สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๕

อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ และเรียกร้องการแก้ไขระบบการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านให้กลับมาสู่หลักการที่มีการเลือกตั้งแบบหมู่บ้าน โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี

นายอรรถพร พลบุตร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปรายในกฎหมาย ซึ่งมีความส้าคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองบ้านเมืองก็คือร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีผู้ได้น้าเสนอด้วยกันทั้งหมด ๕ ร่าง ผมขอชื่นชมท่าน ส.ส. และ ผู้ที่ลงชื่อร่วมในการเสนอร่างกฎหมายซึ่งผมเชื่อว่าเป็นกฎหมายที่ต้องตรงใจกับ พี่น้องประชาชน ผมได้เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้หลายครั้งตั้งแต่สภาสมัยที่แล้วว่า หลายต่อหลายครั้งเมื่อเวลาเราเข้าพื้นที่พบกับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนที่เลือกเราเข้ามา เราจะเจอค้าถามหนึ่งอยู่เป็นประจ้าและเกือบทุกครั้งก็คือค้าถามว่าก้านันของเขาหายไปไหน ผู้ใหญ่บ้านคนขยันของเขาไปอยู่ที่ไหน หายไปไหน ท้าไมลักษณะปกครองท้องที่ระบบก้านัน และผู้ใหญ่บ้านจึงด้อยประสิทธิภาพลงไปในช่วงเวลาหลัง ๆ ท้าไมชาวบ้านซึ่งเขาได้เคย สนับสนุนผู้ใหญ่บ้านสักคนหนึ่ง อาจจะหมู่ตัวเอง หมู่ข้าง ๆ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นคนที่ครองตนได้ดี มีลักษณะเป็นนักปกครอง โอกาสเหล่านั้นมันหายไป และสิ่งที่เขาได้พบได้เห็นก็คือการซื้อเสียง การซื้อผู้ใหญ่บ้านเพื่อที่จะเป็นก้านันในหลายพื้นที่ ที่จังหวัดเพชรบุรีบ้านผมเมื่อไม่กี่วันมานี้ ราคาขึ้นไปมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้วครับส้าหรับ ๑ ต้าบล ถ้าบังเอิญไปเจอคู่แข่งขัน ซึ่งมีเงินด้วยกันก็อาจจะถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วอย่างนี้ประชาชน เขาจะไม่มีสิทธิตั้งค้าถามหรือครับว่าก้านันของเขาหายไปไหน และก้านันที่ด้ารงอยู่ตรงนี้ ในหลายพื้นที่เป็นก้านันของใคร ผมได้เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ ได้เคยท้าหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในยุคสมัยนั้น เขาให้เปลี่ยนแปลงระบบตรงนี้กลับมาสู่ หลักการที่มีการเสนอกฎหมายวันนี้ครับก็คือหลักการการก้าหนดวาระการด้ารงต้าแหน่ง ของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งนั่นก็ผูกติดอยู่กับวาระการด้ารงต้าแหน่งของก้านัน จะ ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปี ๘ ปี เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดในรายละเอียดที่เหมาะสมต่อไป และให้ก้านันมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนในต้าบลตรงนั้น น่าเสียดายที่มุมมองของผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ในสมัยนั้นก็มองไปอีกด้านหนึ่ง ท่านใช้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงระบบย้อนยุค กลับมาสู่ระบบการเลือกตั้งในหมู่ผู้ใหญ่บ้านด้วยกันเอง โดยการด้ารงต้าแหน่งจนถึง ๖๐ ปี ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยปี ๒๕๕๑ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคสมัยนั้นซึ่งมองว่าลักษณะงาน ของก้านัน ผู้ใหญ่บ้านคืองานปกครอง รวมทั้งการเป็นผู้ช่วยนายอ้าเภอซึ่งจะต้องมีภารกิจงานบางด้าน เช่น การปราบปรามยาเสพติด หรืองานด้านความมั่นคง ถ้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็เกรงว่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะเหมือน ส.ส. เหมือน ส.จ. ครับ ก็คือท้างานบนฐานของคะแนนเสียง อาจจะไม่กล้า ไปแตะไปต้องบางกลุ่มบางคนซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสถานะตัวเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นั่นก็คือมุมมองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น แต่กาลเวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า มุมมองนั้นมันผิดพลาด และในที่สุดก้านัน ผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีฐานะเป็นตัวแทนของราชการ ส่วนภูมิภาค เป็นผู้ช่วยนายอ้าเภอก็มิอาจเป็นผู้ช่วยที่มีประสิทธิภาพได้อีกเลย นับตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบันนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยนั้นตอบว่ามันยังพิสูจน์ไม่ได้ มันเพิ่งเปลี่ยนแปลงระบบได้ปี ๒ ปียังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ระบบใหม่มันแย่กว่า ด้อยกว่า เลวกว่าระบบเก่าอย่างไร หรือไม่ ผมก็นึกในใจว่าเราก็มาจาก ชาวบ้านด้วยกัน มาจากคะแนนเสียงชาวบ้านด้วยกัน และจะให้มหาวิทยาลัยไหนไปพิสูจน์ ไปท้าวิทยานิพนธ์ล่ะครับ ก็ชาวบ้านรอบตัวเราเขาก็รู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกว่าก้านันหายไปไหน ผู้ใหญ่บ้านหายไปไหน เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติตรงนี้ครับ แล้วก็ตกไปพร้อมกับการยุบสภา ในรัฐบาลที่แล้ว วันนี้ผมจึงมีความรู้สึกเป็นพิเศษที่ชื่นชมผู้ได้เสนอร่างกฎหมายทั้ง ๕ ฉบับ และมีความยินดีที่จะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเราจะมองก้านัน ผู้ใหญ่บ้านว่ามีสถานะ ในทางปกครองอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านอภิปรายไปก่อนหน้านี้ก็คือว่าวันนี้เราอยู่บนกระแสธารของประชาธิปไตย และไม่มีโอกาสย้อนกลับ ความเป็นประชาธิปไตยมันมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็คือ ๑. ต้องมีการยึดโยงกับประชาชน และ ๒. ประชาชนต้องตรวจสอบได้ องค์กรบุคคล กลุ่มในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีองค์กรใดหรอกที่ตรวจสอบไม่ได้ โดยประชาชน อย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าการที่เราก้าหนดวาระการด้ารงต้าแหน่ง ของผู้ใหญ่บ้านให้กลับมาสู่ระบบก่อนปี ๒๕๕๑ คราวละ ๕ ปี หรือมากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้น นั่นแหละครับคือการยึดโยงกับภาคประชาชนอย่างเป็นหนึ่งเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นแหละคือ อ้านาจการตรวจสอบของประชาชน ถ้าเป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่อายุ ๒๕ ปี ท้างานไป ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการพัฒนาหรือปกครองท้องที่ ชาวบ้านเขาก็พิพากษาครับ นั่นแหละครับคืออ้านาจการตรวจสอบของประชาชน และนั่นผมเชื่อว่าเป็นหลักการ ของประชาธิปไตย ผมจึงสนับสนุนหลักการใน ๒ ประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง ส่วนเราจะ ก้าหนดอายุการด้ารงต้าแหน่งที่ ๕ ปีหรือกว่านั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาโดยรอบคอบ ในการแปรญัตติวาระที่สอง ก็ต้องยอมรับครับว่าแม้ว่าวันนี้จะเป็นประชาธิปไตย อย่างบริบูรณ์แบบค่อนข้างจะเต็มใบ แต่การเลือกตั้งในแต่ละครั้งยิ่งพื้นที่เล็กเท่าไร ชาวบ้านก็ทะเลาะกันมากเท่านั้นละครับ ก็เป็นเรื่องที่ต้องขบคิดในรายละเอียดต่อไปว่า ๕ ปีน้อยไปหรือไม่ จะเป็น ๖ ปีได้ไหม ๗ ปีได้ไหม แต่อย่างไรต้องมีวาระการด้ารงต้าแหน่ง ประชาชนต้องตรวจสอบได้ พิพากษาได้ครับ เป็นหลักการที่เราปฏิเสธไม่ได้ ขณะเดียวกัน ก้านันก็ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราจะได้ไม่เห็นลักษณะที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ปี ๒๕๕๑ อีก ๒-๓ ลักษณะที่มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเหินห่างจากพี่น้องประชาชน ก้านันก็มาจากการเลือกตั้งของผู้ใหญ่บ้านนะครับ บางพื้นที่อาจจะใช้เงินซื้อลงไปหมู่ละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาทอย่างไรก็ว่าไป บางต้าบลอาจจะมาด้วยคุณงามความดี ก็หลากหลายกันไป แต่อย่างน้อยก้านันก็จะไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนในหมู่บ้านอื่นเลย นอกจากหมู่บ้านของตนเอง ก็ไม่ได้มาจากคะแนนเสียงของชาวบ้านในหมู่อื่น ไม่มีความจ้าเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องเหมือนคนที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง เราเห็นลักษณะหลายอย่างที่เกิดขึ้น เราเห็นคนที่เป็น อบต. ลาออกก่อนก้าหนดกัน มากมายก่ายกองเพื่อลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน อายุยังไม่ ๓๐ ปีก็ลงสมัครเยอะ เพราะรู้ว่า เป็นแล้วก็ ๓๐ ปีเต็ม ๆ ครับกว่าที่จะพ้นจากต้าแหน่งนี้ลงไป มันคุ้มต่อการลงทุน ฉะนั้น หลักการของร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๕ ฉบับนี้เป็นหลักการที่สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตย แต่แน่นอนครับเมื่อจะมีการปรับปรุงระบบไปสู่ระบบที่เราเชื่อว่ามีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเราก็ต้องไม่ละเลยบางสิ่งบางประการเพื่อเสริม ให้ระบบเหล่านี้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่นเรื่องของสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งมี ส.ส. หลายท่านอภิปรายไปแล้วผมเห็นด้วย เป็นเรื่องที่ต้องลงไปในรายละเอียดว่า รัฐบาลกลางจะลงไปสนับสนุนส่งเสริมอย่างไร ผมไม่อยากให้ผู้ใหญ่บ้าน ก้านันแบกภาระเต็มบ่า มากกว่าแง่งบนบ่าเยอะครับ เป็นตัวแทนของทุกกรม ทุกกระทรวง ในประเทศนี้รวมอยู่ บนบ่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้านแล้วไม่มีความพร้อมอะไรเลย และในที่สุดอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องวิ่งหา นักการเมืองครับ ในที่สุดก้านัน ผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ก็ต้องมาเป็นลูกน้องบริวาร ของนักการเมืองเพื่อหวังการสนับสนุนให้เขาเดินหน้าท้างานต่อไปได้ ตรงนั้นไม่ใช่สิ่งที่เรา ปรารถนาอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องให้ความส้าคัญมากเป็นพิเศษก็คือวันนี้เรามี อบต. ครับ อบต. องค์การบริหารส่วนต้าบล และก้านัน ผู้ใหญ่บ้านมีงานที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนครับไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าทั้ง อบต. และก้านัน ผู้ใหญ่บ้านก็อยู่บนความคาดหวัง ของพี่น้องประชาชน เราไม่สามารถให้แต่ละต้าบลกลายเป็นถ้าเล็ก ๆ ถ้าหนึ่งซึ่งมีเสือ ๒ ตัว อยู่ในถ้าเดียวกันได้ ฉะนั้นต้องสร้างระบบการเชื่อมโยงยึดโยงของการปกครองและ การพัฒนาของ ๒ องค์กรนี้เข้าด้วยกัน ก้านัน ผู้ใหญ่บ้านต้องมีที่ยืนใน อบต. ครับ อาจจะ ไม่มีที่ยืนของความเป็นสมาชิก อบต. แต่อย่างน้อยการเป็นที่ปรึกษา การที่จะมีสิทธิมีส่วน ในการร่วมคิดร่วมวางยุทธศาสตร์ในฐานะเป็นตัวแทนฝ่ายปกครองในแต่ละพื้นที่ต้องเกิดขึ้น ขอฝากคณะกรรมาธิการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ขบคิดในรายละเอียดต่อไปว่าจะสร้าง จุดเชื่อมโยงเสือ ๒ ตัวในถ้านั้นให้ท้างานร่วมกันเป็นหนึ่งเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อประชาชน ได้อย่างไร เขาต้องมีที่ยืน สุดท้าย ท่านประธานครับ เราเป็นนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน เราก็คลุกคลีอยู่กับประชาชน ผมเชื่อว่าหลายความรู้สึกแม้ว่าเราจะไม่ได้ พูดออกมา แต่บางทีมันก็บาดไปในความรู้สึก เราเห็นก้านัน ผู้ใหญ่บ้านก้มตัวหัวจดพื้นเมื่ออยู่ ต่อหน้านายอ้าเภอ และเรียกนายอ้าเภอนายทุกค้าครับ ก้านัน ผู้ใหญ่บ้านน้อยคนที่จะไม่เรียก นายอ้าเภอว่านาย ก็เป็นขนบธรรมเนียมที่ยึดถือกันมาอย่างนั้น ผมไม่หวังหรอกว่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชาชนว่านายเหมือนที่เรียกนายอ้าเภอ แต่ผมเชื่อว่าถ้าระบบ ประชาธิปไตย ระบบกลไกต่าง ๆ มันดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ก้านัน ผู้ใหญ่บ้านจะเป็นราชสีห์ผู้ภักดี ต่อแผ่นดินและรู้ว่าที่มาของเขาและนายของเขาคือประชาชน ไม่ใช่นายอ้าเภอคนนั้นครับ กราบขอบพระคุณครับ