สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕

สงวน พงษ์มณี หารือเรื่องการเสนอร่างพระราชบัญญัติและแสดงความเห็นเกี่ยวกับความกล้าหาญของสภาในการเสนอสิ่งที่สังคมไม่เคยอนุญาต โดยเน้นย้ำถึงหลักการที่เขียนกฎหมายดังกล่าวและเรียกร้องให้สังคมยอมรับว่านักการเมืองคือผู้เสียสละเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการนำเสนอผลการดำเนินงานของนายเจริญ จรรย์โกมล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง)

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติฉบับนี้ และผมคิดว่าเป็นความกล้าหาญของสภายุคนี้ที่กล้าเสนอสิ่งที่สังคมไม่เคยอนุญาต ผมคิดว่า ผมอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ พูดถึงสมาชิกของพวกเราและกรรมาธิการที่จะไปร่างกฎหมายฉบับนี้ อยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องหนึ่งคือเรื่องหลักการที่เขียนกฎหมายฉบับนี้ หลายท่านได้พูดว่าชื่อน่าจะ ไม่ใช่ แล้วก็แนวทางในการสะสมทุนน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เหล่านี้เป็นปัญหาหลักการ ึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และผมเองก็คิดว่าคงต้องเข้าไปร่วมแปรญัตติในหลายเรื่อง แต่เรื่องที่สำคัญกว่านี้ก็คือหลักคิดหรือวิธีคิดต่อกฎหมายฉบับนี้ ที่มาเดิมในปี ๒๕๔๐ ผมเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตัวแทนของจังหวัดลำพูน ในครั้งนั้นใกล้จะจบการร่าง ผมต้อง ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ท่านพวงเล็ก บุญเชียง ท่านเป็น ส.ส.ร. ที่มาจากจังหวัดพะเยา ท่านเป็นอดีต ส.ส. หลายสมัยอยู่ในพรรคใหญ่ในขณะนั้น ท่านได้เล่าให้ฟัง ท่านพูดเสียงง่าย ๆ ทุกคนฟังแล้วตะลึงน้ำตาึมกันหมด ท่านบอกถึงตัวอย่าง ๒-๓ ท่านที่ท่านไปพบ หลายคน ในขณะที่อยู่ในสภากลายเป็นดาวสภาที่ยิ่งใหญ่ จังหวัดภาคเหนือนะครับ ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อ ท่านเหล่านั้น หลายท่านนอนเจ็บป่วยอยู่ ท่านบอกว่าบางท่านไปพบต้องึื้อมุ้งให้ มุ้งขาด ไม่ต้องพูดถึงหลังคาบ้าน บางคนเสียไปแล้วเงินค่าโลงศพไม่มี ถามว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร เหตุผลก็คือที่มาของแต่ละท่านไม่เหมือนกัน ท่านประธานครับ วันนี้ต่างจากขณะนั้นมาก หลังปี ๒๕๔๐ มีรัฐบาล ท่านเชื่อไหมครับ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่กล้าลงนามในพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับเรื่อง บำเหน็จบำนาญหรือค่าเลี้ยงดูสมาชิกรัฐสภาึ่งมีระยะเวลาตั้ง ๘ ปีขึ้นไป ไม่กล้าลงนาม สังคมด่า ส.ส. เอง ส.ว. เอง ในขณะนั้นก็ออกมาต่อต้าน ไม่รับ ไม่ควรรับ ส.ส. ควรเสียสละ ผมรู้สึกว่านี่เป็นปัญหาวิธีคิดของคนทั้งสังคม วันนี้เราร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพื่อเรานะครับ เพื่อประเทศชาติ คนในสภาแห่งนี้ต้องคิดเหมือนท่านผู้อภิปรายเมื่อกี้ว่าเราจะลงเวทีนี้ อย่างไรไม่ให้มันเจ็บปวด ท่านครับ กฎหมายทุกฉบับ คุณธรรมทุกเรื่อง ที่กำหนดขึ้นในสังคมนี้ ต้องการคนที่เสียสละมาเป็นนักการเมือง คนเสียสละนั้นต้องเป็นคนมีสตางค์ด้วย เขียนให้ คนมีสตางค์เท่านั้นเดินเข้าสู่สถาบันแห่งนี้ สังคมรังเกียจมุ้งในพรรคการเมือง ท่านประธาน ก็คงทราบ มีมุ้ง มีรูนิดรูหน่อยด่ากันเต็มที่ แต่ก็ต้องเลี้ยงดู ส.ส. แบบจำกัดจำเขี่ย นี่เป็นปัญหา วิธีคิดของสังคมเราทั้งระบบ วันนี้ประเทศนี้ต้องการคนรวยเท่านั้นมาบริหารกิจการทางการเมือง คุณคิดเสียสละได้ ท่านครับ หลักคิดที่ผมพูดถึงนี่ใครมาเป็นนักการเมือง เข้ามาบริหารเงิน มากำกับเงินของพี่น้องประชาชน ถ้าพี่น้องประชาชนรู้ว่าเลือกตั้งนายก อบต. เลือกตั้ง นายก อบจ. เลือกตั้ง ส.ส. คือเลือกคนเหล่านี้เข้ามาใช้เงิน เข้ามากำกับเงิน เงินหลวงของเขา ทั้งสิ้นเขาจะรู้ว่าเขาจะเลือกใคร อย่างไร เลือกพรรคไหน อย่างไร วันนี้สิ่งนี้ไม่ปรากฏ ในเอกสารใดเลย ผมนั่งฟังฝ่ายพัฒนาการเมืองทั้งหลายที่พูดถึงนี่ ผมถามในใจตัวเองว่า การเมืองที่คุณหมายถึงนี่ผมไม่เข้าใจว่าคุณกับผมมองต่างกันหรือเปล่า ท่านครับ สถานะ ทางการเมืองขณะนี้ตัวแทนของประชาชนโดยเฉพาะ ส.ส. ส.ว. ถูกเรียกร้องจากประชาชนมาก เสนอข้อเรียกร้องต่อประชาชนต่อเรามาก เขาเข้าใจว่าเรามีสิ่งหลาย ๆ อย่าง มีเงินมีทอง หลาย ๆ อย่างที่จะอำนวยความสะดวกสบายให้กับเขา นี่เป็นเจตนาขององค์กรรวมของสังคม ต้องการให้ภาพนักการเมืองเป็นแบบนั้น ผมชี้ชัด ๆ ตรงที่ผมกำลังพูด คือสังคมต้องยอมรับว่า นักการเมืองคือผู้เสียสละเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน และเขาควรจะจบกิจการของเขา อย่างมีเกียรติ วันนี้นายกรัฐมนตรีเดินสวนกันไปสวนกันมาในสังคม ผมเจอกลางตลาด ผมรู้สึกว่านี่ผมยืนอยู่ในสถานะอะไร ผมเห็นนายกรัฐมนตรี เห็นรัฐมนตรีผมให้เกียรตินะครับ ผมเคารพ ผมรู้ว่านี่ขณะหนึ่งคุณทำหน้าที่เพื่อเรา แต่สังคมเราไม่ครับ ไม่มีครับ วันนี้ นายกรัฐมนตรีไทย หรือ ส.ส. ไทยจะทำตัวเหมือนนายกรัฐมนตรีต่างประเทศ ส.ส. ต่างประเทศ ได้ไหม ผมว่ายากครับ ท่านครับ ยากอย่างไรครับ รัฐมนตรีท่านหนึ่งหลายสมัยเดินมาพบผม แล้วเดินเข้าไปเพื่อจะแลกบัตรเข้ามาในสภา ท่านครับ เขามีมารยาทมากเขาลืมบัตรครับ เขาเข้าสภาไม่ได้ ผมถามตัวเองว่ามันทำไมเป็นอย่างนี้ ผมหารือในสภาก็เกิดบัตรสมาชิกรัฐสภา อดีตสมาชิกรัฐสภาขึ้นมา วันนี้เหมือนกันท่านครับ ผมพูดเฉพาะเรื่องหลักการว่าท่านเตรียมรับ กระแสจากสังคมที่จะก่นด่าเรา เราต้องตอบให้เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำเพื่อเรา ถ้าคนอยู่ใน สภานี้มีเกียรติ จบอย่างมีเกียรติ มันจะเดินลงเวทีอย่างสง่างาม ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย กับการได้เป็น ได้อยู่ ได้ทำงาน คนที่เสียสละเข้ามารุ่นผมนี่นะครับ เข้ามาเพราะว่าสังคมเปลี่ยน เปลี่ยนจากการให้นักการเมืองเสนอนโยบายต่อประชาชน แล้วประชาชนเลือกนโยบาย เข้าหลักการพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรคคือเลือกนโยบายพรรค กลุ่มนี้เข้ามา พวกผมถูกเรียกว่านกแล เข้ามาเป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เข้ามาทำหน้าที่นี้ จบไปแล้ว หลายท่านที่ไม่ได้กลับเข้ามามีสภาพเหมือนกับทุกท่านที่พูดถึง เขาก็พยายามจะกลับเข้ามาอีก เพราะเห็นภาพชัดว่าในขณะที่ดำรงสถานะเป็น ส.ส. อยู่นี่มันมีเกียรติ แต่จบไปแล้วมันยิ่งไปใหญ่ ผมเจอท่านหนึ่งเมื่อ ๒ วันก่อน พูดถึงการเกิดอุบัติเหตุ เขาพูดว่าอย่างไรท่านครับ ผมฟังแล้ว สะเทือนใจมาก เขาบอกว่าถ้าเขาเกิดอุบัติเหตุตายไปเขาจะดีใจมาก ผมถามว่าทำไม ถ้าเขา ต้องป่วยเหมือนคนอื่น ๆ เขาจะรู้สึกสมเพชตัวเองมาก ท่านฟังอย่างนี้ท่านรู้สึกอย่างไร ผมกำลังพูดเรื่องอะไร ผมกำลังพูดเรื่องว่าจริง ๆ แล้วนักการเมืองสังคมก็ต้องดูแล กฎหมาย ฉบับนี้ชื่อมันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ ครั้งนั้นบำนาญ ส.ส. ถูกต่อต้าน พวกผมที่คิดไม่ได้คิดที่จะ เอาบำนาญนี้ไปเลี้ยงชีพ เพียงแต่คิดว่าให้มีเงินพอที่จะถูกหักสะสมในกองทุนนี้ แล้วเมื่อเจ็บป่วย ไม่ต้องถึงลูกหลาน ได้มีสิทธิเบิกเงินรักษาพยาบาลพอ ๆ กับข้าราชการบำนาญกลุ่มอื่นบ้าง เจตนาตอนนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นปีสองปีก็ได้รับสิทธินั้น พูดถึง ๘ ปี ถูกด่าเต็มเมือง ทำไม่ได้ วันนี้หลายท่านได้พูด ได้มองเห็น ผมเองคิดว่าที่ผมพูดมาทั้งหมดขอบคุณท่านผู้กล้า เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ขอบคุณที่พวกเราเห็นด้วย เพราะนี่เป็นการทำงานเพื่ออนาคต ทำงานเพื่อให้ คนธรรมดาทั้งหลายที่เขตมันเล็กลงจะได้เดินหาชาวบ้านและจะมีปัญญาเข้ามาเป็น ส.ส. แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมอย่างมีเกียรติ สังคมการเมืองมันถึงจะสง่างามครับท่าน ไม่อย่างนั้นเราเขียนกฎหมายทั้งหมดเพื่อให้คนมีสถานะดีเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในนี้เท่านั้นเอง ไม่มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับการมายืนอยู่ในนี้หลายปีอย่างพวกผม ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้มาตรา ๑๗ ได้กรุณาขยายโอกาสไปถึงลูก ไปถึงภรรยา ถึงคู่สมรส แต่ท่านลืมคิดไปว่าถ้าชื่อเป็นกฎหมายแบบนี้มันแตกหน่อแตกกอไปจากนั้นได้ยากมาก ชื่อ ท่านกรรมาธิการนั่งพิจารณาให้ดี ส่วนมากผมไม่ค่อยเห็นเปลี่ยนชื่อเท่าไร แต่ครั้งนี้ ท่านต้องเปลี่ยน อย่างที่ ๒ คือท่านต้องคิดว่ากระบวนการสะสมทุนของเงินก้อนนี้มันควรจะ มาอย่างไร เมื่อคิดได้แล้วต้องไม่ทำเหมือน กบข. อีกต่อไป ทำไมหรือครับ กฎหมายฉบับนั้น เงินสะสมที่เป็นเงินเพื่อจะบำเหน็จ บำนาญ ของข้าราชการเป็นเงินของสมาชิก เป็นสิทธิโดยชอบ โดยพื้นฐานของผู้คนในสังคมที่จะเป็นสมาชิก กบข. แต่ท่านเชื่อไหมครับ มีมาตราหนึ่งบอกว่า สามารถนำไปลงทุนและสามารถขาดทุนได้ ๑๕ เปอร์เึ็นต์ ท่านเห็นไหมครับ นี่คือคิดไปคิดมา แล้วไปจบที่การรับใช้ระบบทุน แล้วในที่สุดคนก็กู้เงินตรงนั้นไปเล่นหุ้น เจ๊งกันไปหมด ปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท นั่นคือการคิดอย่างไม่รอบคอบ ถ้าเขียนเพียงแค่ว่านำไปลงทุน ในพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้นอย่างนี้นะครับ เงินนี้จะออกดอกออกผลอย่างมากมาย แต่วันนี้ ไปแล้วมองไม่เห็นแล้ว ผมพูดเรื่องนี้ทำไม เพื่อดักปลายทางของท่าน และควรจะมี สักมาตราหนึ่งในการที่จะเพิ่มให้เป็นพระราชกฤษฎีกา ถ้าจะเพิ่มไม่เกิน ๑๐ เปอร์เึ็นต์ ถ้าหากว่าเศรษฐกิจมันเปลี่ยนแปลงควรที่จะให้เป็นพระราชกฤษฎีกาเหมือนกับกฎหมาย ฉบับอื่น ผมขอพูดเท่านี้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง) ท่านรังสิมาครับ