กนก วงษ์ตระหง่าน เสนอร่างพระราชบัญญัติ การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนของครูพิเศษในการจัดการเรียนการสอนสำหรับคนพิการ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้างและพัฒนาครูพิเศษเพื่อคนพิการ
ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าผมและคณะคือ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในประเด็นที่สำคัญ ๒ ประการ ก่อนที่ผมจะขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นของรายละเอียดนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเพื่อที่จะกราบเรียนว่าผมได้ส่งร่างนี้ให้กับสภาเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม และต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาที่ได้กรุณาเลื่อนระเบียบวาระนี้ขึ้นมา แล้วก็ทำให้เราได้พิจารณาในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการแก้ไขหลักการที่ผมได้ กราบเรียนไปแล้วมี ๒ เรื่องใหญ่ ๆ
ในเรื่องที่ ๑ ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “ครูการศึกษาพิเศษ” ึ่งในร่างพระราชบัญญัติเดิมนั้นได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะเป็นครูการศึกษาพิเศษจะต้องมี วุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี แล้วก็ส่งผลให้เราไม่สามารถหาครูตามคุณสมบัติดังกล่าวได้ แล้ววันนี้เราก็พบว่ามีการขาดแคลนครูเพื่อที่จะจัดการศึกษาให้กับคนพิการจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงขอให้มีการแก้ไขปรับนิยามใหม่โดยเพิ่มผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีที่ผ่านการประเมิน ทักษะการสอนสำหรับคนพิการแล้ว อันนั้นเป็นหลักการข้อที่ ๑
ในหลักการข้อที่ ๒ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหาร โดยการขอให้มีการแก้ไข องค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ จากเดิมมี ๑๓ ท่าน ขอแก้ไขเพิ่มขึ้นเป็น ๑๔ ท่าน โดยเพิ่มผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นกรรมการและเลขานุการด้วย จากหลักการทั้ง ๒ ประการึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ผมอยากจะ ขออนุญาตนำเสนอกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกถึงเหตุผลที่สำคัญที่จะสนับสนุน การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
ในประการแรก วันนี้ในประเทศไทยของเราตัวเลขคนพิการมีประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็คนพิการเหล่านี้ได้มีการประมาณการว่ามีการเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ ปีละประมาณ ๑๒ เปอร์เึ็นต์ ผมขออนุญาตเรียนว่าตัวเลขของคนพิการนี้เป็นตัวเลข ที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรานับครบทั้ง ๑๐๐ เปอร์เึ็นต์นะครับ เพราะว่าระบบ ในประเทศของเรายังมีปัญหา นั่นก็หมายความว่าตัวเลขที่ผมได้พูดถึงประมาณ ๑.๒ ล้านคนนั้น ถือว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ แล้วก็ในจำนวนคนพิการประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนนี้ เด็กพิการึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๘ ปีนั้นมีประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ คนนะครับ แล้วก็ ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนพิการที่อยู่ในวัยเรียนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ ในเกณฑ์ของโรงเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ึ่งเป็นการดูแลของ สพฐ. แล้วก็ของ กศน. เป็นส่วนใหญ่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่านั้นครับท่านประธานก็คือว่าวันนี้คำว่าพิการนั้น ไม่ได้หมายถึงพิการทางร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว เช่น มองไม่เห็น หรือว่าไม่สามารถที่จะใช้ ภาษาพูดได้ที่เราเรียกว่าคนใบ้ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นวันนี้เราเกิดคนพิการที่เราเรียกว่า เป็นเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือในภาษาแพทย์ที่เรียกว่ากลุ่มแอลดี (LD) กับเด็กที่มีสมาธิสั้นหรือที่เรียกว่าเอดีเอชดี (ADHD) จากการประมาณการของนักวิชาการ เราประมาณการกันว่ามีเด็กกลุ่มนี้ที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนมีสูงถึง ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ในประเทศของเรา แล้วคนจำนวนนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีครูที่มีความสามารถพิเศษในการที่จะ จัดการเรียนการสอนให้ และยิ่งไปกว่านั้นในวันนี้เราพบว่าจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่เราจำเป็นจะต้องแก้ไขนั้น เนื่องจากได้มีการกำหนดคุณวุฒิขั้นสูงไว้จึงพบว่าหลักสูตร ปริญญาตรีของคณะศึกษาศาสตร์และคณะครุศาสตร์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ทยอยกัน ยกเลิกหลักสูตรการจัดการศึกษาของคนพิการออกไปเป็นจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ อัตราการขาดแคลนของครูที่จะจัดการศึกษาสำหรับคนพิการก็มีมากยิ่งขึ้นไปอีก เจตนารมณ์ ของการร่างพระราชบัญญัติฉบับที่เรากำลังจะแก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คือเราต้องการครูที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีความสามารถพิเศษในการจัดการเรียนการสอน ให้กับคนพิการ อันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วก็ควรจะสนับสนุน แต่ไม่ได้หมายความว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวควรจะไปปิดกั้นคนที่มีความสามารถแล้วก็มีประสบการณ์ ที่จะเป็นครูจัดการเรียนการสอนคนพิการได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามจะทำ ในร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อขอแก้ไข ก็คือมุ่งหวังว่าเราจะได้มีโอกาสสร้างและพัฒนาครู ที่จะจัดการเรียนการสอนเพื่อคนพิการให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าถ้าครูของเราไม่พอ ก็เป็นไปไม่ได้ที่คุณภาพการเรียนการสอนของคนพิการจะดี ในทางกลับกันก็จะต่ำลง และในที่สุดก็จะส่งผลให้คุณภาพของคนพิการไม่ได้รับการพัฒนา และในที่สุดคนพิการ ก็จะเป็นภาระกับสังคมในการที่จะดูแลมากขึ้นต่อไป