สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๕ กันยายน ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา โดยเรียกร้องให้ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ..... ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว และเสนอการแก้ไขมาตรา 7 เพื่อรักษาอิสระในการทำงานของคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา และเสนอการเปลี่ยน "โฆษณา" เป็น "ประชาสัมพันธ์" ในพระราชบัญญัติเกี่ยวกับสารต้องห้ามในการกีฬา

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ที่วุฒิสภาได้ส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรเนื่องจากได้มีการแก้ไขใน ๒ มาตรา คือ มาตรา ๗ วรรคสี่ และมาตรา ๑๘ (๖) เนื้อหาสาระของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมสาระสําคัญบางประการนอกเหนือจากที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบไปนั้น สําหรับผมแล้วเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและคิดว่าเป็นการเติมเต็ม ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับวงการกีฬาและวงการการควบคุมมาตรฐานทางการกีฬา ของประเทศนี้อย่างดียิ่ง ท่านประธานครับ เมื่อครั้งที่เราได้พิจารณากฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน ในสภาแห่งนี้ เราเห็นความสําคัญนะครับว่าปัญหาการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา สําหรับประเทศด้อยพัฒนาแล้วเป็นเงื่อนไขอันหนึ่งที่ทําให้นานาอารยประเทศ ที่เขาเข้าสู่ประชาคมการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติตั้งเป็นข้อสังเกต ตั้งเป็นข้อรังเกียจไว้ จริง ๆ แล้วการแข่งขันกีฬานั้นคือการสู้กันด้วยพละกําลัง ร่างกายและมันสมองที่จะไปสู่ ชัยชนะ แต่การใช้สารใด ๆ ก็ตามที่ไปกระตุ้นทําให้ร่างกายผิดปกติ มีพลัง มีอํานาจ ในทางการแข่งขันที่เหนือกว่าคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทํา การออกพระราชบัญญัติฉบับนี้มาในวันนั้นผมคิดว่าได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการกีฬา ของประเทศ แล้ววันนั้นเราก็พูดย้ํากันด้วยซ้ําว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าออกทันก่อนการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิกที่ผ่านมายิ่งจะทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ท่านประธานก็เห็นแล้วนะครับว่าผลจากการที่เราไม่มีกฎหมายที่มีความรัดกุมเพียงพอ ทําให้การแข่งขันกีฬาระดับโลกของเรามีความเสียหายในเรื่องนี้จากการใช้สารต้องห้าม แม้ว่าจะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติเรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ตาม แต่ว่าเมื่อข่าวสารเหล่านี้ ปรากฏออกไปสู่สายตาประชาคมกีฬาทั่วโลกนี่เขาก็ดูถูกเหยียดหยามเอา วันนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ต้องรีบออกมาบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ควรจะล่าช้าอีกต่อไป ผมจึงมีความเห็นในเบื้องแรกว่า โดยเนื้อหาสาระที่ได้มีการแก้ไขในชั้นของวุฒิสภานั้นเป็นเนื้อหาสาระที่รับได้ และเป็นประโยชน์

ท่านประธานที่เคารพครับ ในการแก้ไขในมาตรา ๗ ซึ่งเป็นเรื่องของการกําหนด คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางประการสําหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งในคณะกรรมการคณะหนึ่งที่เรียกว่า คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา คณะกรรมการชุดนี้มีกรรมการทั้งสิ้น ๑๓ คน เป็นรัฐมนตรีเสียคนหนึ่ง เป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสียคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการโอลิมปิกเสียคนหนึ่ง นอกนั้นเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด อธิบดีกรมพลศึกษา อธิการบดีสถาบันการพลศึกษา และประธานฝ่ายแพทย์ของคณะกรรมการโอลิมปิก และ บวกเข้ามาก็คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ คน ตําแหน่งที่กล่าวมาข้างต้นไม่มีปัญหาอะไรหรอก เป็นกรรมการได้เพราะเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง แต่ว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒินี่แหละครับ เป็นกรรมการที่รัฐมนตรี ในที่นี้ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นคนคัดเลือก ถามว่าจะคัดเลือกมาอย่างไร รัฐมนตรีที่จะคัดเลือกก็คัดเลือกจากคนที่มี คุณสมบัติ มีสัญชาติไทย การศึกษาไม่ต่ํากว่าปริญญาตรี ไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ไม่เคยถูกจําคุก ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก อย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าเท่านั้นไม่พอ เจตนารมณ์ที่วุฒิสภาต้องการจะให้เกิดขึ้นสําหรับคุณสมบัติของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นก็คือว่าเมื่อเข้าไปนั่งอยู่ในตําแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตําแหน่งกรรมการชุดใหญ่ก็ไม่ควรที่จะไปเป็นกรรมการในชุดเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในกฎหมาย ฉบับนี้ด้วย คณะกรรมการในชุดเล็ก ๆ ที่ว่านั้นคืออะไรครับ ก็ไปดูในมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๑ เขาบอกว่าให้มีกรรมการเฉพาะเรื่องขึ้นมา ๓ คณะ คือ คณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการพิจารณาโทษ คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ๓ คณะนี้เป็น ๓ คณะ ที่มีความสําคัญมากในการขับเคลื่อนเพื่อบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เป็นจริง คําถามก็คือว่า ถ้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรัฐมนตรีแต่งตั้งไปหยิบเอาคนในกรรมการเหล่านี้เข้ามา คนเหล่านี้ จะมีอิสระในการทํางานในวันข้างหน้าหรือไม่ คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไปเป็นกรรมการ อยู่ในชุดใหญ่ เพื่อนที่เหลือในกรรมการอื่น ๆ อยู่ในชุดเล็ก ฐานะก็แตกต่างกัน เกิดความแตกต่างกันระหว่างความเป็นคณะกรรมการแม้กระทั่งอยู่ในชุดเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยว่าเมื่อวุฒิสภาไปแก้ไขอย่างนี้ก็สามารถ ที่จะล็อกไว้ได้ชั้นหนึ่งว่าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการพิจารณาโทษ คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ นั้นเป็นกรรมการอื่นไม่ได้

ท่านประธานครับ ในการพิจารณาชั้นสภาผู้แทนราษฎรผมเป็นคนหนึ่ง ที่แปรญัตติในเรื่องนี้ไว้และต่อสู้ในชั้นของวาระที่สองและวาระที่สาม พยายามบอกกับ คณะกรรมาธิการในเวลานั้นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ การที่ให้กรรมการแต่ละชุด ไปทับซ้อน ไปเกี่ยวโยงกัน คือคนคนเดียวสามารถเป็นกรรมการหลายชุดนั้นไม่เหมาะสม และทําให้การทํางานไม่มีประสิทธิภาพ ณ เวลานั้นผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑ ด้วยซ้ําว่า คณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการพิจารณาโทษ และคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ๓ ชุดนี้จะต้องไม่เป็นกรรมการอื่น หมายความว่าเมื่อเป็นกรรมการการแพทย์ก็ต้องไม่เป็น กรรมการพิจารณาโทษ เมื่อเป็นกรรมการพิจารณาโทษต้องไม่เป็นกรรมการการแพทย์ หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ อย่างนี้เป็นต้น เลือกเอาว่ากรรมการจะตั้งใครอยู่ในชุดไหน อย่าไปตั้งซ้ําซ้อน เหตุผลก็คือว่าท่านประธานก็ต้องลองไปดูว่าอํานาจของแต่ละกรรมการ แต่ละชุดนี้เป็นอย่างไร ดูในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ก็จะระบุไว้ชัดว่า คณะกรรมการการแพทย์เป็นอย่างไร ให้คําวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าหมอนี่นักกีฬาคนนี้เสพสารต้องห้าม เสพสารต้องห้าม ได้ผลอย่างไรส่งให้กรรมการพิจารณาโทษ หลักฐานทางการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น คณะกรรมการพิจารณาโทษก็อาจจะไปดูข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ มาเพิ่มเติมแล้วพิจารณาโทษ ว่าโทษนั้นควรจะเป็นอย่างไร สุดท้ายถ้านักกีฬาไม่พอใจก็มีคณะกรรมการอุทธรณ์ขึ้นมา อีกชุดหนึ่ง เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าเขาไม่ถูกกลั่นแกล้ง เขาไม่ถูกให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ทําให้เขาเกิดความเสียหาย เพราะวงการกีฬาในอนาคตนั้นจะเป็นวงการที่ใหญ่โต และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทางการพาณิชย์เยอะมาก ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น การที่เราระบุให้คณะกรรมการแต่ละชุดเป็นอิสระต่อกันเป็นสิ่งจําเป็น แล้วก็ทําให้มาตรฐาน การกีฬาของเราสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมถึงเห็นด้วยว่า แม้ว่าคณะกรรมการการแพทย์ได้รับการยกเว้น มีคําอธิบายในเวลานั้นว่ากรรมการการแพทย์ เนื่องจากว่าแพทย์ทางการกีฬาที่เข้ามาดูแลเรื่องกีฬาที่สนใจ ที่มีความเชี่ยวชาญมีน้อย และสามารถที่จะให้เข้าไปทําหน้าที่เป็นกรรมการพิจารณาโทษหรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ด้วยก็ได้ เพราะจะทําให้การพิจารณาโทษและการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์มีความรอบคอบ รอบด้านมากขึ้นก็ฟังได้ในเวลานั้น แต่หลักการนี้ผมคิดว่าเราไม่ได้ให้ความสําคัญกัน อย่างจริงจัง ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีการกําหนดว่ากรรมการแต่ละชุดจะต้องเป็น กรรมการอิสระคือจะต้องไม่เป็นกรรมการในชุดอื่น คือสามารถเป็นได้โดยสรุปว่าอย่างนั้น เมื่อวุฒิสภาไปแก้ไขไว้ในมาตรา ๗ ผมจึงรับได้ และนี่ผมคิดว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งในการพัฒนา เรื่องของระบบการตรวจสอบมาตรฐานการใช้สารต้องห้ามของนักกีฬา

ท่านประธานครับ การแก้ไขในอีกจุดหนึ่งก็คือมาตรา ๑๘ (๖) ก็เช่นเดียวกัน ที่วุฒิสภาได้เห็นชอบตามที่ผมได้เคยอภิปรายในเรื่องนี้ไว้ เขียนไว้ว่าสํานักงานมีอํานาจหน้าที่ คือใน (๖) จัดให้มีการโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้ามในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ต่อนักกีฬาและประชาชน วุฒิสภาไปแก้ไขตัดคําว่า โฆษณา ออกไป เปลี่ยนเป็น ประชาสัมพันธ์ แทน นี่มีนัยสําคัญแล้วก็สอดคล้องกับที่หลาย ๆ คนในสภาแห่งนี้ให้ความเห็น ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นก็คือว่าการโฆษณาเป็นเรื่องที่แคบมาก การโฆษณา เป็นเรื่องของการโน้มน้าวให้เห็น หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการโน้มน้าวในทุกวิถีทางเพื่อให้เชื่อ ไปตามที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นต้องการ แต่การประชาสัมพันธ์นั้นมีนัยที่แตกต่างออกไป นั่นก็คือการสร้างความเข้าใจ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง ผมเคยแปรญัตติในส่วนนี้ ไว้ด้วยซ้ําว่าควรจะเป็นกิจกรรมการให้ข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านในเรื่องของการใช้ สารต้องห้ามเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ลําพังเพียงแค่มีประกาศ ออกมาว่าสารนี้เป็นสารต้องห้ามแล้วก็ไปโฆษณาลงหนังสือพิมพ์แล้วก็จบภาระหน้าที่ ของสํานักงาน แต่บทบาทของสํานักงานยังต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า สารต้องห้ามนั้นเมื่อมีการประกาศเป็นสารต้องห้ามแล้วนั้นจะมีผลร้ายและมีผลเสีย ต่อสุขภาพอนามัยของนักกีฬาอย่างไร มีผลข้างเคียงอย่างไร และพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามา ใช้สารเหล่านั้นจะต้องระมัดระวังอย่างไร นี่ต่างหากที่เป็นบทบาทของสํานักงานที่จะต้องให้ ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสารต้องห้าม เพราะฉะนั้นเมื่อการแก้ไขใน ๒ ประเด็นที่ว่านี้ มีเหตุผลสามารถรับฟังได้ แล้วก็เป็นประโยชน์ในการทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ผมจึงมีความเห็นที่แย้งกับฝ่ายเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ในครั้งนี้ด้วยว่าอยากที่จะให้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบกับร่างที่วุฒิสภาได้แก้ไขเถอะครับ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว อันจะเกิดประโยชน์กับสังคมกีฬาของเรา โดยรวม กราบขอบพระคุณครับ