เหวง โตจิราการ พูดถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร โดยขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ข้าราชการทหารที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหมได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ และขอสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และปรัชญาสำหรับกองทัพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมสนับสนุนนะครับ แล้วก็ผมอ่านในรายละเอียดผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานบางประการ ผมไม่ใช้เวลา ท่านประธานมากครับ คือในนี้นี่ปลดล็อกครับ คือถ้าเขียนแบบเก่านี่ประเภทวิชาการ ในโรงเรียนทหารมันค่อนข้างจำกัด ปลดล็อกนี่หมายความว่าเขาเปลี่ยนใหม่ให้แก้ไขคำว่า ประเภทวิชาการในโรงเรียนทหารในบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการทหาร ท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พุทธศักราช ๒๕๒๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นคำว่า ประเภทวิชาการในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งในนี้มีคำบรรยายต่อนะครับ เพื่อให้ข้าราชการทหารซึ่งดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการ เช่น โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ และวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ อันนี้ความก็กระจ่างชัด อยู่ในตัว ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม คือผมเห็นว่าในกองทัพจำเป็นสำหรับประเทศชาติ แล้วทหารทุกคน ก็จำเป็นในการที่จะรักษาเอกราชอธิปไตย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นี่จำเป็น ทีนี้อย่าไป ตีกรอบแคบว่าทหารจะรู้เรื่องเฉพาะเรื่องการทหาร คือเรื่องการรบอย่างนี้ไม่ได้นะครับ แล้วนี่เท่าที่ความเข้าใจของผมนี่ประชาชนโดยทั่วไปก็มีความเข้าใจ คงจะไม่ต่างอะไรไปจากผม ก็คือว่าโรงเรียนของทหารมีเฉพาะโรงเรียนนายร้อย จปร. หรือโรงเรียนเตรียมทหาร ในสมัยที่ผมเล็ก ๆ อยู่นี่เขาเรียกกันว่าโรงเรียนเตรียมทหาร ตอนหลังก็เป็นโรงเรียนเตรียมเหล่า หรือว่ารวมเหล่า ปัจจุบันเรียกอะไรผมไม่ทราบแล้ว แล้วนอกจากนั้นก็มีโรงเรียนนายร้อย จปร. โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งผมคิดว่าถ้าหากว่าตีกรอบแคบขนาดนี้ ทหารของเราก็จะไปไม่ถึงไหน ดังนั้นการแก้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เลยขยายความให้กว้างขึ้น ในนี้มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาคำหนึ่งคือสถาบันการศึกษา ซึ่งระบุชัดว่าสังกัดกระทรวงกลาโหม ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ผมอยากเห็น กระทรวงกลาโหมนี่เอาใจใส่กำลังพลทุกนาย ทั้งระดับสัญญาบัตร และระดับชั้นประทวน คือไม่เพียงแต่ว่าให้เขามีวิชาความรู้ในเรื่องการรบทัพจับศึกเท่านั้นเอง วิชาความรู้ด้านอื่น ก็สำคัญ เพราะฉะนั้นนอกจากวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีนี่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก วิทยาลัยพยาบาล กองทัพเรือ และวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ ผมอยากจะเห็นสถาบันใหม่ ๆ ที่กองทัพ รับผิดชอบในการที่จะให้การศึกษากำลังพลในกองทัพ อาทิเช่น ท่านรัฐมนตรีเป็นไปได้ไหม ที่เราจะจัดตั้งให้มีสถาบันทางด้านรัฐศาสตร์สำหรับกองทัพ เป็นไปได้ไหมที่เราจะจัดตั้ง สถาบันนิติศาสตร์สำหรับกองทัพ เป็นไปได้ไหมที่เราจะจัดตั้งสถาบันเศรษฐศาสตร์ สำหรับกองทัพ เป็นไปได้ไหมที่เราจะจัดตั้งสถาบันปรัชญาสำหรับกองทัพขึ้นมา เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุน เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันไม่ใช่จำกัดแคบเฉพาะ รายนามของโรงเรียนหรือวิทยาลัยต่าง ๆ ผมยังมองไปไกลเพราะมันจะเปิดช่อง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านไปพัฒนากองทัพ คืออย่าไปมองกำลังพลในกองทัพ ไม่ว่านายทหารชั้นสัญญาบัตรหรือนายทหารชั้นประทวน เพียงแค่ว่าเขามีภารกิจในเรื่อง การสู้รบตบมือเท่านั้นเอง เขาเป็นจักรกลของการสังหารไม่ได้นะครับ เรามองเขาแค่นั้นไม่ได้ เราต้องมองว่าเขาก็เป็นมนุษย์เป็นคน กองทัพนี่ก็เป็นมนุษย์ เป็นคนเช่นเดียวกับเรา แล้วทำไมล่ะกองทัพจึงไม่สมควรจะมีสถาบันการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์ แล้วทำไมล่ะ กองทัพจึงไม่สมควรจะมีสถาบันการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ มิได้หมายความว่าให้มาแข่งกับเอกชนนะครับ แต่มีความจำเป็นที่กองทัพจะต้องมีความรู้ เรื่องนี้ เพราะว่าหลักรัฐศาสตร์ในขณะนี้ก็พัฒนาไปเยอะ หลักเศรษฐศาสตร์ก็พัฒนาไปเยอะ แล้วก็หลักปรัชญาอะไรต่าง ๆ หลักนิติศาสตร์นี่พัฒนาไปเยอะมากเลย นอกจากนี้ การพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศนี่ เขาพัฒนาไปเยอะ ผมก็เลยสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่ากำลังพลในกองทัพของเรานี่หลังจาก จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแล้ว หลังจากนั้นมีใครเอาใจใส่ดูแลให้กำลังพลของเรา ได้มีการพัฒนาด้านสติปัญญาให้ทัดเทียมกับชาวโลกเขาบ้าง หรือว่าให้กำลังพลแต่ละคน ขออนุญาตด้วยความเคารพ คือพยายามกระตือรือร้นหรือตะเกียกตะกายหาความรู้ด้วยตัวเอง อันนี้ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมสำหรับกำลังพลในกองทัพ จริง ๆ ญาติมิตรผมก็เป็นทหารหลายคน แล้วก็คนที่รู้จักกันก็เป็นทหารหลายคน ผมเห็นว่าแต่ละคนเขาพยายามใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเขาเอง ซึ่งเป็นความพยายามส่วนตัว เมื่อเป็นอย่างนี้ศักยภาพและโอกาสมันจะน้อยมากถ้าหากว่า ตัวกองทัพเอง ตัวกระทรวงกลาโหมเองจะได้ช่วยกรุณาตั้งเป็นสถาบันการศึกษา สำหรับกองทัพเลยนี่ผมก็ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี พลเรือนเราเวลาจบปริญญาตรียังต้องไปต่อ ปริญญาโท จบปริญญาโทก็ต้องไปต่อปริญญาเอก จบปริญญาเอกแล้วต้องทำวิจัยอยู่เรื่อย ๆ หากว่าคนที่จบปริญญาเอกแล้วแล้วก็หยุดนิ่งอยู่กับที่คนนั้นนับวันแต่จะถอยหลัง เพราะว่าความรู้มันก้าวไปเรื่อย ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมจึงสนับสนุนแล้วก็อยากจะให้ สัมฤทธิผลโดยเร็ว และไม่อยากจะให้ตีกรอบแคบเฉพาะตามที่ได้อธิบายเพิ่มเติมในเอกสารประกอบที่ผม นำมากราบเรียนท่านประธาน ก็คือมีเฉพาะโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ หรือวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยพยาบาล กองทัพบก วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ เราควรจะต้องมี นวัตกรรมหรือมีการสร้างสรรค์สถาบันการศึกษาของกองทัพบกแทบจะทุกด้านเลยนะครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมอยากจะเห็นอย่างยิ่งเลยก็คือว่าปรัชญาทางการทหารครับ หลายอย่างที่ผมยังมีความเห็น ในกองทัพไทยไม่ทราบได้มีการนำไปศึกษากันหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้เรียนในกองทัพจึงไม่ทราบ จริง ๆ ต้องกราบเรียนท่านประธานสักประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าซุนวูเขาพูดไว้ เขาถามว่าแม่ทัพ นายกอง หรือจอมทัพ หรือแม่ทัพ ขุนศึกที่เก่งที่สุด ที่ฉลาดที่สุดคือใคร คือคนที่รบและเสียกำลังน้อยที่สุด หรือคนที่ชนะศึกโดยที่รบโดยที่ไม่เคยแพ้เลย อย่างนั้นหรือเปล่า ไม่ใช่ครับท่านประธาน ซุนวูเขาบอกไว้ว่าแม่ทัพที่เลิศประเสริฐที่สุดในโลก ก็คือว่าชนะสงครามโดยไม่ต้องรบอย่างนี้เป็นต้น มีกองทัพมีการทหาร ไม่ใช่ว่าไม่มีนะครับ แต่ว่าทั้ง ๆ ที่มีกองทัพที่ดีเลิศ ล้ำเลิศ มีกำลังพลจำนวนมหาศาล แต่เขายังบอกเลยว่าแม่ทัพ หรือจอมทัพที่ประเสริฐเลิศที่สุดในโลกก็คือแม่ทัพหรือจอมทัพที่สามารถชนะศึกได้ โดยไม่ต้องรบอย่างนี้เป็นต้น ผมก็ไม่อยากจะเสียเวลาของที่ประชุมแห่งนี้ให้มากไปกว่านี้ เพียงแต่กราบเรียนว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เปิดโอกาสให้ทางกระทรวงกลาโหมและกองทัพ จะได้ไปเพิ่มเติมหรือสร้างสรรค์ ก่อตั้งสถาบันการศึกษาของกระทรวงกลาโหมให้มากขึ้น ยิ่งกว่านี้ เพื่อทำให้กำลังพลในกองทัพได้มีโอกาสศึกษาทั่วด้าน พัฒนาอย่างทั่วด้าน และทำให้กองทัพเรามีประสิทธิภาพแล้วก็ทันสมัย ขอบคุณท่านประธานครับ