กษิต ภิรมย์ หารือเรื่อง 3 ประเด็น ได้แก่ การวิพากษ์วิจารณ์รายงานของคณะที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เรื่องปราสาทพระวิหาร และเหตุการณ์ที่ภาคใต้ กษิต ภิรมย์ เสนอแนะให้ศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้าในสังคมไทย และพันธกรณีของประเทศไทยต่อสหประชาชาติ รวมถึงการมีส่วนร่วมของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอขอบคุณท่านประธานครับ ผมไม่ใช้เวลานาน ผมมี ๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ก็ขอวิพากษ์วิจารณ์ในภาพรวมเกี่ยวกับรายงาน ของคณะที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเด็นที่ ๒ ก็อยากขอแตะ เรื่องปราสาทพระวิหารสักนิดหนึ่ง แล้วก็ประเด็นที่ ๓ ก็เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ภาคใต้
ในประเด็นแรก ผมอยากจะขอเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน สังคมไทยก็ยังมี ความเหลื่อมล้าระหว่างผู้มีอันจะกินกับคนที่ยังมีรายได้น้อย บวกกับมีชาวต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ ในตัวเมืองเช่นกรุงเทพมหานครมากมายแล้วก็ท้าให้เกิดความเหลื่อมล้าแม้กระทั่งในตัวเมือง ในขณะเดียวกันเราก็ขาดแคลนแรงงานในประเทศไทยแทบจะทุกสาขา ตั้งแต่เป็นเด็กรับใช้ในบ้าน แม่ครัว พ่อครัว ไปจนถึงแรงงานในภาคเกษตรกรรม แล้วก็เกษตรอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ในขณะเดียวกันเราก็มีแรงงานต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่าผลงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายสิบเรื่องไม่ค่อยจะได้ตอบ หรือว่าสะท้อนความเป็นไปในสังคมไทยโดยเฉพาะในเรื่องของความเหลื่อมล้า อีกทั้งประเทศไทย ก็มีพันธกรณีกับสหประชาชาติ โดยเฉพาะสหัสวรรษเพื่อการพัฒนาหรือที่เรียกว่ามิลเลนเนียม ดีเวลลอปเมนท์ โกลส์ (Millennium Development Goals) เอ็มดีจี (MDGs) ซึ่งเขาก็ได้ มีการตั้งเป้าไว้ ๘-๙ ประการด้วยกัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็ก คนที่ยังไม่ได้รับการดูแล ปัญหาของสตรี ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือสตรีที่มีครรภ์ การเข้าถึงซึ่งปัจจัยสี่ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้ มีการโยงใยเกี่ยวกับพันธกรณีของประเทศ แล้วมันท้าให้การศึกษาออกมาหลายสิบเรื่อง ค่อนข้างจะกระจัดกระจาย แล้วก็ดูจะเน้นกับเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นกระแสของความเป็นไป ในการเมืองหรือสังคมไทยในช่วงนั้น แล้วก็จะเป็นประเด็นอย่างเช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร มันก็ค่อนข้างจะห่างไกลจากค้าว่าเศรษฐกิจแล้วก็สังคม แล้วยิ่งจะมีข้อเสนอให้มีการศึกษา เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ผมก็เห็นว่าไม่ค่อยจะเห็นด้วย ว่าควรจะมีการศึกษาในเรื่องนี้เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือสังคม มันมีองค์กรอิสระ มีกระบวนการยุติธรรม ที่จะด้าเนินการอยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อยังดึงดัน ที่จะศึกษาในปีนี้ ปีหน้านั้น ก็ต้องดูที่ไปที่มา โดยเฉพาะการที่มีกระบวนการทางการเมืองพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลอันชอบธรรม ด้วยการใช้ความรุนแรงแล้วก็สร้างลัทธิแห่งความเกลียดชังแล้วก็ความแตกแยกในสังคม รวมทั้งการเพียรพยายามที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรานี้ด้วยดังที่ทราบกันดีอยู่ ก็ขอทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ครับ มันอาจจะมีเวทีที่จะโต้เถียงกันอีกต่อไป
ส่วนประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ท่านต้องระบุว่าท้าไม ประเทศกัมพูชาเขาถึงขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วย ณ ช่วงนั้นเราไม่ได้ เป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการ จากวันนั้นมาจนถึงบัดนี้เราก็ประสบความส้าเร็จในการที่จะ ห้ามมิให้ประเทศกัมพูชาท้าแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารเพราะมันจะมากระทบกับ ดินแดนของประเทศไทยอย่างน้อยก็ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร และความส้าเร็จของไทยนั้น ได้น้าไปสู่ความโกรธแค้นของท่านฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา เปิดแนวปะทะ กับประเทศไทยเป็นระยะ ๆ เพื่อจะเอาเหตุผลอันนี้ว่าประเทศไทยบุกรุก กลั่นแกล้ง เพื่อไปฟ้องที่ที่ประชุมอาเซียน ไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แล้วก็ล่าสุด ไปที่ศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่เราได้ทราบกันดีอยู่ เพราะฉะนั้นในการที่จะ ศึกษาในเรื่องปราสาทพระวิหารต่อไปนั้น น่าที่จะได้เอาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้และรวมทั้ง ถ้อยแถลงและท่าทีของรัฐบาลไทยในช่วงนั้นออกมาชี้แจงต่อประชาชนคือท้าอยู่ในรายงานด้วย มันจะได้มีความสมบูรณ์ ผมค่อนข้างจะผิดหวังและเสียใจสักนิดหนึ่งว่าผมเองตอนนั้น ด้ารงต้าแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้มีโอกาสได้พบกับสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเลย น่าจะได้มีการพบปะกันแล้วก็จะได้ข้อมูล ผมก็อยาก จะขอให้ท่านกลับไปอ่านถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ หรือตัวผมเอง หรือว่าของท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าได้พูดอะไรไป ถ้อยแถลงของโฆษกรัฐบาลก็ดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศก็ดี มันจะได้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในการที่จะติดตามเรื่อง
ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องภาคใต้ ผมได้น้าคณะทูตที่กรุงเทพมหานครทุกท่าน ทุกสถานทูตไปที่ภาคใต้ รวมแล้ว ๔ ครั้งด้วยกันเพื่อจะให้เขามีความเข้าใจความเป็นไป ที่ภาคใต้ แล้วก็เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในช่วงนั้น ตัวกระผมเองได้ไปประชุม ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การอิสลามโอไอซี ๒ ครั้งด้วยกัน แล้วก็สถานะ และความเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยของโลกมุสลิมต่อประเทศไทยนั้นก็ดีมาก ไม่ได้มีการสะท้อนอยู่ในรายงานของท่านเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้ง ๆ ที่ผมเองได้ไปประชุมกับ โอไอซีตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะได้มีการสะท้อนอยู่ มันอาจจะเป็นไปได้ว่าไม่ได้มีการพูดจากับกระทรวงการต่างประเทศหรือได้รับข้อมูลที่มันสมบูรณ์ อีกทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศก็มีงบของรัฐบาลถึง ๕๐ ล้านบาท เพื่อเราจะได้มีบทบาท กับโลกมุสลิมแล้วก็โดยการที่จะน้าผู้น้าชุมชน ผู้น้าทางศาสนาในพื้นที่ของ ๔ จังหวัดภาคใต้นั้น ไปเปิดโลกทัศน์ ไปศึกษาความเป็นไปที่อเมริกาเหนือ ที่ประเทศออสเตรเลีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ว่าโลกมุสลิมเขาอยู่กันอย่างไร และสังคมที่มีความหลากหลายเป็นพหุสังคมนั้น เขาอยู่กันอย่างไร แล้วเราจะน้ากลับมาในการที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาบ้านเมืองเราอย่างไร เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอวิงวอนว่าในการท้างานต่อไปนั้นไม่อยากจะท้างานตามกระแส แล้วก็คิดเองเออเองโดยที่ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับระดับฝ่ายการเมืองและระดับข้าราชการประจ้า อย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะเป็นเรื่องปราสาทพระวิหารก็ดี ในเรื่องของภาคใต้ก็ดี นโยบาย ทุกนโยบายได้มีการปรึกษาหารือและเป็นข้อมติกันที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็เป็นมติ ของคณะรัฐมนตรี ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ