สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕

ท่านประธานกล่าวถึงสภาครูและนักเรียนพิการ โดยอ้างตัวเลขทางวิชาการที่แสดงว่าครู 1 คนสามารถดูแลนักเรียนพิการได้ และเน้นย้ำว่าคนพิการไม่ใช่ภาระของสังคม แต่เป็นทรัพย์สิน คุณค่า และทรัพย์สมบัติของสังคมที่มีประโยชน์

ท่านประธานครับ จากตัวเลขในทางวิชาการถ้าครู ๑ คนดูแลนักเรียนพิการ ตัวเลขที่ได้ใช้กันขณะนี้ก็คือประมาณ ๑

๖ หมายความว่านักเรียนพิการ ๖ คนต้องใช้ ครูดูแล ๑ คน เพราะว่าเด็กปกติก็ประมาณ ๒๐-๒๕ คน ขึ้นอยู่กับชั้นปีแล้วก็ครู ๑ คน แต่สำหรับคนพิการนั้นจำเป็นจะต้องอาศัยการเอาใจใส่ดูแลมากกว่าปกติ เกณฑ์ที่ใช้ขณะนี้ ก็คือประมาณ ๑ : ๖ แต่ในความเป็นจริงวันนี้ครูคนพิการของเราจากตัวเลขที่ผม ได้กราบเรียนแล้ว วันนี้ครู ๑ คนต้องดูแลนักเรียนที่เป็นคนพิการถึงประมาณ ๘๐-๑๐๐ คน ึ่งถ้าในวันนี้ถ้าเรานำจำนวนครูึ่งมีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าคนที่อยู่ในระบบก็จะพบว่า เราขาดแคลนครูอีกเป็นจำนวนมาก และถ้ายิ่งเรานำจำนวนเด็กที่มีความบกพร่อง ทางด้านการเรียนรู้คือกลุ่มแอลดีหรือกลุ่มสมาธิสั้นึ่งมีประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ถ้าผมใช้ อัตราส่วน ๑ : ๑๐ ไม่ต้องคิดอะไรมากก็จะต้องใช้ครูอีกถึงประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ คน ึ่งถ้าดูตัวเลขตรงนี้แล้วก็จะเห็นทันทีว่าเราขาดแคลนครูที่จะดูแลเด็กนักเรียนพิการ ในรูปแบบต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ผมจะไม่ขออนุญาตพูดในรายละเอียดว่าคนพิการ ประกอบด้วยประเภทใดบ้าง แล้วก็ค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาเป็นอย่างไร ตรงนั้นผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ในรายละเอียดที่เราคงจะต้องไปแก้ไขกันในความเป็นจริง แต่ในหัวใจวันนี้ก็คือว่า ครูที่จะทำหน้าที่ในการดูแลนักเรียนที่เป็นคนพิการให้ได้มีคุณภาพนั้นไม่เพียงพอ แล้วก็จำเป็นที่เราจะต้องแก้ไขนิยามดังกล่าว ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราจะต้องตั้งหลักคิดให้ถูกต้อง

หลักคิดประการแรกก็คือว่าเราต้องถือว่าคนพิการไม่ใช่ภาระของสังคม แต่คนพิการมีศักยภาพและมีคุณค่าต่อสังคม เพียงแต่ว่าเขาขาดโอกาสเนื่องจากความบกพร่อง ทางร่างกาย ความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้เช่นสมาธิเป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจำเป็น ที่จะต้องให้โอกาสกับคนพิการที่จะได้รับการพัฒนาศักยภาพ แล้วก็ดึงคุณค่าของตัวเขาเอง ออกมาให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ภาระของสังคม ผมคิดว่าตรงนี้เป็นหลักคิดที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราคิดว่าคนพิการเป็นภาระ คนพิการเป็นคนที่เราจะต้องให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา ตรงนั้นผมคิดว่าเป็นแนวความคิดที่ไม่ได้ก่อประโยชน์เท่าที่ควร นั่นก็หมายความว่า การจัดการศึกษาพิเศษ หรือการศึกษาสงเคราะห์ที่ให้กับคนพิการหรือผู้ที่มีความบกพร่อง ทางด้านการเรียนนั้น เรามุ่งหวังที่จะให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนพิการเหล่านั้น เพื่อที่จะให้คนพิการเหล่านั้นสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ช่วยตนเองได้ ไม่เป็นภาระของใคร เพราะว่าวันนี้สังคมของเรามีคนพิการจำนวนนับล้านคน และถ้าทุกคนมุ่งหวังจะให้สังคม มาแบกรับภาระ จะให้รัฐบาลมารับภาระทั้งหมด ผมคิดว่าก็จะเป็นภาระที่มีปริมาณที่สูงมาก แต่ในทางกลับกันเรามีคนพิการที่มีความสามารถและช่วยตัวเองได้ และมีตัวอย่างให้เห็น มากมาย เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องให้โอกาสกับเขาที่จะได้รับการพัฒนาและสามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้แล้วก็ช่วยตัวเองได้ และยิ่งไปกว่านั้นถ้าคนพิการได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาแล้ว ไม่ใช่เฉพาะคนพิการจะช่วยตัวเองได้เท่านั้น คนพิการเหล่านั้นยังสามารถ ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกมาก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าคนพิการไม่ใช่เป็นภาระของสังคม แต่คนพิการเป็นทรัพย์สิน เป็นคุณค่า เป็นทรัพย์สมบัติของสังคมที่มีประโยชน์ แล้วก็สามารถ ทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นการแก้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงไม่ควรที่จะมีแนวคิดในลักษณะของสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์คือการช่วยเหลือ ให้กับคนที่เขาเดือดร้อนอันนั้นใช่ แต่วันนี้เราไม่ต้องการอันนั้น เราต้องการการให้โอกาส กับคนพิการที่จะได้รับการพัฒนา เพื่อที่จะให้คนพิการเหล่านั้นสามารถที่จะรักษาศักดิ์ศรี และเกียรติยศของความเป็นมนุษย์ของตนเอง และสามารถที่จะดำรงชีวิตได้ แล้วก็เป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวม ท่านประธานครับ การแก้ไขในหลักการและเหตุผลดังกล่าวนั้น มีไม่มากแต่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็ผมดีใจที่รัฐบาลได้เสนอร่างเข้ามาประกบ และผมได้อ่านแล้วเหมือนกันทุกประการเลยครับ แสดงว่ารัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แล้วก็ให้การสนับสนุนที่จะแก้ไขเพื่อให้เรามีครูการศึกษาพิเศษที่มีคุณภาพ แล้วก็มีสิทธิที่จะ ได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่เราได้ ผ่านไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะขออนุญาตฝากข้อคิดสั้น ๆ ผมขอเล่าเรื่องสั้น ๆ ๒-๓ นาที มีเด็กนักเรียนอเมริกันคนหนึ่งอยู่ชั้น ม. ๖ เขาไปฝึกงานที่โรงเรียนคนตาบอด แล้วเขาก็เดินไปที่โรงเรียนคนตาบอด แล้วเขาก็บอกว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าคนตาบอดจะช่วย ตัวเองได้ คนตาบอดต้องการความช่วยเหลือ แต่เมื่อเขาเข้าไปในโรงเรียนคนตาบอด แล้วเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากมาย เมื่อก่อนนี้เขาเคยคิดว่าความมืดคือความกลัว เขาเคยคิดว่าความมืดเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น แต่เขาไปพบกับคนตาบอดแล้วเขาพบว่า ความมืดคือความสงบ ความมืดทำให้เกิดความกล้าหาญที่แท้จริง และอะไรอีกมากมายที่เขา ได้เรียนรู้ วันที่เขาเดินออกจากโรงเรียนคนตาบอดเขาได้บอกกับตัวเขาเองว่าโชคดีที่เขาได้มา ฝึกงานที่โรงเรียนคนตาบอดเป็นเวลา ๒ เดือน เพราะทำให้เขามีความรู้ว่าหลายเรื่องเขาตาบอด มากกว่าคนตาบอดด้วยึ้ำไป และเขาได้เขียนเรียงความตรงนี้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเขาก็ได้รับการคัดเลือกเป็นนักเรียนที่เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราอย่ามองคนตาบอดในมุมมอง ของเรา เราต้องมองคนตาบอดหรือคนพิการในมุมของเขา แล้วก็เห็นคุณค่าของเขา และผมอยากให้การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นความพยายามร่วมกัน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมแห่งนี้โดยไม่ต้องมีข้อขัดแย้ง ไม่มีเรื่องการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อที่จะบอกกับเราว่าเราพร้อมจะเข้าใจคนพิการในมุมของคนพิการ แล้วเราพยายาม จะทำหน้าที่ที่จะช่วยให้โอกาสกับคนพิการที่จะได้พัฒนาศักยภาพและยืนด้วยลำแข้ง ของตนเองและทำประโยชน์ให้กับสังคม ขอขอบพระคุณครับ