สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕

ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ อธิบายภารกิจของสมาชิกสภาเมืองที่สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังดำเนินการสรรหาสมาชิกใหม่ เธอเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนการทำงานของสภาพัฒนาการเมือง และเสนอแนะแนวทางการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ รองประธานสภาพัฒนาการเมือง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน ดอกเตอร์ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ปฏิบัติหน้าที่รองประธานสภาพัฒนาการเมือง คนที่สอง เนื่องจากว่าภารกิจในการเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองได้สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคมที่ผ่านมา ในขณะนี้เป็นช่วงการสรรหาสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองชุดใหม่ ดิฉันมาในฐานะ การปฏิบัติหน้าที่ของรองประธานสภาพัฒนาการเมือง แล้วก็มีท่านสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ของทางกรุงเทพมหานคร คุณสุรศักดิ์ อินทรประสิทธิ์ รวมทั้งทางผู้อำนวยการสำนักกิจการสภา และการประชุม คุณปุญญ ซึ่งได้มาร่วมในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ก่อนอื่นดิฉันต้อง ขอกราบขอบพระคุณความคิดเห็นต่าง ๆ ของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ คำชมเชย รวมทั้งข้อติติง ข้อที่เป็นกำลังใจ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นประโยชน์ อย่างมาก เป็นประโยชน์ที่ทางสภาพัฒนาการเมืองได้มีโอกาสได้เรียนรู้ความคิดเห็นใหม่ ๆ เปิดโลกทัศน์ในการทำงาน ดิฉันเชื่อว่าการพัฒนาการเมืองเป็นความตั้งใจ เป็นความมุ่งมาดปรารถนา ทั้งของสภาพัฒนาการเมือง ของท่านสมาชิกรัฐสภา และของประชาชนทุกคนที่อยากจะเห็น การเมืองมีความเข้มแข็ง เห็นการเมืองมีการพัฒนาไปสู่ความสมานฉันท์ ไปสู่ความสันติสุข ดิฉันใคร่ขอถือโอกาสตรงนี้กราบเรียนความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ได้กรุณานำเสนอ ดิฉันขออนุญาตเรียนการทำงานของสภาพัฒนาการเมือง ดังนี้

รายงานประจำปี ๒๕๕๓ ของสภาพัฒนาการเมือง เป็นรายงานจากการทำงาน ของสภาพัฒนาการเมืองปีที่ ๒ มาบัดนี้ก็ครบ ๔ ปี รายงาน ๒ ปีของสภาพัฒนาการเมือง ท่านก็จะเห็นว่ายังมีปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นสภาพัฒนาการเมืองชุดแรก ทำงานกัน เพียง ๒ ปี ๒ ปีก็ใช้เวลาในการจัดตั้งสภา จัดตั้งสำนักงาน จัดตั้งให้การทำงานเป็นเอกภาพ มีการบูรณาการความคิดเห็นต่าง ๆ ของสมาชิกที่มาจากที่หลากหลาย เรามีองค์ประกอบของสมาชิกทั้ง ๗๗ จังหวัดที่มาจากสภาองค์กรชุมชน เรามีองค์ประกอบ ของนักวิชาการ เรามีองค์ประกอบของผู้แทน มีองค์ประกอบของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง จากองค์กรอิสระ ความหลากหลายเหล่านี้เป็นทั้งข้ออ่อนแล้วก็ข้อแข็งในเวลาเดียวกัน ข้ออ่อนก็อาจจะเป็นในส่วนที่ว่าการจะบูรณาการความแตกต่างเพื่อจะทำให้เกิดเป็นเอกภาพ นำมาสู่พลังในการขับเคลื่อนตามภารกิจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขณะเดียวกันเนื่องจากมีความหลากหลาย ความหลากหลายก็เป็นจุดแข็ง เนื่องจากความหลากหลายสามารถรวบรวมความคิดเห็น ข้อคิดเห็นที่ดี ๆ มาประมวลนำไปสู่การขับเคลื่อนได้เป็นจริงมากขึ้น ดิฉันขออนุญาต เรียนอย่างนี้ว่าการทำงานในช่วง ๒ ปีแรกค่อนข้างจะลำบาก แต่ก็ยังดีที่ได้สถาบันพระปกเกล้า มาเป็นสำนักงานเลขาธิการให้กับสภาพัฒนาการเมือง เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงในช่วงต้น ในการทำงาน มิฉะนั้นเราคงจะต้องเสียเวลามากกว่านี้ในการเริ่มต้นการทำงาน อย่างไรก็ตาม ก็มีข้ออ่อนว่าเมื่อเราทำงานกับทางสถาบันพระปกเกล้าซึ่งมีธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่แล้ว แตกต่างจากธรรมชาติของสภาพัฒนาการเมืองที่มีความหลากหลายและเป็นธรรมชาติ ของคนที่ทำงานในพื้นที่มากกว่า ขณะที่ธรรมชาติของสถาบันพระปกเกล้ามีความเป็นวิชาการมาก การบูรณาการ ๒ สิ่งนี้เข้าหากันก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ดังนั้นการที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม มาตรา ๔๑ ของพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อครบกำหนด ๓ ปีก็ให้ สภาพัฒนาการเมืองพิจารณาทบทวนว่าสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้การจัดตั้ง สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเป็นการเฉพาะหรือไม่ ซึ่งจนถึงวันนี้ทางสภาพัฒนาการเมือง ก็ได้นำเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อจะ นำสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ในข้อเสนอร่างแก้ไขก็มีข้อเสนอหลายข้อ ที่เป็นไปตามข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติในหลายข้อทีเดียว ไม่ว่าจะการทำให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองมีความเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องขององค์ประกอบ ไม่ว่าจะเรื่องของภารกิจหน้าที่ที่ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น ต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันเชื่อว่าต่อไป ในอนาคตคงจะได้มีการนำเสนอสู่สภาแห่งนี้เพื่อให้มีการถกแถลงอภิปรายต่อไป ดิฉันขอเรียนอย่างนี้ว่าแม้จะมีความยากลำบากในช่วง ๒ ปีแรกในการทำงาน แต่เราก็มุ่งมั่น ตั้งใจด้วยเห็นว่าเราเป็นสมาชิกรุ่นแรก เมื่อเป็นสมาชิกรุ่นแรกเราก็จะเป็น สภาพัฒนาการเมืองชุดแรกที่วางรากฐานสร้างวัฒนธรรม ตีกรอบการทำงานให้กับ สภาพัฒนาการเมืองในชุดต่อ ๆ ไป เราจึงให้ความสำคัญมากในการกำหนดทิศทาง แนวทางการทำงานว่าจะต้องมองไปในอนาคตวิกฤตการณ์ที่ผ่านมาท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ หลายท่านก็ได้นำเสนอว่าประเทศเรามีปัญหาวิกฤตการณ์ นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ พัฒนากันมา จนปัจจุบันก็มีวิกฤตการณ์หลายครั้งทั้งที่มีความรุนแรงแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเกิดขึ้น สภาพัฒนาการเมืองเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์เหล่านั้นด้วย เราตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ที่เราควรจะกระทำเพื่อที่จะให้เกิดการคลี่คลายวิกฤตการณ์เหล่านั้น แล้วก็ได้มีการถกแถลง อภิปรายกันมากพอสมควรในการนำเสนอบทบาทหน้าที่ของสภาในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ สำคัญ ๆ หรือวิกฤตการณ์ที่มีความรุนแรง อย่างไรก็ตามเราก็ทราบดีถึงข้อจำกัดของสภาพัฒนาการเมืองที่ยังอ่อนเยาว์ ยังอ่อนด้อย ทางการเมือง เนื่องจากเราเพิ่งตั้งกันมาแค่ ๒ ปี แม้เราจะมีแผนพัฒนาการเมืองซึ่งเป็นแผนแม่บท กำหนดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เป็นกรอบแนวทาง แต่ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นว่าภารกิจ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๖ ข้อนั้น ล้วนเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและไม่ง่ายที่จะนำภารกิจนั้นไปสู่ การปฏิบัติที่เป็นจริง ในช่วง ๒ ปีแรกหลังจากที่เราได้ถกแถลง แล้วก็ดูภารกิจ ดูยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในปีแรกเราจึงทำงานโดยการให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่ ในยุทธศาสตร์ท่านจะเห็นว่ามันจะมี ยุทธศาสตร์ตั้งแต่ข้อแรกที่กลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นส่วนของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ยุทธศาสตร์ที่มีกลุ่มเป้าหมายในส่วนของสถาบันการเมือง สถาบันของราชการ หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมตลอดถึงสื่อมวลชน จะเห็นว่าสภาพัฒนาการเมือง ต้องทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมาก แต่เนื่องจากการที่เราได้วิเคราะห์ดูแล้ว แล้วก็ดูศักยภาพของทางสภาพัฒนาการเมือง และจากการทำงาน ๒ ปีจากการประเมินวิเคราะห์ ของคณะกรรมการอิสระติดตามและประเมินผล ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าแม้สภาพัฒนาการเมือง เราจะทำงานได้ดีในแต่ละเรื่อง แต่ยังไม่ได้ให้น้ำหนักเท่าที่ควรว่าควรจะมุ่งยุทธศาสตร์ ประการใดเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้พิจารณาจากข้อจำกัดของงบประมาณ ข้อจำกัดของบุคลากร ข้อจำกัดของประสบการณ์ในการทำงาน เราก็เห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นที่สภาพัฒนาการเมือง ควรจะให้น้ำหนักกับยุทธศาสตร์ใดยุทธศาสตร์หนึ่งหรืออย่างน้อย ๒ ยุทธศาสตร์ หากทำทุกเรื่องดิฉันคิดว่าคงยากที่จะสำเร็จสัมฤทธิผลในทุก ๆ ยุทธศาสตร์ได้ ในการพิจารณาของสภาพัฒนาการเมืองเราจึงเน้นว่าเราจะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และยุทธศาสตร์ที่ ๖ คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ดิฉันอยากจะขออนุญาตเรียนเป็นรูปธรรม เพราะว่าในรายงาน อาจจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมนัก เพราะว่าเป็นรายงานของช่วงปีที่ ๒ การทำงานยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็ง เราใช้แนวคิดที่เรียกว่าประชาธิปไตยชุมชน ท่านก็อาจจะถามว่าประชาธิปไตยชุมชนนั้นเป็นอย่างไร อาจกล่าวโดยสรุปง่าย ๆ ว่า ก็คือการทำให้สำนึกของพลเมืองเกิดขึ้นในชุมชน ในพื้นที่หมู่บ้าน สิ่งที่เราทำก็คือเราจะจัดเวที เปิดเวทีในชุมชนให้ประชาชนมาถกแถลงกันว่าเขามีปัญหาอะไร แน่นอนคนที่รู้ดีที่สุดว่า เขามีปัญหาอะไรก็คือคนที่อยู่ในชุมชนนั้น ๆ หากแต่ว่าเราไม่ได้เพียงเขามานั่งคุยกันเฉย ๆ แต่เราจะให้เขานั่งคุยกันเพื่อที่จะหาข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรคือปัญหา ประเด็นปัญหา สาเหตุของปัญหาคืออะไร และเขาจะแก้ไขร่วมกันอย่างไร ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นลักษณะ ของการทำประชาคม แต่ดิฉันเรียนว่าอาจจะมีข้อแตกต่างจากประชาคมโดยทั่วไปตรงที่ว่า ในการพูดคุยถกแถลงของประชาชนในชุมชนเขาควรจะเน้นในเรื่องการได้รับรู้ถึงปัญหา อะไรคือปัญหา จะเป็นปัญหาเรื่องของยาเสพติด ปัญหาการศึกษา ปัญหาเยาวชน ปัญหาการเคลื่อนย้ายของแรงงานก็แล้วแต่ แต่ให้เขาได้รับรู้ว่านี่คือปัญหาของเขา ที่สำคัญคือว่าเขาต้องร่วมกันแก้ไข หมายความว่าบางเรื่องบางราวถ้าเขาแก้ไขได้เขาควรจะ ร่วมกันแก้ไข อย่างเรื่องยาเสพติดดิฉันเชื่อว่าถ้าผู้คนในชุมชนต่างร่วมใจกันดูแลปัญหายาเสพติด สามารถแก้ไขได้ในชุมชน ปัญหาที่พ้นวิสัยที่จะแก้ไขก็ขอความร่วมมือ ขอคำปรึกษา จาก อบต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ รวมไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ระดับจังหวัด ภูมิภาคขึ้นมาถึงส่วนกลาง ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงหรือความยากของการแก้ไขปัญหา ดังนั้นประชาธิปไตยชุมชนในแนวทางของสภาพัฒนาการเมืองคือการทำให้คนรู้จักแก้ปัญหา ด้วยตนเอง ใช้เวทีฝึกปฏิบัติประชาธิปไตยในตลอดช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน ด้วยวิธีแบบนี้ก็จะซึมซับการฝึกประชาธิปไตยของเขาก็คือการรับฟัง แลกเปลี่ยน พูดคุย การรับฟัง แลกเปลี่ยน พูดคุย ซึ่งไม่มองว่าใครอยู่ฝ่ายใด ในหมู่บ้านอาจจะมีคนมีอุดมการณ์ แตกต่างกัน แต่ถ้าเขาได้ลงมือพูดคุยร่วมกันแก้ปัญหาทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ดิฉันเชื่อว่า การทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นการปลูกฝังประชาธิปไตยให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิต ให้เขาได้รู้ว่า ในการแก้ปัญหามีวิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหา และเมื่อวิธีการหลากหลายในการแก้ปัญหา ได้ถกแถลงกันอย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นวิธีการที่ดีที่สุด วิธีการที่ดีที่สุดทำได้หรือไม่ หรืออะไร ที่จะสามารถทำได้จะทำให้การแก้ปัญหาบรรเทาลง วิธีการเหล่านี้จะเป็นการฝึกประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นในชุมชน เราก็เลยนิยามคำว่าประชาธิปไตยชุมชน คือเรียกสิ่งที่เรากระทำ เป็นแนวคิดของประชาธิปไตยชุมชนคือสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจากชุมชน ผลเป็นอย่างไร ผลก็คือว่าเมื่อคนในชุมชนเห็นฝีมือของผู้คน เห็นฝีมือของผู้นำ เห็นฝีมือ ของคนที่มีจิตใจเสียสละในการทำงาน ก็จะเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพของผู้นำ เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพของคนที่จะลุกขึ้นมาทำงานเป็นตัวแทน อย่างน้อยเริ่มจาก การเมืองท้องถิ่น ถ้าประชาธิปไตยชุมชนเกิดขึ้นในทุกชุมชน คนในชุมชนได้รับทราบ ได้รับรู้ศักยภาพในการทำงานของผู้นำของเขาว่าเป็นผู้นำที่มีความจริงใจ มีความเสียสละ มีความตั้งใจจะแก้ไขปัญหา ด้วยกระบวนการแบบนี้ประชาธิปไตยก็จะค่อย ๆ บังเกิดขึ้น สร้างผู้นำซึ่งต่อไปสามารถที่จะเป็นผู้แทนตามธรรมชาติ เป็นผู้แทนที่แท้จริงในการแก้ปัญหา เกิดขึ้นในชุมชน ตรงนี้ก็อาจจะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้ว่า เงินจะไม่สามารถมามีอิทธิพลต่อไป เพราะชุมชนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นแล้วว่า ใครสามารถที่จะเป็นผู้แทนที่แท้จริงของเขาตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมา ดิฉันก็หวังว่าพัฒนาการแบบนี้ มันจะค่อย ๆ พัฒนาจากพื้นที่ชุมชนขึ้นมาระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศต่อไปได้

ในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของการกระจายอำนาจ หลังจากที่เราทำงาน ในแนวนี้มา ๒ ปีเราก็พบว่ามีบางจังหวัดมีศักยภาพ มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนา จากการที่ประชาชนเริ่มสำนึก เริ่มมีความเป็นเจ้าของท้องถิ่นของตนเอง เริ่มที่อยากจะ แก้ปัญหาของตัวเองได้ ก็เกิดความคิดที่อยากจะขยายแนวคิดว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อท้องถิ่นชุมชน หลาย ๆ ท้องถิ่นชุมชนในจังหวัดนั้นเขามีความประสงค์ มีความต้องการที่อยากจะทำงาน แก้ปัญหาของเขาด้วยตัวเองทั้งจังหวัด ออกแบบจังหวัดเอง จัดการทรัพยากรของเขาเอง จัดการเรื่องป่าของเขาเอง จัดการเรื่องน้ำของเขาเอง จัดการเรื่องปัญหายาเสพติดของเขาเอง มันก็จะค่อย ๆ พัฒนาว่าเกิดความเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือกันในระดับจังหวัดไม่ใช่เฉพาะ ในส่วนของภาคประชาชน แต่รวมถึงนักธุรกิจภาคเอกชน ข้าราชการหน่วยงานต่าง ๆ ทุกฝ่ายได้มาประสานความร่วมมือกันเพื่อจะพัฒนาจังหวัดโดยการออกแบบจังหวัดเอง จึงเป็นที่มาของจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งสภาพัฒนาการเมืองได้พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ในช่วงแรก ๑๐ จังหวัดนำร่อง ผ่านมาปีกว่ามาปีสุดท้ายก็มีอีกประมาณ ๑๐ จังหวัด เกิดความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมในกระบวนการแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ดิฉันเรียนว่า การทำจังหวัดจัดการตนเองนี่แนวคิดหลักก็คือเรื่องของสำนึกท้องถิ่น พูดกันง่าย ๆ คือทำให้ คนมีสำนึกท้องถิ่นและแก้ปัญหาท้องถิ่นของเขาเอง ดิฉันยกตัวอย่างจังหวัดอำนาจเจริญ ขออนุญาตที่ยกเป็นตัวอย่างที่จังหวัดอำนาจเจริญ เนื่องจากว่าเป็นจังหวัดนำร่องที่แสดงให้เห็นถึง ความเข้มแข็งของประชาชน ทุกหมู่บ้านได้ออกมาร่วมกันยกร่างธรรมนูญจังหวัดอำนาจเจริญ จัดการตนเอง เป็นธรรมนูญที่ประชาชนทุกคนมามีส่วนร่วมจากเวทีที่จัดขึ้นในแต่ละชุมชน หมู่บ้าน ว่าอยากจะออกแบบการพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญอย่างไร ดิฉันถ้ามีโอกาสก็จะนำเสนอส่งตัวอย่างธรรมนูญดังกล่าวให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้รับทราบ การทำงานตรงส่วนนี้ว่าประชาชนเขามีความเข้มแข็ง มีความตั้งใจ แล้วก็ได้แสดงเจตนารมณ์ อย่างชัดเจนว่าเขาอยากจะจัดการตนเองอย่างไร อันนี้เป็น ๒ กิจกรรมที่ทางสภาพัฒนาการเมือง ให้ความสำคัญในเรื่องยุทธศาสตร์ของการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม และเรื่องของการกระจายอำนาจและความเป็นธรรมในเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ความจริงเราก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ในแต่ละยุทธศาสตร์เช่นกัน แม้ว่าจะเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ในส่วนของสถาบันทางการเมือง ทางสภาพัฒนาการเมืองก็ได้สนับสนุนงานวิจัย จัดทำตัวชี้วัดการทำงานของผู้แทน ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวก็ได้มีการเผยแพร่ให้กับทาง สภาผู้แทนราษฎรไปในปีที่แล้ว ซึ่งอันนี้ก็เป็นความพยายามที่จะนำเสนอแนวคิดว่า เราพยายามทำตัวชี้วัดที่จะช่วยทำให้การทำงานในส่วนของนักการเมือง หรือสถาบันการเมือง มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามาตรฐานอย่างไรที่จะถือว่าเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ เนื่องจากเป็นงานศึกษาที่เปรียบเทียบกับทางสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างประเทศด้วย อันนี้เป็นผลงานการทำงานร่วมกับทางสถาบันพระปกเกล้า ก็ยังมีเรื่องของธรรมาภิบาล ยังมีเรื่องของแนวคิดที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้หยิบยกว่าคำนิยาม อันนั้นเราก็มีการจัดทำ เป็นหนังสือว่าคำนิยามต่าง ๆ ที่ทางสภาพัฒนาการเมืองพยายามอธิบายนั้น ไม่ว่าจะเรื่อง ของประชาธิปไตยชุมชน เรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง เรื่องของธรรมาภิบาลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราให้คำนิยามไว้อย่างไร ก็มีการจัดทำหนังสือในลักษณะเช่นนั้น ดิฉันคิดว่าความพยายาม ที่เราทำงานในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะมีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาในเรื่องของประชาธิปไตย ในระดับพื้นฐานได้ แต่ดิฉันก็ยังเห็นว่ากิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นยังต้องใช้ระยะเวลา ในการสะสมปริมาณไปสู่คุณภาพได้ในโอกาสต่อไป อาจจะใช้เวลา ๕ ปี ๑๐ ปี แต่ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเราสามารถสร้างรากฐานที่ดีให้กับประเทศชาติในเรื่องประชาธิปไตยก็คงจะเป็นความหวังว่า อนาคตการเมืองเราจะมีความเข้มแข็ง มีความสมานฉันท์ มีความเป็นการเมืองที่มีคุณภาพ ทำให้ขับเคลื่อนการทำงาน การพัฒนาประเทศชาติต่อไปได้

ในประเด็นอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้หยิบยก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ กองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมืองสนับสนุนการเข้าชื่อกฎหมาย ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ประเด็นเหล่านั้นก็อยู่ในข้อเสนอแนะของสภาพัฒนาการเมืองเพื่อจะนำไปสู่การแก้ไข กฎหมายสภาพัฒนาการเมือง อันนี้เราก็ได้มีข้อเสนออยู่ในยกร่างการแก้ไขกฎหมาย สภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้วด้วย

ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ การคัดเลือกสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองชุดใหม่ ดิฉันก็เชื่อว่าทางสำนักงานก็ได้พยายาม เราลงหนังสือพิมพ์ แล้วก็แจ้งกับสมาชิก ของสภาพัฒนาการเมือง ทั้งในส่วนที่เป็นเครือข่าย ในส่วนที่เป็นองค์กรภาคประชาสังคม ที่มาจดแจ้งก็พยายามประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง แต่ก็ขอยอมรับว่าอาจจะยังทำไม่ดี เท่าที่ควรนัก ก็คิดว่าต่อไปเราจะพยายามนำไปสู่การปรับปรุงให้ดีมากยิ่งขึ้น

ในเรื่องของคุณวีระ สมความคิด ท่านสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง มาตรา ๗ (๒) คือมาจากส่วนของภาคประชาสังคม มาจากเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ท่านวีระมีความกระตือรือร้น และทุ่มเทให้กับงานสภาพัฒนาการเมืองอย่างยิ่งยวด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่เกิดเหตุ ที่ท่านไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างที่ท่านตั้งใจไว้ต่อไป อย่างไรก็ตามด้วยความห่วงใยของสภาพัฒนาการเมือง เราเองก็ได้มีหนังสือผ่านไปทาง กระทรวงการต่างประเทศไปทางสถานทูต ขอความอนุเคราะห์หรือขอความเมตตา หรือจะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่เพื่อที่จะให้ท่านวีระได้มีโอกาสเป็นอิสระโดยเร็วไว อันนี้เราก็ แสดงความห่วงใยไปหลายครั้งทีเดียว อย่างน้อย ๒ ครั้ง ได้มีการพูดคุยกับญาติ แล้วก็คนที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะพยายามหาทางช่วยเหลือท่านวีระอยู่เหมือนกัน แต่ว่าดิฉัน ก็เชื่อว่ายังจะต้องอาศัยภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะทำอย่างไรให้ท่านวีระ สมความคิด ได้รับอิสระ โดยเร็ว โดยเฉพาะตอนนี้ท่านก็ป่วยหนักอยู่ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุจิต บุญบงการ ในช่วงที่ท่านถูกจับกุมใหม่ ๆ ก็ได้มีโอกาสไปที่เขมร ประเทศกัมพูชา ไปที่กรุงพนมเปญ แต่ก็เสียดายโอกาสว่าเนื่องจากการเข้าเยี่ยมไม่สามารถทำได้ มีข้อจำกัดว่าระเบียบกำหนดว่า จะต้องเป็นญาติเท่านั้น ท่านก็ได้แต่ฝากความห่วงใยไปถึงท่านวีระในโอกาสที่ท่านอยู่ที่ ประเทศกัมพูชานะคะ

ในเรื่องของเยาวชน เรื่องของสื่อมวลชน การทำงานของสภาพัฒนาการเมือง อาจจะยังให้น้ำหนักไม่มากเท่าที่ควร ดิฉันก็รับจะนำข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะนำเสนอ ต่อทางสภาพัฒนาการเมืองในชุดต่อไปเพื่อที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องของสื่อมวลชน สถาบันมวลชนที่เป็นอิสระ รวมทั้งเรื่องของการทำงานกับทางเยาวชน

ในเรื่องของงบประมาณ ดิฉันขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ได้กรุณาหยิบยก ดิฉันขอเรียนว่า ๗๓๗ ล้านบาทดังกล่าวเป็นงบประมาณ ของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ได้มีการตั้งขึ้นแล้วก็นำไปสู่การปฏิบัติ หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ หลายหน่วยงานเขาก็ทำงาน ในลักษณะที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเมือง หน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองก็คือ เราไปติดตามแล้วก็ดูว่าการที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ นำแผนไปปฏิบัติตามกรอบ ของแผนพัฒนาการเมืองได้นำไปสู่การปฏิบัติถึงไหน อย่างไร แล้วก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะให้เกิดการบูรณาการ และไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ดังนั้นก็ปรากฏในรายงานว่า เราก็จะทราบว่าตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เมื่อเราประมวล รวบรวมออกมาแล้วก็จะเห็นภาพว่า โดยภาพรวมของหน่วยงานราชการและหน่วยงานองค์กรอิสระที่นำแผนพัฒนาการเมืองไปสู่ การปฏิบัติก็จะให้น้ำหนักในเรื่องยุทธศาสตร์แตกต่างกันไปตามภารกิจที่แต่ละหน่วยงานนั้น รับผิดชอบอยู่ ดังนั้นจะเห็นว่าตัวเลขงบประมาณก็สูง แต่ว่าไม่ใช่เป็นงบประมาณที่ สภาพัฒนาการเมืองได้รับมา ความจริงแล้วในปี ๒๕๕๓ ทางสภาพัฒนาการเมืองเราได้งบ มาเพียงประมาณ ๑๖๔ ล้านบาท ทั้งหมดทั้งสำนักงาน ทั้งบุคลากร ทุกอย่างเราได้มาเพียง ๑๖๔ ล้านบาท แล้วก็มีงบกองทุนเพียง ๕๐ ล้านบาท ซึ่งก็ค่อนข้างจะน้อยมากทีเดียว ก็ต้องขอกราบขอความเห็นใจท่านสมาชิกได้ช่วยกรุณาด้วยว่าจะทำอย่างไรให้งบประมาณ ในการทำงานของสภาพัฒนาการเมืองที่เรามีความตั้งใจอยากจะทำงาน ถ้ามีงบประมาณเพิ่มเติม เข้ามาก็จะทำให้การทำงานของเราบรรลุผล มีผลสัมฤทธิ์ได้

สุดท้ายดิฉันขออนุญาตเรียนว่าเรื่องของตัวชี้วัดเราให้ความสำคัญ แต่ขอกราบเรียนว่าตัวชี้วัดนั้นอาจจะยังไม่เป็นรูปธรรม ก็คงต้องขอโอกาสว่าเราจะค่อย ๆ พัฒนาตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน เพื่อต่อไปในอนาคตในการทำงานเรื่องของการเมืองจะมี ความชัดเจนว่าเราพัฒนาไปถึงขั้นไหน อย่างไร แล้วก็จะได้เห็นถึงรูปธรรมของการทำงานว่า เป็นผลสัมฤทธิ์มากน้อยแค่ไหน อย่างไรต่อไปในอนาคตด้วย ดิฉันขอกราบเรียนอนุญาตให้ ท่านสุรศักดิ์ อินทรประสิทธิ์ พอดีท่านสุรศักดิ์ขอสละสิทธิค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ขอ กราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน สวัสดีค่ะ