ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเสนอให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังคงอยู่ต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน ปี 2550 และเสนอร่างที่แตกต่างจากที่เพื่อนสมาชิกเสนอ โดยเน้นผู้มีประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน กระผมพร้อมกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๖๑ ท่าน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มากกว่า ๑ ใน ๑๐ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมขออนุญาตท่านประธานแถลงหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ในหมวด ๑ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนที่ ๑ การแต่งตั้งคณะกรรมการและอำนาจหน้าที่คณะกรรมการ และหมวด ๒ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
เหตุผล โดยที่มาตรา ๒๕๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติ ให้การตรวจเงินแผ่นดินให้กระทำโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระและ เป็นกลาง และให้การกำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผมขออนุญาตที่จะอภิปรายให้เหตุผล เพื่อให้ประธานและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ซึ่งผมมั่นใจว่าในวาระรับหลักการ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านคงเห็นพร้อมที่จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับนี้ ของสมาชิกที่เสนอแล้วก็ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยท่านผู้ทำการแทน ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีผู้เสนอทั้ง ๔ ฉบับ รับหลักการทั้งหมดนะครับ ผมมั่นใจ แต่ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตให้เหตุผลเพิ่มเติมในสิ่งที่ผมและคณะทั้ง ๖๑ ท่านได้เสนอ เพื่อให้กรรมาธิการได้ใช้เป็นข้อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติที่ตัวกระผมได้เสนอมีข้อแตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ร่าง ดังต่อไปนี้
เรื่องที่ ๑ ในร่างที่ตัวกระผมเสนอเป็นการแก้ไขหลักการจากการปรับปรุง ความหมายก็คือในร่างของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและร่างของเพื่อนสมาชิก ได้ใช้ถ้อยคำว่า ให้ปรับปรุงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ อันนี้คือกฎหมายที่เสนอโดยทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็เพื่อนสมาชิกอีก ๒ ร่าง กระผมเองเห็นว่าการใช้ถ้อยคำว่าปรับปรุงกฎหมาย ในกระบวนการการตรากฎหมาย ความหมายคือยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับแล้วยกร่างใหม่ เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ตามร่างที่เสนอมามิได้ยกเลิกทั้งฉบับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบางฉบับ เท่านั้น โดยเฉพาะในหลักการของกระผมก็คือในเฉพาะหมวด ๑ ในส่วนที่ ๑ ในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ แล้วก็เรื่อง คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเท่านั้น แล้วก็หมวด ๒ ที่ว่าด้วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ขออนุญาตที่จะเสนอหลักการที่มีความแตกต่างกัน เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่มีการแก้ไขเพียงบางมาตรา
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเขียน ในบทบัญญัติของกฎหมายที่เสนอก็ได้ แต่ว่าเพื่อต้องการให้เห็นที่มาที่ไปและมีความสำคัญ ในการที่จะไปถกเถียงในชั้นของกรรมาธิการนะครับ ก็เป็นการเพิ่มเติมให้ยกเลิกประกาศ ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๑๒ แล้วก็ฉบับที่ ๒๙ ที่ออกมา ท่านประธานที่เคารพครับ ในประกาศของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีประกาศออกมา ๒ ฉบับ ถ้าท่านจำได้นะครับฉบับแรกเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ มีประกาศออกมาและมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยสรุปแล้วก็เป็นการยกเลิกในการกระทำ รัฐประหารในครั้งนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ผมจะขออนุญาตใช้คำว่า คปค. ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไป ก็มีประเด็นที่เป็นปัญหาคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะมีผลบังคับใช้ต่อไป หรือไม่ อย่างไร ก็เป็นข้อถกเถียงกัน จนกระทั่งมีข้อวินิจฉัยว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงบังคับใช้ได้ต่อไป เว้นแต่มีประกาศเฉพาะของ คปค. ที่ออกมาให้มีผลเป็นอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่นให้ยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ปี ๒๕๔๒ เฉพาะส่วนที่ ๑ หมวด ๑ นั่นหมายความว่าในส่วนที่ว่าด้วยคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินแล้วก็เรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม จนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิก และให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ ๑๘ กันยายนนั้น พ้นจากตำแหน่งไป อันนี้คือสิ่งที่ประกาศ คปค. ได้มีผลให้กฎหมายที่บังคับใช้อยู่บางส่วน ใช้บังคับไม่ได้นะครับ
ส่วนเรื่องของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ ๑๘ ปี ๒๕๔๙ คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ปี ๒๕๕๐ ท่านผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนก่อนก็พ้นไปเมื่อวันที่ ๕ ที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ ข้อมูลกับทางสภาไปเมื่อสักครู่นะครับ ท่านประธานครับ ผลจากการที่มีประกาศ คปค. ตรงนี้เอง กระผมก็พยายามที่จะนำเอาบทบัญญัติให้มีการยกเลิกประกาศเหล่านั้นเพื่อจะได้ ไปดูในเนื้อหาสาระและข้อความ ก็สุดแล้วแต่กรรมาธิการจะเห็นเป็นอย่างไรนะครับ ถ้าจะให้ ถูกต้องเหมาะสมตามนิติวิธีอย่างไรผมไม่ได้ติดใจนะครับ
เรื่องที่ ๓ ครับ เป็นการแก้ไขสัดส่วนและคุณสมบัติของคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินที่แตกต่างไปจากร่างของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแล้วก็ร่าง ของเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ร่าง กระผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานในรายละเอียดนะครับ คงจะไม่ลงรายละเอียดมากเพราะเกรงใจเวลาของสภา ก็ไปดูในชั้นกรรมาธิการ แต่มีสัดส่วน ที่ต่างกัน ผมยกตัวอย่างเช่นในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา ๒๕๒ ถึงมาตรา ๒๕๔ มีบทบัญญัติที่ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีความชำนาญและมีประสบการณ์ ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงิน การคลังและด้านอื่น กำหนดไว้ ๗ ท่านนะครับ ในร่างของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็แบ่งเอามา เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเงิน การคลัง ด้านการบัญชี การตรวจสอบภายใน แล้วก็เขียน ระบุไปว่าใน ๓ ด้านนี้ให้มีที่มาในแต่ละด้านนี่จำนวน ๒ ท่าน และให้ใน ๒ ท่านจาก ๓ ด้านนี้ ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน กระผมเองเห็นว่าการเขียนอย่างนั้น อาจจะไม่สอดคล้องสอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็เลยเขียนให้แตกต่างไป เน้นผู้มีประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน ๒ ท่านไปเลย อันนี้คือตัวอย่างที่ผม ได้เขียนในสารบัญญัติที่นำเรียนท่านประธานไป
เรื่องที่ ๔ เป็นการเพิ่มลักษณะต้องห้ามให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็แตกต่างไป ร่างของทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ ผมเอง ก็นำลักษณะต้องห้ามที่มีความจำเป็นที่ระบุไว้มาเขียนไว้ เพราะมันอยู่ในส่วนที่ ๑ หมวด ๑ สอดคล้องกับหลักการที่นำเสนอไป
เรื่องที่ ๕ เป็นการเพิ่มเติมให้คณะกรรมการสรรหาออกประกาศกำหนด หลักเกณฑ์และการสรรหา ตรงนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับการสรรหานะครับ
เรื่องที่ ๖ เป็นการเพิ่มขั้นตอนการถอดถอนกรรมการ ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าในร่างที่ผมเสนอเพิ่มเรื่องนี้เข้าไว้ในมาตราที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓ เดิมนะครับ มาตรา ๑๓ เดิมว่าด้วยการถอดถอนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญให้อำนาจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๔ สามารถเข้าชื่อเสนอต่อวุฒิสภา เสนอให้ถอดถอนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ในกรณีที่มีพฤติกรรมที่ส่อว่ากระทำผิด อย่างร้ายแรงนะครับ เรื่องนี้มีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมเหตุและพฤติการณ์ที่จะต้องกำหนด ให้ชัดเจนออกไปคล้ายกับกฎหมาย ป.ป.ช. ก็ไปดูในรายละเอียดนะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะไม่ลงรายละเอียด
แล้วก็อันสุดท้ายครับที่มีความแตกต่างก็คือแก้ไขคุณสมบัติของผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน ที่เขียนไว้ในร่างของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและร่างของ เพื่อนสมาชิก อาจจะมองว่ามีข้อจำกัดจำเพาะสำหรับคนบางกลุ่มบางพวกหรือไม่ ก็เป็นการเปิดกว้างมากขึ้น
ผมก็เรียนเรื่องของข้อแตกต่างและเหตุผลที่มีความจำเป็นที่เสนอให้กับ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทราบ มั่นใจว่าท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านคงให้การสนับสนุน ในชั้นรับหลักการ แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ก็ไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป กราบขอบคุณครับ