สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕

อภิชาต การิกาญจน์ เสนอพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์สมาชิกรัฐสภา เพื่อดูแลอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนและดูแลคุณภาพชีวิตของพวกเขา และยังระบุลำดับการส่งผลงานของ 3 ท่าน คือ สงวน พงษ์มณี รังสิมา รอดรัศมี และเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

นายอภิชาต การิกาญจน์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมมีประเด็นที่จะขอสนับสนุนการจัดตั้งร่าง พ.ร.บ. กองทุน สงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. .... ฉบับนี้ ด้วยเห็นว่าเป็นความจำเป็นที่จำเป็น จะต้องทำให้มีขึ้น เราเคยพูดถึงบำเหน็จบำนาญนักการเมือง แต่เราก็ไม่เคยฝ่าผ่าน การวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมที่มีมาโดยตลอดนะครับ ผมคิดว่านักการเมืองที่อยู่บนเวที การเมืองในประเทศนี้มีจำนวนราว ๕,๐๐๐ คนถึง ๑๐,๐๐๐ คน เราจะเห็นว่าที่มา ของนักการเมืองแต่ละคนเราจะมีที่มาที่แตกต่างกันพอจะจำแนกรูปแบบได้ เช่น เป็นผู้นำ ทางสังคมที่ตัดสินใจเข้ามาสู่สนามการเมืองโดยการเสนอตัวลงเลือกตั้ง เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ที่เมื่ออยู่ในระดับท้องถิ่นมานาน ๆ ก็ก้าวมาสู่นักการเมืองระดับชาติ เป็นนักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ มีฐานะมั่งคั่ง มีเงินทอง แล้วตัดสินใจมาทำงานการเมือง ยุคหลังจะเปลี่ยนไปจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก จบการศึกษาจากต่างประเทศแล้วก็ตัดสินใจมาทำการเมือง รวมถึงผู้ที่เกษียณอายุจากราชการแล้วตัดสินใจมาทำการเมือง รูปแบบไม่น่าจะเกิน ที่กล่าวมานี้ แต่จะเห็นว่าการเมืองกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกคน ทุกอาชีพ ที่ใฝ่ฝันที่จะมาสู่อาชีพ นักการเมือง ภายใต้ความเชื่อที่ว่าอำนาจอยู่เบื้องหลังการจัดการในเรื่องทุกเรื่องของชีวิต ในสังคม เพราะฉะนั้นที่มาของนักการเมืองจึงกลายเป็นความเข้าใจไม่ถูกต้องของสังคม โดยเข้าใจว่าคนที่พร้อมแล้วเท่านั้นที่จะมาเป็นนักการเมือง แต่เราจะเห็นว่าบนที่มาที่หลากหลาย บนความแตกต่างมันมีทั้งคนที่มีฐานะ มีทั้งคนที่เป็นตัวแทนทางสังคมที่ไม่ได้มีฐานะ บนความมีเกียรติจึงแบ่งคนออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นผู้มีฐานะแล้วมาเป็นนักการเมือง กับกลุ่มหนึ่งเป็นผู้แทนคนยากจนที่ตัดสินใจมารับใช้สังคม ก้าวออกมาจากบ้านแล้วมาเป็น นักการเมือง เพราะฉะนั้นบนความเป็นนักการเมืองกลุ่มหลังที่เมื่อวันใดวันหนึ่งผ่านพ้นไปแล้ว ไม่สามารถจะอยู่บนเวทีการเมืองได้ก็จะมีภาระของชีวิตที่เกิดขึ้น ดังตัวอย่างที่ท่านไพจิต ศรีวรขาน ได้กล่าวมาแล้ว ผมคิดว่าผู้แทนในสังคมของเราอยู่บนความเข้าใจไม่ถูกต้อง ของสังคมในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การเมืองเป็นเรื่องของคนที่มีความพร้อม เป็นเรื่องของคนที่มี ฐานะ เป็นเรื่องของผู้ที่สามารถจะเลี้ยงตัวเองได้แล้ว จึงเข้ามารับใช้ทำงานการเมือง แต่เราต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจมาสู่เวทีการเมือง มาสู่ชีวิตการเมือง มันมีเรื่องที่ต้องต่อสู้ หลายแบบ ทุกคนที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในสภาแห่งนี้ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ การเมืองมันเดิมพันด้วยชีวิต กว่าที่เราจะมีโอกาสเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร การต่อสู้ การเอาชนะใจผู้คนให้เลือกตั้งเรา คนเป็นหมื่นเป็นแสนคนเข้าคูหาและกาบัตรเบอร์เดียวกัน รับรองการเป็นผู้แทนราษฎร เมื่อมีการต่อสู้ที่เป็นการเดิมพันด้วยชีวิต ความยั่งยืน ในตำแหน่งทางการเมืองบนเวทีการเมืองจึงไม่ใช่เป็นสิ่งที่มั่นคงเสมอไป การแข่งขันทุกครั้ง มีทั้งผู้ชนะ มีทั้งผู้แพ้ แล้วการเมืองดีสำหรับผู้ชนะเท่านั้นเพราะฉะนั้นวันหนึ่งถ้าหากว่า เราไม่มีโอกาสเป็นผู้ชนะจะด้วยเงื่อนไขของเวลา เงื่อนไขของความพร้อม เงื่อนไขของการต่อสู้ ที่เข้มข้นขึ้น วันที่เราเป็นผู้แพ้ หรือวันที่เราไม่มีโอกาสได้เป็นนักการเมือง หลายคนมีชีวิต ที่ยากลำบากมากขึ้น

ประเด็นที่ ๒ คนส่วนหนึ่งที่พลาดจากการมีชีวิตการเมือง แล้วไม่สามารถที่จะ ดำรงชีวิตอย่างพอมีความสุขตามอัตภาพได้ ผมคิดว่าเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องมีการดูแล โดยการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา หลายคนหลังจากที่หมดวาระจากการทำภาระหน้าที่ ในทางการเมืองจะพอมีโอกาสของการที่จะได้รับการดูแลจากกองทุนเหล่านี้ เพื่อการดำรงชีวิต ตามอัตภาพที่เขาควรจะได้รับ เพราะฉะนั้นความเข้าใจของสังคมหรือทัศนะของสังคม ที่มีต่อนักการเมืองจะมีเรื่องความเข้าใจผิดพลาดในเรื่องที่ผ่านมาที่ผมก็ได้พูดไปแล้วอยู่ส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นความจำเป็นในการที่เราจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ ในการที่จะเสริมสร้างการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคนที่จะเข้ามาทำภาระหน้าที่ ในการเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในวันข้างหน้า คนที่มีความพร้อมแล้วก็พร้อมที่จะ ยุติบทบาทในทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยวาระของช่วงระยะเวลาที่เราได้ดำเนินการมา ถึงแม้การเมืองจะไม่มีเกษียณอายุ วันเวลาผ่านไปเมื่ออายุมากขึ้น ผ่านช่วงเวลา ๖๐ ปี ๖๕ ปี ผมคิดว่าการตัดสินใจยุติบทบาทในทางการเมืองภายใต้การรองรับของกองทุนนี้จะเป็น ส่วนหนึ่งที่จะหมุนเวียนให้คนที่อยู่ในแวดวงการเมืองได้ส่งต่อภาระหน้าที่ให้กับคนรุ่นใหม่ ได้ง่ายขึ้น ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๓ ฉบับนี้เป็นต้นทางของการที่เราจะยกฐานะขึ้นเป็นพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถสร้างกองทุนให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่า การบริจาคของสมาชิกของพวกเราเดือนละ ๕๐๐ บาท การได้รับการจัดสรรทุนประเดิม จากรัฐบาล การมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลโดยการจัดสรรงบประมาณให้ในวันข้างหน้า การมีเงินและทรัพย์สินของกองทุนจากระเบียบรัฐสภา ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๓ และดอกผลที่จะ ได้จากการหารายได้ของกองทุนที่มีอยู่ การเป็นกองทุนที่มั่นคงขึ้นมีขนาดใหญ่ขึ้นภายใต้ การดูแลของคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากทุกฝ่าย มีระเบียบในการปฏิบัติในการที่จะสงเคราะห์ หรือในการที่จะดูแลคุณภาพชีวิตของผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ สำหรับการดูแลผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกรัฐสภาในวันข้างหน้าได้ดีกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมเห็นว่า เป็นความจำเป็นที่พวกเราทุกคนในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในขณะนี้จะได้ร่วมกันสนับสนุนให้มี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาตามความคาดหวัง หรือความปรารถนา ที่จะได้เห็นว่าจะเป็นกองทุนที่จะได้เอื้ออำนวย เกื้อกูล และดูแลสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านวาระ จากการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวัน เวลา นั้นมาถึงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง) ท่านสงวน พงษ์มณี และต่อไปก็เป็นท่านรังสิมา รอดรัศมี แล้วก็ท่านเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ๓ ท่านก่อนนะครับ ท่านอนุรักษ์ค่อยว่ากัน