อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการพัฒนาการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของประชาชน และการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงและการทุจริตการเลือกตั้ง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างสภาพัฒนาการเมืองและฝ่ายการเมืองภาคเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมคิดว่ารายงานประจำปี ๒๕๕๓ ของสภาพัฒนาการเมืองที่เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เมื่อดูรายละเอียดทั้งเล่มแล้วค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางที่เป็น การรายงานกิจกรรมที่ผ่านมา แล้วก็ปัญหาของสภาพัฒนาการเมืองในการปฏิบัติเอง สิ่งที่ขาดไปก็คือเรื่องของรายงานผลความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการผลักดันแผนพัฒนาการเมือง ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พยายามที่จะเรียกร้องขอว่าความสำเร็จ ของท่านมีอะไรบ้าง เพื่อให้การรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือต่อวุฒิสภาตามกฎหมายนั้น จะมีผลในทางปฏิบัติแล้วก็สามารถตรวจสอบการทำงานของท่านได้อย่างแท้จริง ถ้าเป็นรายงานในลักษณะเป็นรายงานทางธุรการเช่นนี้จะเกิดประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ก็ค่อนข้างทราบดีว่ามีข้อจำกัดในการทำงานของสภาพัฒนาการเมืองเอง ด้านหนึ่งก็อาจจะ มาจากสาเหตุที่ท่านเองก็สื่อสารกับสังคมน้อย บทบาทของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางธุรการของท่านก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการไปสื่อสารกับสังคมในภาพกว้าง ให้ได้รับรู้ว่าท่านทำอะไร มีผลงานอย่างไร มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญมาก ทำให้ผู้คนในสังคมรู้จักท่านน้อยแม้แต่ในสภาแห่งนี้ผมเองก็รู้จักท่านน้อย เนื่องจากว่า ท่านก็ไม่ได้เปิดกว้างในการบอกกล่าวกับสังคม
ประการที่ ๒ ก็คือองค์ประกอบความเป็นสภาพัฒนาการเมืองของท่าน ผมเห็นสมาชิกที่มาจากหลากหลายประเภทตามกฎหมาย รวมแล้วก็ประมาณ ๑๒๐ คน คือจำนวนมันไม่แน่นอนแล้วแต่ว่าสัดส่วนในสมาชิกบางประเภทก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ตัวแทนจากพรรคการเมืองในสภา พรรคการเมืองที่อยู่นอกสภา อย่างนี้เป็นต้น ก็อาจจะ ทำให้ตัวเลขสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองไม่ชัดเจน แต่ว่าโดยองค์ประกอบแล้วและที่มา มันค่อนข้างมีปัญหา เพราะเนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้หยิบยกขึ้นมาว่า ความรู้ความสามารถของตัวแทนที่มาจากองค์กรพัฒนาชุมชนในแต่ละจังหวัดมีความรู้ ความเข้าใจงานของสภาพัฒนาการเมืองมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันท่านเองก็มี องค์ประกอบจากส่วนอื่นที่เข้าใจว่าจะมีบทบาทเหนือสภาพัฒนาการเมือง เหนือกับตัวแทน ที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ เช่นนักวิชาการจากสถาบันต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนเป็นสมาชิก โดยตำแหน่งอยู่แล้ว คนเหล่านี้อาจจะมีบทบาทครอบงำ คือใช้คำว่าครอบงำอาจจะดูแรงเกินไป แต่ว่ามีบทบาทเหนือทิศทางการทำงานของสภาพัฒนาการเมืองก็ได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งดูในรายงานบัญชีของกองทุนพัฒนาการเมืองแล้วก็เห็นใจท่านว่ารายรับ มันน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งในการดำเนินกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด มันก็ต้องมีรายจ่ายที่พอสมควร สิ่งนี้ผมก็อยากจะฝากไปยังรัฐบาลด้วยในการพิจารณา งบประมาณในเรื่องของการสนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพัฒนาการเมืองเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมานี่เป้าหมายก็คือเพื่อพัฒนาการเมือง ถามว่า ณ เวลาที่เราดำริที่จะตั้งสภาพัฒนาการเมืองหรือมีแผนพัฒนาการเมืองนี้ขึ้นมาเพราะอะไร ก็เพราะการเมืองในบ้านเรามีปัญหา ไม่เป็นที่พอใจของคนในประเทศนี้ แล้วก็ก่อให้เกิด ปัญหาอื่น ๆ ตามมามากมาย ผมคิดว่าเรื่องที่จะต้องพัฒนาในทางการเมืองตั้งแต่ ตั้งสภาพัฒนาการเมืองหรือตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาการเมืองมาก็คือมีอยู่ ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ๑. ก็คือปัญหาเรื่องความรู้ความเข้าใจของประชาชนของพลเมืองต่อเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักเราเคยพูดกันว่าเราได้รับประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แต่เราขาดความรู้ เราขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ประเด็นปัญหานี้เราถกเถียงกันมาโดยตลอด ในทุกครั้ง ที่เกิดวิกฤติทางการเมืองเราก็จะหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาว่าประเทศยังขาดความรู้ความเข้าใจ ประชากรในประเทศยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ชอบใช้สิทธิกันมาก ชอบอ้างสิทธิชอบใช้เสรีภาพ อ้างว่าเป็นไปตามสิทธิ แม้กระทั่งสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เช่นการชุมนุม เอะอะก็มีการชุมนุม มีการปิดถนน มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน ให้กับสังคม โดยที่ไม่คิดว่าสิ่งนั้นไปกระทบต่อคนอื่น สิทธินั้นได้ไประรานไปลิดรอนสิทธิ ของคนอื่น แล้วก็ก่อให้เกิดความไม่สงบความไม่เรียบร้อยขึ้นในสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เป็น ประเด็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาการเมือง
ประเด็นที่ ๒ ต่อเนื่องกันมายาวนาน โดยเฉพาะในระยะ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ก็คือเรื่องของการซื้อเสียงการเข้าสู่ตำแหน่งที่ใช้อามิสสินจ้างซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ หยิบยกมาแล้วผมก็ไม่ขอลงในรายละเอียด แต่การซื้อเสียงการทุจริตการเลือกตั้งนี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราต้องมาฉุกคิดว่าถึงเวลาที่การเมืองจะต้องได้รับการพัฒนา ประเด็นเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไข
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการเมืองขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อเราคิดถึง เรื่องนี้ขึ้นมาการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนถูกหยิบยกขึ้นมาแล้วก็กลายเป็นกระแส ความต้องการของสังคมมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ เราก็มีการออกแบบรูปแบบของการเมืองทั้งในระดับชาติ ในระดับท้องถิ่นที่ต้องการให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ว่าพัฒนาการเหล่านั้นดูจะเชื่องช้าแล้วก็ไม่เป็นจริง ไปอย่างที่เราคาดหวัง การพัฒนาการเมืองจึงมีความจำเป็นสำหรับในประเด็นนี้ เราก็จะเห็น เมื่อประชาชนไม่มีส่วนร่วม การกำหนดนโยบายสาธารณะก็จะออกมาจากคนบางกลุ่มบางพวก แล้วก็ไปรับใช้คนบางกลุ่มบางพวก การตรวจสอบการใช้อำนาจในทุกระดับเมื่อประชาชน ไม่มีส่วนร่วมสิ่งที่ตามมาก็คือการทุจริตคอร์รัปชัน เหล่านี้ละครับผมคิดว่าเป็น ๓ ประเด็นหลัก ที่ทำให้เป็นโจทย์ที่จะต้องมีการพัฒนาการเมือง ถามว่าการพัฒนาการเมืองจะทำ โดยสภาพัฒนาการเมืองอย่างเดียวหรือครับ ผมคิดว่าไม่ใช่หรอกครับ ไม่สำเร็จหรอกครับ การเมืองในประเทศนี้มี ๒ ภาคที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือการเมืองภาคเลือกตั้ง และการเมืองภาคนอกเลือกตั้ง สภาพัฒนาการเมืองวันนี้ทำหน้าที่เป็นการเมืองนอกเลือกตั้ง ที่จะไปรวบรวมประเด็นปัญหา รวบรวมการมีส่วนร่วมของประชาชนมาร่วมในการทำ แผนพัฒนาการเมืองแล้วก็ผลักดันให้แผนพัฒนาการเมืองนั้นเป็นจริง แต่ท่านทำฝ่ายเดียว ไม่สำเร็จหรอกครับ ในการเมืองภาคเลือกตั้งพวกเราที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภา อบจ. สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหลายทั้งปวงที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องเข้าสู่กระบวนการในการพัฒนาการเมืองเหล่านี้ ใน ๓ ประเด็นหลักที่ผมบอกว่าทั้งเรื่องการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เรื่องของการตระหนักในเรื่องการซื้อเสียง การทุจริตการเลือกตั้ง และเรื่องของการมีส่วนร่วม ของประชาชนนั้น การเมืองในภาคเลือกตั้งจะต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไปด้วย ไม่เช่นนั้น งานของสภาพัฒนาการเมืองก็จะไม่มีประโยชน์ ท่านผลักดัน ท่านจะมีแผนให้ดีขนาดไหน ถ้าการเมืองภาคเลือกตั้งไม่เอาด้วยกับท่านยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง
ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ที่สภาพัฒนาการเมือง ได้พยายามผลักดันใน ๖ ยุทธศาสตร์ แต่ขออนุญาตพูดในยุทธศาสตร์เดียวแล้วก็ในประเด็นเดียว เท่านั้นนะครับคือยุทธศาสตร์ที่ ๑ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และส่งเสริมความเข้มแข็ง ของภาคประชาสังคม ท่านเขียนไว้ในรายงานของท่านว่าพันธกิจหลัก ๕ ด้าน เป็นแผนที่นำทาง ไปสู่การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม ซึ่งพันธกิจต่าง ๆ เหล่านั้นประกอบด้วย การเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลเมือง และสิทธิชุมชน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การเสริมสร้างสถาบันสื่อมวลชนที่เป็นอิสระ การสร้างกลไก การปรึกษาหารือสาธารณะ การสร้างกลไกรับฟังความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย ผมคิดว่านี่เป็นการเดินมาที่ถูกทางอย่างมาก ผมให้ความสำคัญและจะขออภิปรายเฉพาะ ในเรื่องของการเสริมสร้างสถาบันสื่อมวลชนที่เป็นอิสระ ที่ท่านวงเล็บภาษาอังกฤษว่า ฟรี เพรส (Free press) ผมดีใจเพราะว่ามีคนพูดถึงเรื่องนี้กันน้อยลงทุกที เราในสังคมนี้ ฝันที่อยากจะเห็นสื่อเป็นอิสระ เพราะนั่นเป็นพื้นฐานของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ถ้าสถาบันสื่อมวลชนไม่มีความเป็นอิสระก็ไม่อาจจะทำหน้าที่สื่อมวลชนได้ หน้าที่ของเขาคือ การนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่างถูกต้อง อย่างรอบด้าน อย่างเป็นกลาง อย่างเป็นธรรม และยึดถือประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ ถ้าเขาไม่มีอิสระเขาก็ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ ๓-๔ ประการอย่างที่ผมเรียนนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาพปัจจุบันนี้ เราวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าสื่อได้ทำหน้าที่แบบนั้นจริงหรือไม่ รูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ถ้าหากว่าสื่อกระแสหลักได้ทำหน้าที่แบบนั้นจริง ๆ เราคงไม่เกิดสื่อทางเลือกต่าง ๆ เราคงไม่เกิด ทีวี (TV) ดาวเทียม เราคงไม่เกิดวิทยุชุมชน เราคงไม่เกิดสิ่งพิมพ์อิสระต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เราคงไม่มีกลุ่มการเมืองที่จะต้องไปมีสื่อของตัวเอง เราคงไม่มีภาคธุรกิจที่ไปซื้อหรือไปทำ ทีวีดาวเทียมเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง หรือชุมชนที่มีเป้าหมายที่จะรับใช้ประโยชน์ของสาธารณะ ก็คงไม่เสาะหาวิทยุชุมชน หรือทีวีท้องถิ่นเพื่อกระจายเสียง กระจายข่าวของตนเอง นี่ก็เพราะว่าสื่อมวลชนไม่มีอิสระ และไม่ได้ทำหน้าที่นั้นจริง ๆ มันถึงเกิดสภาพที่สับสนอลหม่านวุ่นวายกันถึงทุกวันนี้ ถามว่าเราพอใจไหมกับการที่ในอนาคตพรรคการเมืองมีสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง มีสถานีวิทยุตัวเอง มีหนังสือพิมพ์ของตัวเอง เป็นแบบนั้นเป็นทิศทางที่ถูกต้องหรือครับ ไม่ใช่แน่นอน เราปรารถนาที่จะเห็นคนที่ทำธุรกิจสื่อในเวลานี้ใช้สื่อมวลชนของตัวเอง อย่างมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ มีจริยธรรมในหน้าที่ของตัวเอง ถ้าเขาสามารถ ทำตรงนั้นได้นี่แหละคือการที่เราจะสามารถไปส่งเสริมให้เขาเกิดความเป็นอิสระได้ แต่สภาพปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรครับ สื่อถูกกระทำหลายรูปแบบ ถูกแทรกแซง ถูกครอบงำ ถูกแทรกซื้อ ถูกบงการ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็แล้วแต่ ผมไม่อยากที่จะเอ่ยชื่อขึ้นมา แต่ว่าเราในสังคมนี้ทราบดีว่าสื่อถูกกระทำอย่างไร การบงการให้สื่อได้ทำหน้าที่ไปในทิศทาง ที่ตัวเองต้องการนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายร้ายแรง ใคร ๆ ก็อยากที่จะต้องการให้สื่อ เป็นเครื่องมือของตัวเองในการกระจายสิ่งที่ตัวเองอยากจะบอกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าการเข้าไปทำแบบนั้น ทั้งการแทรกแซง การครอบงำ การแทรกซื้อหรือการบงการ นี่มันก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง และประชาชนก็จะไม่เชื่อถือศรัทธาต่อสื่อ แต่ที่หนักหน่วงร้ายแรงกว่าการแทรกแซง การครอบงำ การแทรกซื้อและการบงการก็คือว่า สื่อในปัจจุบันนี้สมยอมเข้ากับผู้มีอำนาจ เข้ากับอิทธิพลทางธุรกิจ เข้ากับฝ่ายใดก็ตามที่ให้ ผลประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด ภาวะแบบนี้เป็นภาวะที่สภาพัฒนาการเมืองจะต้องเข้าใจ ท่านจะผลักดันให้สถาบันสื่อเป็นอิสระนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว มันอาจจะอยู่ในอุดมการณ์ ในความฝันของท่าน แต่ในสภาพความเป็นจริงมันพัฒนามาถึงจุดนี้ที่สื่อมวลชนสมยอมกับ อำนาจ กับอิทธิพล และสุดท้ายเราก็ได้เห็นแล้วในยุคสมัยนี้ก็คือสื่อมวลชนได้เลือกข้าง พร้อมที่จะยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งโดยที่ไม่ต้องคำนึงว่าจริยธรรมทางวิชาชีพของตัวเองนั้น ถูกละเลยไปอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าการที่เรามีสภาพสื่อมวลชน ในลักษณะเช่นนี้อยู่ ความคาดหวังที่จะพัฒนาการเมืองใน ๓-๔ ประเด็นหลัก ๆ ที่เราต้องการจะเห็นมันทำได้ยาก สื่อมวลชนเป็นหน่วยหนึ่งของประชาสังคมที่มีบทบาทสูงสุด ต่อเรื่องของการทำความรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ถ้าสื่อไม่เป็นอิสระแล้ว ท่านก็เลิกหวังได้ กำลังของท่านที่จะไปผลักดันในเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเมือง ทั้งระบบนี่ทำไม่ได้ ทำยาก สังคมมันใหญ่เกินไปที่ท่านจะไปทำทีละนิด ทีละนิด แล้วก็เกิดผลสำเร็จ ดังที่ท่านคาดหวัง ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าด้วยสภาพความที่สื่อมวลชนของเรา อยู่ในสภาพแบบนี้ หลายคนบอกว่าสื่อมวลชนไทยนี่ตายแล้ว คือไม่มีสื่อมวลชนในความเป็นจริง ในอุดมการณ์ ในอุดมคติอีกต่อไปแล้ว เรามีแต่องค์กรธุรกิจที่ทำธุรกิจด้านกระจายเสียง เรามีแต่บริษัทที่ทำธุรกิจด้านโทรภาพ เรามีแต่คนที่ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ แต่คนที่ทำหน้าที่ สื่อมวลชนนั้นไม่มีเสียแล้ว นี่เป็นคำกล่าวที่ผมคิดว่าเจ็บปวด และเป็นหน้าที่หนึ่ง ที่สภาพัฒนาการเมืองจะต้องไปผลักดันเพื่อแก้ไขสภาพเหล่านี้ ผมก็ได้แต่เรียกร้องให้ท่าน ลองกลับไปคิด ไปพิจารณาดูว่าการที่ท่านจะพัฒนาให้องค์กรสื่อเป็นสถาบันอิสระนั้น จะทำอย่างไรกันต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน