สงวน พงษ์มณี หารือเรื่องการใช้จ่ายเงินรายได้ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้กระทรวงการคลังเร่งออกกฎหมายตามมาตรา ๑๗๐
ท่านประธานที่เคารพ ผมตั้งใจที่จะมา ร่วมศึกษาเรื่องนี้กับทางคณะทำงานทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรเรา ผมคิดว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ได้มองเห็นปัญหาสำคัญเรื่องที่ ๑ คือการใช้เงินกองทุนซึ่งไม่ต้องส่ง เข้ารัฐเขาเน้นอย่างนี้นะครับ มันมีกฎหมาย มันมีข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐบาล เข้ามาใน ๑ ปี ต้องออกกฎหมายกำกับตามมาตรา ๑๗๐ ตั้งแต่ต้น แต่เราไม่ได้ทำกันเลย ผมจะทบทวนอย่างนี้เผื่อว่าท่านประธานเมื่อถอนไปแล้วทางกระทรวงการคลังต้องรีบ นำกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ไม่อย่างนั้นท่านจะผิด ผิดรัฐธรรมนูญจะยุ่งใหญ่เลย จริง ๆ แล้ว ถ้าอ่านโดยละเอียด วันนี้กองทุนเหล่านี้จ่ายเงินไม่ได้ รับได้อย่างเดียว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นมาตราเดียวที่เขียนความชัดเจนนี้ไว้ เราจะตรวจสอบการทำงานขององค์กรเหล่านี้ ผมอ่านวรรคสุดท้าย โดยใช้วินัยการเงินการคลัง เขาบอกอย่างนี้ครับ การใช้จ่ายเงินรายได้ ตามวรรคหนึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังตามหมวดนี้ ไม่ใช่ตามกฎหมายนะครับ เมื่อกฎหมายไม่ออกนี่ใช้เงินไม่ได้นะครับ ผมทบทวนอย่างนี้ ท่านสมัครเข้ามาทำงาน เรื่องนี้ ก็จะต้องทำให้เสร็จภายใน ๑ ปี ท่านสมัครเป็นคนดำริไม่มีโอกาสได้ทำท่านครับ เพราะว่า ท่านต้องมาแก้ปัญหาเรื่องข้อขัดแย้งของท่านกับรัฐธรรมนูญ ท่านสมชายนี่ไม่มีโอกาสเข้าไป บริหาร ดูแลไม่ได้ ท่านอภิสิทธิ์เข้ามานี่นะครับผมจำได้ว่าเป็นการประชุม ครม. วันแรก หรือวันที่ ๒ ไม่รู้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดครับ พูดชัดเจนว่าจะต้องออกกฎหมาย ตามวินัยการเงินการคลังให้เสร็จวันที่เท่าไร แต่ก็ไม่ได้ทำครับ ไปดูบันทึกการประชุมของ ครม. ได้เลยครับ ผมจะเอาเรื่องนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนั้นแต่ทางพรรคผมบอกว่า มันเป็นประเด็นเล็กน้อยไม่ให้ทำ จริง ๆ แล้วเป็นประเด็นใหญ่ วันนี้ถ้ากระทรวงการคลัง ไม่เสนอกฎหมายมาตรา ๑๗๐ ท่านจะผิดรัฐธรรมนูญนะครับ มันไม่ใช่ ถ้าเขาให้ใช้กฎหมายอื่น เขาจะเขียนไว้อีกแบบหนึ่ง นี่เขาบอกว่าวินัยการเงินการคลังตามหมวดนี้ เมื่อหมวดนี้ ไม่ได้ออกกฎหมายบังคับตามรัฐธรรมนูญนี่คุณใช้เงินไม่ได้ แล้วที่ท่านสมาชิกตำหนินี่ไม่มีใคร รายงานมา ผมดูนะครับอย่าง สสส. อย่างอะไรนี่ถึงแม้ไม่ต้องส่งเงินเข้าคลัง วันนั้นเขาโต้แย้งกัน เรื่องอะไรครับที่ไปออกกฎหมายให้เอาเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทไปให้กับทางไอทีวีตอนนั้น แล้วก็มีการโต้แย้ง ผมก็นั่งฟังตลอดแล้วก็รู้สึกว่าคณะทำงานรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาสนใจ เรื่องการใช้เงินของรัฐ วันนี้ทุกองค์กรนี่หลายสิบกองทุนมากเอาเงินหลวง เงินหลวง เงินของแผ่นดินนี่ไปใช้โดยอาศัยกฎหมายอื่น อันนี้มันต้องใช้โดยกฎหมาย ผมจะย้ำนะครับการใช้จ่ายเงินรายได้ตามวรรคหนึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ตามหมวดนี้ด้วย หมวด ๘ นี้ยังไม่มีกฎหมายกำกับ ท่านสมัครเน้นเรื่องนี้มาก ผมไปเรียนถามท่านท่านเน้นเรื่องนี้มาก ท่านก็ทำไม่ได้ ท่านสมชายไม่ต้องพูดถึงไม่มีโอกาส เข้าทำเนียบด้วยซ้ำไป ท่านอภิสิทธิ์ผมจำได้ว่าการประชุมครั้งแรกหรือครั้งที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอเลยต้องทำกฎหมายฉบับนี้ให้เสร็จวันที่เท่าไร ระบุในบันทึกรายงานการประชุมเลย ท่านไปอ่านดู แล้ววันนี้มันเลยมาปีหนึ่งแล้ว ท่านเป็นหน่วยงานรับผิดชอบต้องเสนอต่อกระทรวง วันนี้ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายการเมือง แต่เป็นความผิดของฝ่ายประจำ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยท่านอภิสิทธิ์นี่ ท่านพูดไว้ชัดเจน กระทรวงการคลังต้องรีบเสนอแต่ไม่ได้เสนอนะท่านไปดู ถ้าไม่มีกฎหมาย ฉบับนี้เราใช้เงินได้อย่างไร ใช้เงินได้อย่างไรนี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีต้องเรียน ครม. แล้วทางกระทรวงการคลังเรื่องนี้เป็นภารกิจของท่านแล้ว ชอบแล้วที่ถอนออกไป แต่จะต้องออกกฎหมายตามหมวดนี้ก่อนนะครับ ให้ไปอ่านบันทึก รายงานการประชุมของท่านสมัครกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของท่านอภิสิทธิ์ ผมอ่านแล้วผมเห็นชัดว่ากระบวนการมันควรจะเดินไปอย่างไร แต่ครั้งนั้นก็ไม่ได้ทำกัน ไม่ทำกันเพราะว่าส่วนประจำไม่ได้เสนอมาเพราะว่าฝ่ายการเมืองไม่มีหน้าที่ร่างกฎหมาย ฝ่ายประจำมีหน้าที่ร่างกฎหมาย เพราะฉะนั้นท่านกำลังละเลย มันมีกฎหมายมาตราที่บังคับ ไว้ว่ามาตราท้าย ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันบังคับไว้ว่าหมวดไหนจะออกให้เสร็จเมื่อไร ๆ ตรงวันที่หมดเลย เขานับวันตั้งแต่เข้ามาทำงานในครั้งแรก นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ผมชี้ให้เห็นว่า ที่ผมต้องรีบมาขอพูดนี่เหตุผลเพราะว่าผมติดตาม แต่ผมบังเอิญไม่ได้มาเพราะผมไปนั่งเป็น ประธานคณะกรรมาธิการทำงานอยู่ ได้โอกาสดีก็มาพูด เรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก ผมจะพูดเรื่องนี้ไว้เพื่อบันทึกในสภาผู้แทนราษฎรว่าภารกิจนี้เป็นภารกิจของข้าราชการประจำ ในกระทรวงการคลัง คุณต้องเร่งตั้งกฎหมายฉบับนี้มา ไม่อย่างนั้นการจ่ายกองทุนเหล่านี้ ผิดกฎหมายทั้งสิ้น ผิดรัฐธรรมนูญ โทษฝ่ายการเมืองไม่ได้เลย