สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕

กษิต ภิรมย์ เสนอแนวทางในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยเน้นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น การสร้างความสมดุลอำนาจ และการปรับปรุงคุณสมบัติของนักการเมืองให้ยากขึ้น เพื่อให้มีการกรองและคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ผมได้พูด ผมไม่เกิน ๕-๖ นาทีเท่านั้นเอง มี ๓ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธานที่จะบอกกล่าวกับ ทางผู้แทนของสภาพัฒนาการเมือง ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าผมเป็นแฟนนะครับ แล้วก็เชียร์เต็มที่ แล้วก็อยากจะให้ท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก ๆ แล้วก็จะบอกไปที่ต้นสังกัดของท่านคือสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ตัวรัฐสภาเองว่าต้องเพิ่ม งบประมาณให้ท่านเป็นทวีคูณ เพราะผมเห็นว่าท่านเป็นองค์กรที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการพัฒนาระบอบการเมืองการปกครองของไทย การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมมี ๓ ประเด็น ผมไม่เถียงเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ พันธกิจ แล้วก็ผลงาน เพราะว่าเพื่อน ๆ ส.ส. ได้พูดไปมากแล้ว แต่ถ้าเผื่อผมจะมองแล้ว จะวัดความสำเร็จของการทำงานของท่านว่าอะไรเป็นตัวชี้วัด ผมคงมี ๒ ประเด็น คือคำแรกคำว่า ประชาธิปไตย หรือขอใช้ภาษาอังกฤษว่าดีมอคคระซี (Democracy) กับอันที่ ๒ ก็คือ โอพิเนียน (Opinion) หรือข้อคิดเห็น

ในประเด็นแรกเลยก็คือว่าประชาธิปไตยนั้นมันเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชนในความเป็นไปของวิถีชีวิตของสังคมการเมืองของไทย แล้วในการมีส่วนร่วมนั้น ก็มีคำถามต่อไปว่าแล้วประชาชนเข้าใจประเด็นปัญหาของบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหนในการมีส่วนร่วม แล้วก็มีความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นท่านจะต้องถามตัวท่านเองว่าในฐานะเป็นองค์กรกลางของประเทศไทยนั้น ท่านได้ทำงานมาในช่วงปีที่ผ่านมาและต่อ ๆ ไปนั้นให้ประชาชนมีความเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นอย่างไร ท่านชี้วัดได้หรือไม่ ตั้งแต่เด็กประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม กลุ่มสตรีต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วก็คู่ขนานกันไปนั้น ก็คือในระบอบประชาธิปไตยในยุคสมัยนี้ก็เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็เมื่อกระจายไปแล้วมันก็มีสิ่งที่คู่ขนานก็คือที่เขาเรียกว่า ประชาธิปไตยโดยตรงที่เรียกว่าไดเรคท์ ดีมอคคระซี (Direct democracy) เรื่องสำคัญ ๆ ในระดับท้องถิ่นจะเป็นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หรือประเทศลิกเตนสไตน์ จะเป็นที่ ประเทศลักเซมเบิร์ก แล้วก็ในหลาย ๆ ประเทศในทวีปยุโรปมันก็เริ่มที่จะเข้ามาที่ ประเทศเกาหลี แม้กระทั่งที่ประเทศไต้หวัน ประเทศญี่ปุ่น ให้ประชาชนได้มีสิทธิในการที่จะ ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง รัฐบาลท้องถิ่นก็ดี รัฐบาลกลางก็ดี จะตัดสินใจกันในวงแคบ ๆ โดยอ้างว่าเพราะได้รับการเลือกตั้งเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ๔ ปีที่แล้ว ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตัวชี้วัด ของผลงานของท่านต่อไปนี้ผมอยากจะดูว่าท่านทำให้ประชาชนมีสุ้มเสียงทั้งในระดับท้องถิ่น ในระดับกลาง ต่อประเด็นปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศมากน้อยแค่ไหน ก็ขอฝากไว้ด้วย

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่านอกจากจะให้จัดสัมมนาให้ความรู้ จัดเวิร์กชอป (Workshop) ปฏิบัติการอะไรต่าง ๆ ทำพิมพ์เอกสารไปแล้วทุกวัน แล้วก็ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ มันมีเหตุการณ์ทางการเมืองหลาย ๆ อย่างที่มันต่อเนื่อง มาจนถึงวันนี้แล้วก็ถามว่าตัวสภาพัฒนาการเมืองอยู่ที่ไหน มีความคิดเห็นอย่างไร ผมขอฝากไว้ ให้เป็นการบ้านนะครับ

ประเด็นที่ ๑ คำว่าเสียงข้างมากมีสิทธิในการที่จะปกครองประเทศ แต่ว่าสิทธิของเสียงข้างน้อยในการที่จะแสดงความคิดเห็นและได้รับการคุ้มครอง ขอใช้คำภาษาอังกฤษว่า มาจอริตี้ รูล (Majority rule) กับ ไมนอริตี้ ไรท์ (Minority right) มันอยู่ที่ไหน เพราะว่าตอนนี้ในแวดวงการเมืองของไทยในสภานี้ แล้วก็ข้างนอกเป็นท้องถนนด้วย ผ่านสื่อต่าง ๆ ก็ใช้ลัทธิเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเป็นเผด็จการ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาบันสภาพัฒนาการเมืองมีความเห็นอย่างไรและจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอะไรครับ การทอนอำนาจ การสร้างความสมดุลแห่งอำนาจที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) อย่างไร

อันที่ ๒ ถ้าเผื่อมันจะมุ่งไปสู่เสียงข้างมากเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นมันก็จะให้ หลักประชาธิปไตยที่เราเรียนกันมาแต่อ้อนแต่ออก ในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมาของการ แบ่งกระจายอำนาจออกมาเป็น ๓ ฝ่าย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร แล้วก็ทางกระบวนการยุติธรรม ทางสภาพัฒนาการเมืองมีความเห็นอย่างไร เพราะว่าผมก็เพิ่งไปประเทศเยอรมันมา ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญของศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันเขาบอกว่าข้อตัดสิน ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเด็ดขาด แต่ในศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้มีข้อตัดสินมาแล้วเกี่ยวกับ เรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ของไทยมันก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เสียงด่าทอกันมา ฟ้องร้องกันมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญของไทยเข้าไปก้าวก่ายในอีก ๒ อำนาจ หรืออีกอำนาจหนึ่งคือที่รัฐสภา เป็นไปได้อย่างไรครับ มันจะทำให้ประเทศไทยเสมือนเป็นเมืองตลกที่เขาเรียกว่าทอย แลนด์ (Toy land) หรือประเทศกล้วย ๆ หรือที่เขาเรียกว่าบานานา รีพับลิก (Banana Republic) อันนี้เป็นภาระหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองที่จะต้องออกมาให้ความรู้ต่อประชาชน จัดการประชุมวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญหรือว่าประเด็น ปัญหาง่าย ๆ เช่นจะเป็นในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศต่าง ๆ และมันกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยว่า ลูกท่านหลานเธอในแวดวงการเมืองก็ทยอยกันเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันก็มีระบบ ของการเป็นมะเร็งร้ายของสังคมการเมืองของประเทศญี่ปุ่นเพราะว่าประมาณ ๑ ส่วน ๓ เปอร์เซ็นต์ในสภาสูง สภาล่างเป็นลูกหลานของรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรีมันก็ไม่ได้ มีอะไรครับ ความเป็นประชาธิปไตยหรือมีการคัดเอาคนที่ดีที่สุดเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของนักการเมืองที่จะเข้ามาสมัครนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไหม ให้มันยากขึ้น ให้มันเข้มข้นขึ้น ให้มีการกรองมากขึ้น ไม่ใช่กรองที่สภานะครับ แต่กรองที่พรรคการเมืองดังที่พรรคคอมมิวนิสต์ประเทศจีนกว่าเขาจะเอาคนขึ้นไปสู่ระดับสูง ๆ มันต้องผ่านขั้นตอนของการได้มีการทดสอบฝีมือเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ถึงจะขึ้นมาได้ ระบบของลูกท่านหลานเธอ ของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศจีนมันก็ค่อย ๆ หมดไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเป็นภาระหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองที่จะต้องดูให้ได้ ดูให้ดี แล้วก็ให้คำแนะนำกับประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

อีกอันก็ในเรื่องของโครงสร้างทางการเมือง ไม่ต้องรอให้มาโต้เถียงกันในสภา หรือไปประท้วงกันนอกถนนเกี่ยวกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว มีพรรคการเมืองใหม่ของประเทศญี่ปุ่น ชื่อว่าโอซาก้าแห่งชาติ แล้วเขาก็ได้บอกมาแล้วว่า ถ้าเผื่อเขาจะเข้ามาแข่งขันในการเลือกตั้งต่อไปจะให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ยุบสภาสูง แล้วก็จะยุบจังหวัด ๔๗ จังหวัดให้มาเป็นคล้าย ๆ กับเขตปกครองท้องถิ่น สัก ๑๐ เขต ต่าง ๆ เหล่านี้มันเริ่มที่จะได้มีกระบวนการคิดกันแล้วโดยที่มีสภาพัฒนาการเมือง เป็นแกนกลางเพื่อจะให้ข้อมูล ให้ความรู้ ให้ทิศทาง ให้ทางเลือกกับบรรดาพรรคการเมือง แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาในประเทศไทยด้วยว่าโครงสร้างทางการเมืองในอนาคต ที่จะมีความเป็นประชาธิปไตยขึ้นนั้นมันควรจะเป็นอย่างไร

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ ไม่อยากจะให้สภาพัฒนาการเมืองทำงาน อย่างโดดเดี่ยว ผมคิดว่าเรื่องเครือข่ายเป็นเรื่องที่สำคัญกับองค์กรต่าง ๆ ทางด้านวิชาการ หน่วยงานที่เขาเรียกว่าเป็น ธิงค์ แทงค์ (Think tank) จะเป็นทีดีอาร์ไอ (TDRI) หรือไม่ก็ต่างประเทศ เช่น ในประเทศเยอรมันหรือในประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมีมูลนิธิ พรรคการเมืองของพรรคการเมืองต่าง ๆ แล้วเขาก็ให้ความรู้ ให้การศึกษาทางด้านการเมือง กับประชาชนของเขาตั้งแต่ประถมศึกษา สภาพัฒนาการเมืองได้เรียนรู้แล้วก็หาความร่วมมือ กับองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ของต่างประเทศมากน้อยเพียงใด เพื่อจะให้คนไทยมีความรู้ มีส่วนร่วม มีความเข้าใจ แล้วก็เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของอำนาจประเทศ เป็นเจ้าของประชาธิปไตยของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ขอฝากข้อคิดไว้ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

ส่วนประเด็นสุดท้าย อยากจะขอฟังความเห็นครับที่ได้มีระดับรองนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดโกหกอย่างโจ่งแจ้ง ที่เรียกภาษาอังกฤษว่าไวท์ ไล แปลเป็นภาษาไทยว่าโกหกขาว อาจจะผิดสักนิดหนึ่ง คือเป็นการโกหกกันดื้อ ๆ เลย หน้าด้าน ๆ เลยนี่ พรรค์อย่างนี้แล้ว มันต้องมีข้อคิดเห็นจากทางสภาพัฒนาการเมืองว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วบุคคลคนนั้น ต้องลาออกทันทีครับ ขอขอบพระคุณมากครับท่านประธานสำหรับเวลา ขอบคุณครับ