อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานผลการปฏิบัติงาน และรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐสภาปรับปรุงการพิจารณารายงานขององค์กรอิสระเป็นวาระพิเศษ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นในรายงานผลการปฏิบัติงาน ประจ้าปี ๒๕๕๒ และรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติมีอ้านาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ ซึ่งจะต้องเกี่ยวพันกับรัฐสภาอยู่ ๓ อนุมาตรา ก็คือ (๑) ในกรณีที่มีการตรวจสอบและรายงานการกระท้าหรือการละเลย การกระท้าอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสม ต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระท้าหรือละเลยการกระท้าดังกล่าวเพื่อด้าเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการด้าเนินการตามที่เสนอ ให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อด้าเนินการต่อไป ซึ่งในรายงานของท่านทั้ง ๒ ฉบับนี้มีหลายกรณีที่ไม่ด้าเนินการตามเสนอ ซึ่งท่าน ก็ได้มารายงานตามมาตรา ๒๕๗ (๑) (๕) ท่านมีหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบาย และข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎต่อรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีหลายกฎหมายที่ท่านได้แสดงความเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมจะได้หยิบมาอภิปรายต่อไป และอีกวงเล็บหนึ่งคือ การจัดท้ารายงานประจ้าปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ และเสนอต่อรัฐสภา จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญให้ความส้าคัญ ให้ความเชื่อมโยงระหว่างท่าน กับรัฐสภามาก ใน ๓ กรณีที่ผมยกมานี้เป็นอ้านาจหน้าที่ของท่านที่จะต้องมารายงาน เราจะต้องท้างานกันอย่างใกล้ชิด แล้วผมก็ต้องขอชื่นชมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีความกล้าหาญ มีความตรงไปตรงมาในการน้าเสนอบทรายงานในเอกสารทั้ง ๒ เล่มนี้ โดยเฉพาะในรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ได้พูดถึง การมารายงานต่อรัฐสภา ท่านเขียนไว้ในหน้า ๘๙ น่าสนใจมาก แล้วผมอยากให้ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้โปรดตระหนักไว้ด้วยว่ากรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติเขามองรัฐสภาของเราอย่างไร เขาพูดอย่างนี้นะครับว่าตลอดระยะ ๙ ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่าหน่วยงานภาครัฐจนถึง ระดับรัฐบาลยังไม่ให้ความส้าคัญในการด้าเนินการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการกระท้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรการการแก้ไขปัญหาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในการรายงานผลการตรวจสอบของ กสม. เท่าที่ควร กสม. ก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบุคคลภาครัฐตลอดจน สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ร่วมกับร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นี่เป็นสิ่งที่เราควรจะตระหนักไว้ว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมองอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นสถาบันนิติบัญญัติหรือรัฐสภามิได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมในการรับทราบ รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรอิสระอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญไว้ในวาระส้าคัญ มีการเลื่อนประชุมหลายครั้ง ครั้งละเป็นเดือน อีกทั้งการอภิปรายซักถามก็มักจะมิใช่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนตามอ้านาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่อย่างใด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงขอเรียกร้องให้รัฐสภามีการปรับปรุง ในด้านการพิจารณารายงานขององค์กรอิสระเป็นวาระพิเศษที่สาธารณชนควรจะได้มีโอกาส รับรู้อย่างกว้างขวาง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และนี่เป็นข้อเรียกร้องที่ผมคิดว่าท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรและกระบวนการตามนิติบัญญัติของเราควรตระหนักในเรื่องนี้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่จะลุกขึ้นมาอภิปรายก็น่าที่จะอภิปรายในประเด็นที่ตรงที่เกี่ยวข้องกับงาน ในอ้านาจหน้าที่ของเขา นี่เป็นเบื้องต้นที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นส้าคัญที่จะอภิปรายเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ก็ต้องยอมรับนะครับ ว่าเป็นสถานการณ์ที่ประเทศอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ความขัดแย้ง ทางการเมืองที่รุนแรงนั้นน้าไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน ในหลายมุมมอง ในหลายมิติทีเดียว ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้ง ๒ ชุดที่ผ่านมาก็ได้มีบทบาท ในการเข้าไปตรวจสอบและรายงานเรื่องนี้ทั้งต่อสาธารณชนและต่อรัฐสภาของเราเป็นล้าดับมา ในข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีทั้งหมดหลายข้อ ส้าหรับในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ผมมีอยู่ ๒ ข้อ ที่ต้องการจะใช้เวลาของสภาเพียงไม่มาก เพื่อที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นก็คือข้อเรียกร้องเรื่องให้รัฐบาลต้องทบทวน ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญโดยปรับร่างพระราชบัญญัติให้ส่งเสริมและคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพ ในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การใช้กฎหมายพิเศษในการดูแลการชุมนุม ต้องเป็นไปเท่าที่จ้าเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์มิใช่การประกาศใช้เป็นการทั่วไป และมีการก้าหนดกรอบการใช้อ้านาจหน้าที่ที่ชัดเจน ในประเด็นเรื่องนี้นอกเหนือจาก ท่านได้ระบุไว้ในรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ในรายงาน ผลการปฏิบัติงานประจ้าปี ๒๕๕๒ ของท่าน ท่านก็เขียนไว้ในข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงกฎหมาย ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของผู้คน ในบ้านเมือง ทั้งผู้เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องทั้งหลายมากทีเดียว แต่ข้อสรุปประการหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าอาจจะเป็นความเข้าใจผิดของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็คือว่าการบอกว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ก้าหนดให้เสรีภาพในการชุมนุมเป็นข้อยกเว้น ที่ให้กระท้าได้เมื่อได้อนุญาตจากรัฐเท่านั้น ผมคิดว่านี่เป็นความเข้าใจที่น่าจะคลาดเคลื่อน ผมเองได้มีบทบาทในการเป็นผู้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๔ ได้รับความเห็นชอบในวาระที่สามของสภาผู้แทนราษฎรและน้าไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา กระทั่งมีการยุบสภา ท้าให้ร่างกฎหมายดังกล่าวนี่ตกไปและรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้หยิบยก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมายืนยันก็ท้าให้กฎหมายฉบับนี้ก็ยังคงล่องลอยหายอยู่ในสายลม ยังไม่มีการหยิบยกมาทั้ง ๆ ที่สภาพการณ์ สถานการณ์ ปัญหาในเรื่องของการชุมนุม และผลกระทบที่เกิดจากการชุมนุมยังคงอยู่ในความวิตกกังวลของสังคมนี้อยู่ ท่านประธานครับ ในกระบวนการพิจารณากฎหมาย แน่นอนเราได้พิจารณาถึงเรื่องปัญหาการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และผมก็ไม่เห็นว่าในบทบัญญัติใดเลยที่บอกว่าการไปจัดชุมนุมสาธารณะต้องขออนุญาต มีแต่เพียงการให้แจ้งกับเจ้าพนักงานว่าจะจัดชุมนุม เจ้าพนักงานไม่มีอ้านาจในการอนุญาต หรือไม่อนุญาต แจ้งแล้วชุมนุมได้เลย เพียงแต่ว่ากฎหมายฉบับนี้มีสาระส้าคัญที่บอกถึง อ้านาจหน้าที่ของผู้ที่จัดการชุมนุม ของผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละฝ่ายอย่างไรบ้าง ในระหว่างการพิจารณาเราก็ได้เอาความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมเข้าใจว่ามีถึง ๘-๙ ประการ มาเป็นข้อสังเกตในการท้ากฎหมายฉบับนี้ และในการพิจารณาในชั้นหลัง ๆ มาก็ไตร่ตรองใคร่ครวญโดยเอาข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาเป็นข้อพิจารณาในทุกมาตราด้วยซ้า เพราะฉะนั้นการไปเขียนเพียงแต่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ มองเรื่องการชุมนุม สิทธิเสรีภาพเป็นข้อยกเว้นและให้มีการอนุญาตนั้น ผมคิดว่า น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง กฎหมายฉบับนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ว่าจ้าเป็นที่สังคมจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความร่วมมือกัน ในทุกภาคส่วนเพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และไม่กระทบกระเทือนกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้เดินสัญจรไปมาต่าง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เขาจะต้องไม่ถูกละเมิดสิทธิของเขาด้วย ร่างกฎหมายฉบับนี้อยากจะเรียนกับท่านประธาน สั้น ๆ ว่ามีสาระส้าคัญก็คือว่าตอกย้าว่าการชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบ และปราศจากอาวุธ นี่ล้อตามรัฐธรรมนูญ ถ้าการชุมนุมนั้นมีอาวุธและไม่สงบ นั่นไม่ใช่การชุมนุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องถูกกระบวนการทางกฎหมายเข้ามาด้าเนินการ แล้วก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าปัจจุบันนี้เรามีกฎหมายที่ค่อนข้างสุดโต่ง มีทั้งในการดูแล การชุมนุมสาธารณะ ทั้งกฎหมายที่มีลักษณะที่อ่อนเกินไป กฎหมายรักษาความสะอาด กฎหมายเรื่องทางเท้า กฎหมายเรื่องการใช้เสียง ไปจนถึงที่สุดโต่งอีกด้านหนึ่งก็คือ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกฎหมาย ที่เป็นสุดโต่งทั้งสิ้น จ้าเป็นจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่ออกมากลาง ๆ เพื่อที่จะดูแล ในส่วนนี้ การชุมนุมต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ส้าคัญก็มีการก้าหนดไว้ในร่างกฎหมาย ไว้ชัดเจน สถานที่ห้ามชุมนุม บริเวณที่เป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชอาคันตุกะต่าง ๆ อันนี้ล้วนแล้วแต่มีข้อก้าหนดไว้ในกฎหมาย การชุมนุมสาธารณะ ต้องไม่กีดขวางสถานที่เข้าออก เช่น รัฐสภา ท้าเนียบรัฐบาล ศาล หน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา ศาสนสถาน สถานทูต สถานกงสุล เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเรียกร้องของผู้คนในบ้านเมืองนี้ทั้งสิ้นว่าหากการชุมนุม เหล่านี้ไปกระทบเส้นทางเหล่านั้นเขาเดือดร้อน คุณใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ไปกระทบกับสิทธิในการใช้ชีวิตตามปกติของประชาชนทั่วไป จะเห็นว่ากฎหมาย ไม่ได้มีลักษณะที่ไปเป็นด้านลบ เรายังส่งเสริมในเรื่องของการก้าหนดพื้นที่การชุมนุมว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสถานที่ชุมนุมไว้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นที่เป็นทางไม่ไปกระทบคนอื่น ก้าหนดการแจ้งการชุมนุมเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ณ ที่ตรงนั้นเขาจะมีการชุมนุมสาธารณะกัน ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องหลีกเลี่ยง หรือได้คิดว่าเส้นทางที่จะเดินทางสัญจรไปตามปกติต้องคิดเส้นทางกันใหม่ หรือเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการเตรียมความพร้อมว่าจะต้องท้าอย่างไร ดูแล อ้านวยความสะดวกอย่างไร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในเรื่องนั้น เขาจะได้เข้ามาแบกรับปัญหานี้ อาจจะไม่เกิดการชุมนุมขึ้นก็ได้ถ้าหากมีการแจ้งการชุมนุม เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งผมก็อยากเรียนกับท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้มีลักษณะที่เป็นบวกมากกว่า ซึ่งรายละเอียดก็ไว้ในโอกาสต่อไปที่จะได้พูดถึงต่อไปเรื่องที่ ๒ ครับ