สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเสมอภาคและความเป็นอิสระของสภา และเรียกร้องให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่และให้ความชัดเจนในการดำเนินการ เธอยังระบุว่าผลงานของเธอในด้านสภาพัฒนาการเมืองมีความคลุมเครือและอาจสร้างความสับสนให้กับชุมชน

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ บังเอิญว่าดิฉันก็สนใจเรื่องการเมืองนะคะ คงมีข้ออภิปราย ข้อเสนอแนะ เยอะเหมือนกัน เพราะว่าหลายท่านก็ได้พูดมาแล้วนะคะ แต่ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าตอนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมือง ดิฉันดีใจมากเลยว่าเมื่อก่อนนี้ ปี ๒๕๔๐ อาจจะแค่กำหนดว่า ให้มีแผนพัฒนาการเมือง แต่พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าให้มีสภาพัฒนาการเมือง ดิฉันก็ดีใจ เพียงแต่ว่าพอตอนหลังก็พยายามที่จะรับฟังความเป็นมาเป็นไป และความเคลื่อนไหวของสภาพัฒนาการเมือง ก็ต้องเรียนว่าไม่ค่อยถูกใจเท่าไร มันอาจจะเป็นข้อจำกัดเพราะว่าท่านเป็นกรรมการชุดแรก แล้วสภาของท่านแทนที่จะเป็นอิสระ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลของรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าท่านต้องไปซุกอยู่ใต้ปีก ของสถาบันพระปกเกล้า เพราะฉะนั้นความเป็นอิสระมันอาจจะน้อย เพราะว่าเลขาธิการ สภาพัฒนาการเมืองกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นคนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นนโยบายทิศทางมันอาจจะใกล้เคียงกันก็ได้ ดิฉันก็แปลกใจนะคะว่าตอนที่ดิฉัน เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ต้องขอประทานโทษค่ะชื่อมันยาวและเยอะมากเลยอาจจำผิด ครั้งแรกเลย ดิฉันเชิญสภาพัฒนาการเมืองเพื่อที่จะมาพูดคุยกันว่าท่านจะพัฒนาการเมืองไปในทิศทางไหน ก็ปรากฏว่าประธานสภาพัฒนาการเมืองไม่ได้มา นอกนั้นก็จะมีท่านเลขาธิการ แล้วก็มีรองเลขาธิการ มีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองมา แต่ว่าก็ไม่ได้คุยกันมากนัก ดิฉันก็พยายามศึกษา ก็พบว่าที่จริงแล้วดิฉันก็อยากจะเรียนถามท่าน ดิฉันเข้าใจว่าเป็นชุดแรก แล้วอาจจะเป็นอิสระไม่มากพอ แต่ว่ายุทธศาสตร์ที่ท่าน กำหนดเอาไว้ ๖ ยุทธศาสตร์ นี่สุดท้ายล่าสุดท่านมียุทธศาสตร์ที่ ๗ ขึ้นมาด้วย ซึ่งดิฉันได้ไป ร่วมประชุมด้วย เป็นยุทธศาสตร์ที่ ๗ พูดถึงเรื่องการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาท ทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันจะสะท้อนว่าท่านกำลังพูดถึงเรื่องความเสมอภาคในประเด็นหนึ่ง แต่ใน ๖ ยุทธศาสตร์นี้ไม่มีเรื่องความเสมอภาคเลยนะคะ ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองนี่หัวใจสำคัญ ของประชาธิปไตยก็คือเรื่องความเสมอภาค การที่จะต้องให้ทุกคนอยู่ในกฎหมาย แล้วก็เคารพกฎหมาย แล้วก็ของท่านนี่ที่จริงอย่างยุทธศาสตร์ที่ ๑ ถึงยุทธศาสตร์ที่ ๖ ดิฉันก็ต้องเรียนถามว่าเมื่อท่านกำหนดขึ้นมาแล้วดิฉันอยากจะให้ว่าอีกต่อไป ไม่ทราบต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ไหม หรือว่าต้องใช้ยุทธศาสตร์เดิมทั้ง ๖ ข้อ ทั้ง ๖ ข้อในนี้ ท่านก็เน้นเรื่องยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็เป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และส่งเสริมความเข้มแข็ง ของภาคประชาสังคม แต่เวลาท่านพูดถึงมันไม่ค่อยเป็นรูปธรรม อาจจะเป็นเพราะในนี้ มีนักวิชาการเยอะ ค่อนข้างจะเป็นนามธรรม ไม่เป็นรูปธรรม เช่นเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของพลเมืองและสิทธิชุมชนอย่างนี้ มันไม่มีคำอธิบาย ถ้าท่านไม่มีคำอธิบายนี่ ดิฉันก็อยากจะเรียนถามท่านเหมือนกันว่ายุทธศาสตร์แต่ละข้อนี่สมาชิกของท่าน ๑ ท่าน มีคณะกรรมการซึ่งมาจากสมาชิกแล้วก็มีจากองค์ประกอบอื่น ๆ แล้วท่านก็มีสมาชิกอยู่ทุกภาค คณะกรรมการกับสมาชิกนี่มีความเป็นเอกภาพ เข้าใจตรงกันหรือเปล่าว่ามันคืออะไร เหมือนกับท่านบอกว่ายุทธศาสตร์ที่ ๒ การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง แบบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็ต้องถามว่าวัฒนธรรมทางการเมือง คืออะไร ท่านต้องพูดให้ชัด ดิฉันเคยคุยกับกระทรวงวัฒนธรรมหลายครั้งแล้วว่า กระทรวงวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมที่ดีนี่มันคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องผ้าไทย เรื่องระบำรำฟ้อน แต่มันต้องพูดถึงวิถีประชาธิปไตย วัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยซึ่งจะต้องเคารพกฎหมาย ท่านต้องรณรงค์ ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวข่มขู่คนอื่น ให้การเดินทางหรือไปทำกิจกรรมของพรรคการเมืองถูกคุกคาม ถูกข่มขู่ ท่านต้องออกมา บอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ท่านต้องบอกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนคืออะไร การตรวจสอบคืออะไร ถ้ารัฐบาลไหนหรือหน่วยงานไหนก็ตามไม่พร้อมต่อการตรวจสอบ ไม่เห็นชอบหรือไม่ยอมกับการตรวจสอบ ท่านต้องออกมาบอกเลยว่านี่ไม่เป็นประชาธิปไตย การเมืองพัฒนาอย่างนี้ไม่ได้ ท่านต้องกำหนดให้ชัดเจน เวลาท่านพูดถึงคุณธรรมจริยธรรม ต้องถามว่าคืออะไร เพราะไม่อย่างนั้นมันลอย ๆ ท่านบอกว่าการแยกทุนจากการเมือง การสร้างกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การสร้างระบบการควบคุมและลงโทษทางสังคม การพัฒนากลไก การคัดสรรบุคลากรที่มีคุณธรรมจริยธรรม ต้องถามว่ายุทธศาสตร์อย่างนี้ ท่านทำอย่างไร แล้วเวลาประเมินผล ดิฉันก็เปิดอ่านแล้ว เวลาท่านรายงานผลท่านก็พูดลอย ๆ ท่านบอกแต่ว่าท่านทำกิจกรรมนี้กี่ครั้ง ๆ มีเครือข่ายเท่าไร แล้วท่านมีกรรมการประเมินผล ที่เป็นอิสระ ซึ่งดิฉันไม่คิดว่ากรรมการประเมินผลที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่านที่รับผิดชอบอยู่นี้ ท่านจะเขียนรายงานลอย ๆ ดิฉันคิดว่าคงมีรูปธรรมอยู่ เพียงแต่เมื่อท่านนำมาเขียนรายงานแล้ว มันไม่มีรูปธรรม มันก็มองไม่ออกว่าท่านทำอะไรบ้าง สิ่งที่ท่านทำออกมานี่คุณธรรมจริยธรรม ของผู้นำและนักการเมือง อะไรที่ท่านบอกว่าสำคัญที่สุด คงไม่ใช่เรื่องการซื้อเสียงอย่างเดียว การซื้อเสียงมันสะท้อนถึงความไม่มีวินัย ความคิดที่ผิด ความที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความไม่เสมอภาค ใช้สิ่งที่ตัวเองมีมากกว่า มีเงินมากกว่า มีอำนาจมากกว่า ทุจริตในการเลือกตั้ง ดิฉันยังคิดว่านั่นก็ยังเป็นผลพวง ท่านไม่ได้บอกเลยว่าคุณธรรมจริยธรรมอะไรที่ท่านต้องการ ที่จะส่งเสริมหรือจะสนับสนุน ความซื่อสัตย์หรือเปล่า ความเคารพกฎหมายหรือเปล่า ความเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือเปล่า เมื่อเวลาหนึ่งมีนักการเมืองทำผิดจริยธรรมท่านทำอะไรบ้าง มีนักการเมืองออกมาโกหก แล้วบอกว่าได้รับอนุญาตให้โกหกได้เพราะเป็นการโกหกสีขาว สภาพัฒนาการเมือง มีมาตรฐานไหมเรื่องอย่างนี้ เป็นคุณธรรมของท่านหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนถาม ท่านว่าในเมื่อมันเป็นนามธรรมอย่างนี้ ดิฉันก็ยังมองไม่ออก ดิฉันพยายามติดตามว่าของท่าน ทำอะไรบ้าง ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ธรรมาภิบาลทางการเมืองและการบริหาร ท่านได้งบประมาณ แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ยุทธศาสตร์ธรรมาภิบาลใครเป็นคนกำหนดให้ท่าน ท่านกำหนดเองหรือเปล่า แล้วได้แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดก็คือยุทธศาสตร์ที่ได้ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ต้องถามท่านว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนท่านทำอะไรไปถึงไหน อะไรคือการมีส่วนร่วม ของประชาชน ถ้าหน่วยงานอื่นจะทำกิจกรรมหรือโครงการสักอย่างหนึ่ง แล้วก็มีรูปแบบ ถูกต้องเลยในการรับฟังความคิดเห็น มีองค์ประกอบมีคนเต็มห้องประชุมเลย ท่านว่าอย่างนี้ใช่ไหม เป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือเปล่า ท่านถืออะไรเป็นหลักของการมีส่วนร่วม ขอให้ทำครบถ้วนหรือองค์ประกอบถูกต้องไหม ผู้มีส่วนได้เสียท่านตรวจสอบไหมคะ แล้วท่านบอกพี่น้องประชาชนไหมคะเรื่องอย่างนี้ แล้วพี่น้องประชาชน แล้วท่านก็บอกว่า ยุทธศาสตร์ทั้ง ๖ ท่านไปพบหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อที่จะให้เขานำแผนของท่านไปใช้ แล้วมันก็ออกแล้วว่าเขาเอาไปใช้น้อยมากเลย ที่เอาของท่านไปใช้มากที่สุดคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกนั้นแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยก็จะมีโครงการเดียว ๑ ๑ ๑ เสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วถ้าดิฉันเปิดดูท่านไปพบหน่วยงานต่าง ๆ อย่างแม้กระทั่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ท่านไปพบ ก็ต้องถามว่า ท่านไปกระตุ้นเขาหรือว่าสิ่งที่พูดออกมาทั้งหมดเขามีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ท่านไปดูท่านก็บอกว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเขาจะทำ มีเป้าหมายเรื่องนี้ซึ่งสอดคล้องแล้วก็ตรงกัน กับสภาพัฒนาการเมือง ถ้าอย่างนั้นแปลว่าแล้วท่านทำอะไร ท่านไปร่วมมือกับเป้าหมาย ที่ตรงกันนี้หรือเปล่า หรือปล่อยให้เขาทำไปแล้วท่านก็เอามาเล่าว่าท้องถิ่นเขาทำอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อกี้มี ส.ส. หลายท่านเป็นห่วงเรื่องท้องถิ่น ท่านจะลงไปช่วยดูไหมว่าประชาธิปไตย ของท้องถิ่นมันควรจะเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง อะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดิฉันเป็นคนเคยเชื่อ ผลักดันกฎหมาย อบต. สมัยปี ๒๕๓๗ แล้วดิฉันก็ไปเที่ยวพูดว่าดิฉันเชื่อมั่นถ้าท้องถิ่น ถ้า อบต. เข้มแข็ง ดิฉันไม่ห่วงระดับชาติ เพราะถ้าท้องถิ่น อบต. ซึ่งเป็นอณูไปทั่วทุกแห่งนี่ เขาเข้มแข็ง ระดับชาติอยู่อย่างไม่ถูกต้องไม่ได้ แต่พอมาถึงตอนนี้หลายคนก็บอกว่าระดับชาติ นั่นแหละครอบงำระดับท้องถิ่น ประชาธิปไตยแบบนี้ท่านไม่ต้องมาทำระดับชาติก็ได้ มันซับซ้อนเกินไป ถ้าท่านทำในระดับท้องถิ่นได้ กำหนดเป้าหมายเลยว่าการเมืองท้องถิ่น จะเป็นอย่างไร ท่าน ส.ส. นริศท่านก็พูดแล้วมันไม่มีฝ่ายตรวจสอบ ดิฉันยังคิดจะเสนอ กกต. ถ้า กกต. ได้ยินกรุณารับทราบไว้ด้วย อยากจะให้ออกระเบียบออกมาเลยว่าเวลาที่ติดป้ายหาเสียง ป้ายของนายกรัฐมนตรีข้างล่างก็จะประกอบไปด้วยป้ายของสมาชิกสภาซึ่งเป็นผู้สมัคร ถ้าอย่างนี้นี่ดิฉันก็เคยไปช่วยไปปราศรัยหลายแห่งบอกว่าพี่น้องถ้าพี่น้องเลือกเบอร์นี้ เป็นนายกรัฐมนตรี เบอร์ที่อยู่ข้างล่างเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพี่น้องอย่าเลือก ถ้าพี่น้องเลือกชอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่แถวล่างท่านอย่าเลือกนายกรัฐมนตรีคนนี้ เพราะว่าตอนนี้เขากำลังบอกพี่น้องว่าเขาฮั้วกัน เขาจะไม่ไปตรวจสอบกัน เขาเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งขัดหลักของการแยกอำนาจอยู่แล้ว สภาพัฒนาการเมืองทำบ้างไหมคะ ดิฉันไม่อยากจะให้ ท่านทำมากมายหรอก ตั้งเป้าหมายไว้มากมายแล้วท่านก็ทำไม่ได้ แล้วท่านไปพบตั้งหลายหน่วยงาน สุดท้ายแล้วท่านก็ดูว่าหน่วยงานไหนที่มีเป้าหมายเหมือนท่าน มีคำขวัญ มีทิศทาง มีวิสัยทัศน์ เหมือนท่านแล้วท่านก็บอกว่า อ๋อ นี่มันตรงกัน แม้กระทั่งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ท่านไปพูดเรื่องบ้านเอื้ออาทรกับบ้านมั่นคงก็เหมือนกัน แล้วตรงไหนคือของท่าน เพราะบ้านเอื้ออาทรกับบ้านมั่นคงเป็นของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ บ้านเอื้ออาทรท่านก็บอกว่ามันเป็นการซื้อที่มาแล้วก็มาสร้างบ้าน แล้วก็ขายราคาถูก แต่ถ้าบ้านมั่นคงเป็นบ้านที่ประชาชนรวบรวมกันแล้วก็เป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วก็มีเงื่อนไข ต่าง ๆ ในการที่จะรวมกันแล้วก็สร้างบ้านร่วมกัน ท่านก็บอกอยู่แค่นี้ แล้วตรงไหนคือผลงาน ของท่าน ท่านไม่ได้บอก เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องการเมืองนะคะ แม้กระทั่งยุทธศาสตร์ที่ ๕ ความมั่นคง การจัดการความขัดแย้งและการสร้างสังคมสมานฉันท์ ท่านพูดตามสมัยนิยม หรือเปล่า หรือท่านทำอะไรบ้างในยุทธศาสตร์ที่ ๕ ท่านชี้นำ ท่านให้แนวทางกับสังคม หรือเปล่าว่าความมั่นคงมันหมายถึงอะไร มันหมายถึงความมั่นคงของชาติ ของประชาชน ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาลหรือของรัฐมนตรี หรือของหน่วยงานใด ท่านบอกเขาไหมคะว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่จะจัดการความขัดแย้งนี่อะไรคือด้านหลัก อะไรคือด้านรอง อะไรคือ ความขัดแย้งหลัก อะไรคือความขัดแย้งในหมู่ประชาชน อะไรคือความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายประชาชนกับฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเอาเปรียบประชาชน แล้วการสร้างสังคมสมานฉันท์ ท่านบอกประชาชน บอกสังคมไหมคะ ไม่ใช่การบอกว่า ๒ ฝ่ายให้เลิกแล้วต่อกัน แต่มันจะต้องหาความจริงออกมาให้ได้แล้วคนที่ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษแล้วถึงจะมาพูดคุยกัน เรื่องสมานฉันท์ ขอประทานโทษนะคะ ดิฉันอาจจะหูตาไม่กว้าง ดิฉันไม่ได้ยินสภาพัฒนาการเมือง พูดเลย ถึงยุทธศาสตร์สุดท้ายยุทธศาสตร์ที่ ๖ ก็ตาม ท่านพูดถึงการกระจายอำนาจ และการสร้างความเป็นธรรมในการบริหารทรัพยากร ก็มีหลายท่านพูดแล้ว ท่านทำอะไร ที่เป็นเนื้อ ๆ ของท่าน ไม่ใช่ไปหยิบยกเอาสิ่งที่ประชาชนเขาทำกันในพื้นที่ในชุมชน หรือท่านโฆษณามากเลยจังหวัดจัดการตนเอง ผลมันคือตรงไหนแล้วพูดกัน ดิฉันไม่อยากจะให้ บางทีเราใช้คำพูดพูดกันแล้วสร้างความหวังแล้วก็สร้างความฝัน ดิฉันเจอหลายจังหวัด เวลาไปภาคเหนือก็เจอ เรากำลังทำจังหวัดพึ่งตนเอง เรากำลังทำจังหวัดจัดการตนเอง ถามว่าทำอะไร ก็ยังทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านเสียหน่อยว่า ท่านจะทำอย่างไรเอกสารของท่านดิฉันพับไว้เยอะมากเลย พูดถึงกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง ดิฉันจะฝากท่านหน่อยนะคะว่าที่จริงท่านต้องร่างกฎหมายใหม่แล้ว เพราะว่ามันครบ ๕ ปี แล้วท่านคณะกรรมการทั้งหลายชุดนี้ก็จะครบวาระ ดิฉันจำไม่ได้ ดิฉันเคยสอบถามว่าเป็นอีกได้ไหม เข้าใจว่าเป็นอีกไม่ได้ ถ้าเป็นอีกไม่ได้ท่านจะฝากมรดก เหล่านี้ไว้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ดิฉันอยากจะฝากให้ท่านกำหนดลงไปในกฎหมาย พูดถึงกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วมีกฎหมายเข้าชื่อ ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายเข้ามาในสภา แล้วก็มีข้อเรียกร้อง ดิฉันเสนอตั้งแต่วาระแรก จนวาระสุดท้ายนั่นแหละค่ะว่าการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายถือว่า เป็นการมีส่วนร่วมที่สูงสุดของประชาชนเพราะร่วมกันเสนอกฎหมาย ร่วมกันตัดสินใจ ทางการเมือง ในกิจกรรมทั้งหลายขอให้กำหนดเอาไว้ว่าเงินค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งให้ได้มาจาก กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่ยอมแล้วก็ถูกตัดไป แล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกาหลายท่าน นักกฎหมายก็ออกมาบอกว่าไม่ต้องกำหนดหรอก เพราะมันกำหนดเอาไว้อยู่ในกฎหมายนั้น ๆ แล้ว แปลว่ากำหนดเอาไว้ในวัตถุประสงค์ ของกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองแล้ว ถ้าอย่างนั้นกรุณาฝากท่านต่อได้ไหมว่า ให้กำหนดลงไปด้วยว่าค่าใช้จ่ายทั้งหลาย ทุนทั้งหลายที่จะให้สนับสนุนก็คือให้สนับสนุน กิจกรรมในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของภาคประชาชน ซึ่งมันก็จะตรงกับการเมือง ภาคพลเมืองมากที่สุด ฝากท่านเอาไว้หน่อย ดิฉันก็จะมีข้อเสนอแนะหลายอย่าง

ท่านพูดถึงว่าประชาธิปไตยชุมชนระดับจังหวัดของท่านนี่ท่านทำในจังหวัดนำร่อง ๕ จังหวัด แต่ดิฉันดูเวลาท่านรายงานมันมีเกือบทุกจังหวัด แล้วท่านก็บอกว่ามีเท่านั้นมีเท่านี้แห่ง มีเท่านั้นเท่านี้กิจกรรม แต่พอถึงเวลาที่คณะกรรมการอิสระติดตามและประเมินผลเสนอ ก็บอกว่าน่าจะทำเป็นจุด ๆ ไม่น่าจะทำกระจาย เราก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ มันอันเดียวกันไหม กับจังหวัดนำร่อง หรือใครขอมาท่านก็ให้ ท่านไม่ได้มุ่งลงไปที่ตรงใดตรงหนึ่ง ก็ฝากท่านว่า เวลาท่านพูดถึงสรุปผลงานของท่านขอให้เป็นผลงานของท่านจริง ๆ ถ้าเป็นผลงานของเครือข่ายของหน่วยงานอื่นท่านก็วงเล็บหรือประกอบไปก็ได้ แต่ให้เห็นว่า ผลงานของท่านจริง ๆ คืออะไร ฝากท่านเอาไว้อีกนะคะว่า อย่างเช่นหน้า ๔๓ ท่านบอกกรรมการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองประจำภาคใต้ก็ดำเนินการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ความรู้ด้านการเมืองภาคพลเมืองแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ๑๔ จังหวัด มีประชาชน เข้าร่วม ๑,๕๐๐ กว่าคน จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานพัฒนาการเมือง ใน ๑๔ จังหวัดเชื่อมร้อยเป็นภาคีเครือข่าย ผลงานมันเป็นร้อยแก้วทั้งนั้นเลยค่ะ แล้วก็ต้องถามว่า แล้วท่านมีกี่เครือข่าย หรือว่าเชื่อม ๑๑๔ จังหวัดนี้เป็นเครือข่ายเดียว ในการดำเนินกิจกรรม ที่มีประเด็นปัญหาร่วมกัน ประเด็นปัญหาคืออะไรบ้าง ถ้ามองไม่เห็นอย่างนี้มันไม่เห็นผลงานท่าน แล้วก็ถามว่าแล้วมันได้อะไรบ้าง ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็เขียนไว้เยอะแยะมากเลย แล้วก็บอกว่า ที่จริงแล้วท่านก็สรุปงานออกมาเป็นสรุปงานของ ๕ จังหวัดก็ได้ เวลาท่านบอกว่าท่านร่วมกับ ภาคราชการและภาคส่วนต่าง ๆ โดยสภาพัฒนาการเมืองสนับสนุนสร้างความรู้ความเข้าใจ และเชื่อมประสานชุมชน ก็ต้องถามว่าท่านไปทำกับภาคต่าง ๆ กับหน่วยงานต่าง ๆ เรื่องอะไร มันมีคำถามเยอะมากในคำพูดของท่าน เพราะมันจะเป็นคำพูดที่มันเป็นวาทกรรมและมันลอย ๆ แล้วท่านไม่บอกรูปธรรมว่าทำอะไรที่มันชัดเจน ผลการดำเนินงานของท่านเหมือนกัน มันจะมีเชิงพื้นที่ เชิงประเด็น ซึ่งวลีเหล่านี้หรือวาทกรรมเหล่านี้นี่นะคะ มันใช้กันมากเลย ในการทำงานชุมชน แล้วมันก็สร้างความสับสนให้กับชุมชนเอง นึกว่าตัวเองทำอะไรได้ ที่จริงทำแผนมาขับเคลื่อนไม่ได้ก็ถือว่าวิเศษที่สุดแล้ว สภาพัฒนาการเมืองต้องลงไปช่วยเขา ต่อยอดของเขาด้วย ไม่ใช่ให้เขาทำ ทำมายด์ แมพ (Mind map) เป็น ชาวบ้านมาอวดดิฉัน อยู่เรื่อยเลย นี่อาจารย์ทำอย่างนี้นะ ทำมายด์ แมพได้ ถามใครสอน ก็นี่แหละเขาทำแผน อยู่ในชุมชน ถามว่าแล้วออกมาแผนในชุมชนมีอะไรบ้าง จำไม่ได้ จำได้แต่มายด์ แมพทำอย่างไร ฝากท่านหน่อยค่ะว่าเนื้อหาสาระสำคัญกว่ารูปแบบ สภาพัฒนาการเมืองอย่าหลงทาง เหมือนคนอื่นเขา ท่านต้องเป็นหลักในการที่จะพัฒนาการเมือง ก็ฝากท่านจริง ๆ นะคะ ท่านเป็นกรรมการชุดแรก ดิฉันเข้าใจ แล้วท่านต้องฝ่าฟันกับความไม่เข้าใจอะไรเยอะมาก ฝากท่านด้วยนะคะว่าถ้าสมมุติว่าท่านกำหนดได้ ทราบว่าตอนนี้ก็ร่างกฎหมายเสร็จแล้ว ที่จริงอยากจะเสนอให้ท่านล่ารายชื่อประชาชนเข้าชื่อกันแล้วเสนอเข้ามาด้วยอีกทางหนึ่ง แล้วมันก็จะเป็นกฎหมายภาคประชาชน แล้วคณะท่านทั้งหลายจะได้เข้ามาเป็นกรรมาธิการ ๑ ใน ๓ ของคณะกรรมาธิการในสภาที่มีอยู่ ท่านจะได้เข้ามาผลักดันในเรื่องเหล่านี้ ท่านกำหนดได้ไหมว่าสมาชิกสภา ที่จริงกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดว่าสมาชิกของ สภาพัฒนาการเมืองส่วนหนึ่งต้องมาจากสภาองค์กรชุมชน ท่านต้องมีเงื่อนไขมากกว่าบอกว่า สภาองค์กรชุมชนลอย ๆ เพราะที่ผ่านมา ๑. ท่านเป็นคณะแรก ตอนที่บอกว่าจะต้องหาสมาชิก ต้องตั้งสภาพัฒนาชุมชนขึ้นมาแล้วหาตัวแทนเข้ามาเป็นสมาชิก เขาพยายามเร่งตั้ง พอช. พยายามเร่งมากเลยให้ตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นมาเพื่อที่จะส่งเข้ามาในนี้ ซึ่งสมาชิกทั้งหลาย ไม่ทราบบทบาทหน้าที่ของตัวเองเลย ท่านจะกำหนดเงื่อนไขได้ไหมว่าสภาองค์กรชุมชน จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ไม่ใช่เวลาที่ตั้งนะคะ แต่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนสมาชิกนี้ แล้วบอกได้ไหมว่ากรรมการ สมาชิกสภาไม่ใช่ประชาชนทั่วไป สมาชิกสภาหรือคณะกรรมการ ต้องไม่เป็นกรรมการในคณะกรรมการของหน่วยงานอื่น ๆ ไม่เกิน ๒ คณะหรืออะไรอย่างนี้ ท่านไปดูสิในพื้นที่ของท่านที่จริงมันเป็นสิทธิของประชาชน แต่มันเห็นเลยว่าสมาชิก ๑ คน เขาเป็นหมวก เขาเป็นทุกองค์กรเลย ดิฉันไปอบรมขนาดพี่น้องผู้หญิงเป็นสมาชิกมีหมวก ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ใบ แล้วเขาจะมาทำอะไรกับท่านได้ ยกเว้นว่าถึงเวลาที่จะรายงานท่าน เขาก็เอาผลงานที่เขาทำอย่างอื่นนี่ละมารายงานท่าน ถึงเวลาที่เขาจะรายงานหน่วยงานไหน เขาก็มีข้อมูลเขาอยู่ชุดนี้แหละที่ทำ แล้วก็อ้างว่าเป็นสภาพัฒนาการเมือง แล้วท่านเองก็ไปจับตัวเขามาว่าเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งที่จริงเขาอาจจะ ไม่ได้เข้าใจท่านเลยหรือไม่ได้ทำกับท่านเลยก็ได้ ท่านทำอย่างไรให้ผลงานของท่าน ให้สภาของท่านทำงานให้มันเด่นออกมาว่าท่านทำอะไร ถ้าต่อยอดเขาก็ต่อยอดเรื่องอะไร ต่อยอดตรงไหน แล้วก็ท่านต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าท่านอยากให้การเมืองเป็นอย่างไร การบริหารทั้งหลาย แล้วทั้งตัวท่านเอง ทั้งกรรมการ ทั้งข้าราชการ แล้วทั้งสมาชิกที่อยู่ ทั่วประเทศที่ท่านบอกว่ามีมากมายทุกภาคเขาเข้าใจเป็นเอกภาพไหมกับท่าน ข้าราชการ รู้ไหมที่ท่านไปคุยกับพวกเขา หรือเห็นชื่อเหมือนกัน เห็นข้อความเหมือนกัน แล้วท่านก็เอาตามนั้น ท่านตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน ฝากท่านจริง ๆ ว่าอยากจะให้ท่าน กำหนดลงไปด้วย อย่าลืมกำหนดกองทุนพัฒนาการเมืองนะคะ กระบวนการเข้าชื่อกฎหมาย ขอให้เขาต้องมีเงิน เขามีกิจกรรมต้องทำเยอะ ต้องให้ความรู้ประชาชนว่ากฎหมายนี้ มีความสำคัญอย่างไร มีประเด็นอะไรบ้างในนั้น เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างไร เขาจะต้องรณรงค์ในด้านกว้างด้วยแล้วเขาต้องรวบรวมรายชื่อ กิจกรรมเหล่านี้ต้องมีค่าใช้จ่าย ฝากท่านเอาไว้ทำสิ่งที่เป็นรูปธรรม อย่าไปเคลม (Claim) เอาผลงานของหน่วยงานอื่นมา ท่านต้องดูว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้น ดิฉันเห็นมหาวิทยาลัยมหิดลมีเยอะมากเลยที่มาทำ กิจกรรมต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ต้องถามว่ามันเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลหรือมันเป็น เรื่องขององค์กร สิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ท่านต้องสร้างด้วย อย่าให้มันเป็น เฉพาะเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเท่านั้น สุดท้ายเมื่อท่านครบแล้ว กฎหมายนี้บทเฉพาะกาล บอกเอาไว้ว่าเมื่อครบ ๕ ปีท่านจะต้องยกร่างกฎหมายใหม่ก็ได้ ทราบว่าท่านยกร่างแล้ว แล้วท่านต้องแยกตัวออกมาเป็นอิสระอย่าไปอยู่ภายใต้ร่มของใคร ท่านอยู่ภายใต้ร่ม ของสถาบันพระปกเกล้า อีกหน่อยเดี๋ยวท่านจะไปติดเชื้อความคิดหรือวัฒนธรรม ของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งก้าวไปสู่ทุนนิยม เป็นความคิดของทุนนิยมอย่างมาก เปิดอบรม หลักสูตรต่าง ๆ เก็บเงินมากมาย เก็บเงินมากดิฉันก็ยังไม่ติดใจเป็นค่าใช้จ่าย ที่ดิฉันติดใจที่สุด คือสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรเล็กหลักสูตรใหญ่ไปเมืองนอกทั้งสิ้น ดิฉันไม่เชื่อว่าไปดูงาน แต่ก็ผลาญเงินงบประมาณ สภาพัฒนาการเมืองก่อนจะติดเชื้อนี้รีบออกมาจาก สถาบันพระปกเกล้าเสีย ขอบคุณค่ะ