้สูงหรือเปล่า สูงไปหรือไม่ สำหรับผมผมเห็นว่าสูงไป ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าที่สำคัญที่สุด คำตอบสุดท้ายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินคือต้องถามตัวเองว่าท่านอยู่ตรงไหน ของกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องการตรวจเงินแผ่นดินท่านต้องเป็นพระเอก และตรวจเงินแผ่นดินมันมีที่ไหน นายแก้ว นายสา นางสา นางมา นางดี จะเป็นผู้มีสิทธิ ใช้เงินแผ่นดิน ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้น แต่พอเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตเอาไปให้ ป.ป.ช. เสียนี่ ผมว่าอันนี้อะไรเกิดขึ้น ผมไม่ได้รังเกียจอำนาจ ป.ป.ช. แต่บอกว่ามันหัวมังกุท้ายมังกร เรื่องนี้ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินต้องตรวจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญด้วย ไม่ใช่ไม่ตรวจ เหมือนกันครับ ท่านประธาน วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ ระดับสูงต้องเป็นจุดสำคัญต้องยิงตรง เพราะหลายองค์กรเหลือเกินพิพากษา นาย ก ผิด เพราะเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ไปพิพากษา นาย ข ไม่ผิด ยกคำร้องอย่างนี้ถือว่า คุณทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส.ส. ต้องมีหน้าที่ไม่ใช่ส่งไปที่นั่นครับ ท่านกล้าทำเพราะอะไรครับ เพราะท่านรู้ว่าถ้าไปวุฒิสภาแล้วไม่มีโอกาสถอดถอนใครได้เลย อย่าถอดถอน ขัดกับรัฐธรรมนูญในองค์กรเหล่านี้ ไม่ใช่ถอดถอน ต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเลยนะครับ เหมือน ป.ป.ช. โดนคราวก่อน ชุดก่อนที่โดนไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพูดหลักการทั้งหมด เพียงเพื่อจะบอกว่าต้องเร่งทำมีไม่กี่มาตรา แต่หลักการที่ผมบอกว่าเขียนสเปก (Spec) ไว้สูง ๆ ผมคิดว่าน่าจะลดทอนลงมาเหลือสัก ๘ ปี อย่าเลยครับ ๑๐ ปีมากไป ขอบคุณครับท่านประธาน