สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๕ กันยายน ๒๕๕๕

ไพจิต ศรีวรขาน หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี โดยเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา และตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการเงิน

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต่อพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับท่านประธาน แม้เป็นพระราชบัญญัติตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว แต่เนื่องจากเป็น กฎหมายประกอบที่องค์กรภาคเอกชนเป็นคนเสนอ โดยมติของรัฐสภาก็เห็นชอบ ให้มาพิจารณาต่อ ยืนยัน ผมก็ฝากความไว้วางใจไปยังคณะกรรมาธิการในชั้นของสภา แท้จริงประเด็นที่เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งในการพิจารณากฎหมายก็คือเป็นประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้ท้วงไว้ในเรื่องการเขียนกฎหมายเพื่อให้จัดสรรงบประมาณมาให้ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคนี่แหละได้เงินเป็นจํานวน ๓ เปอร์เซ็นต์ ในชั้นผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ยังติดใจอยู่ตอนช่วงที่ผ่าน ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีธรรมเนียม การปฏิบัติว่าเขียนแล้วเพื่อให้ได้เงินมา หน้าที่ในการที่จะได้เงินมากเงินน้อยขึ้นอยู่กับภารกิจ เป็นไปตามกฎหมายการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณ โดยนัยผ่านสภาอยู่แล้ว เป็นคราว ๆ ใครทําดีมีงานเยอะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็จะได้เงินเยอะจากความเห็น โดยการพิจารณารายละเอียดของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ แต่ว่าฉบับนี้เป็นฉบับพิเศษจริง ๆ ผมถาม ท่านขจิตร ชัยนิคม ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทําไมต้องเห็นชอบตามภาระ ที่ผิดธรรมเนียมในการพิจารณาเรื่องการตั้งหน่วยงาน การจะให้การสนับสนุนงบประมาณ ก็บอกว่าเป็นไปตามเสียงของคณะกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาในชั้น ของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ พอไปถึงชั้นวุฒิสภาหนักขึ้นไปอีก จาก ๓ บาท ต่อหัวประชากร ๑ คนนี่ก็แปลว่าถ้า ๓ บาท สมมุติประชากรมี ๗๐ ล้านคนก็เป็นจํานวน คูณเข้าไป ถ้าเป็น ๕ บาทก็ ๕ คูณว่าจะต้องมีเงิน ๓๕๐ ล้านบาทให้กับองค์การอิสระ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค แม้จะมีข้อเท็จจริงว่าเป็นนัยที่เป็นประโยชน์ของประชาชน คนยากคนจน ท่านประธานครับ ไม่มีมาตรฐานว่าจะต้องใช้เท่าไรถึงเพียงพอเหมาะสม กับคุณภาพงานที่จะไปเยียวยาช่วยเหลือคุ้มครองรักษาสิทธิของผู้บริโภคที่เสียโอกาสอยู่ มันอาจจะมากกว่านี้ นั่นคือเป็นภาระหน้าที่ของคนที่มาบริหารประเทศ ถ้ามีความจําเป็นมาก มีการเอารัดเอาเปรียบมาก ก็ให้เยอะเกินกว่าที่เขียนไว้ในอันนี้ แทนที่จะเขียนไว้ ๓ บาท หรือเท่าไรก็ตาม นี่คือวิธีการบริหาร ผมเกรงว่าพอมีคณะกรรมาธิการร่วมกันซึ่งก็คือ ของสภาผู้แทนราษฎรครึ่งหนึ่ง จํานวน ๑๑ คน ของวุฒิสภาอีก ๑๑ คน ไปตั้งขึ้นมา แล้วก็จะเอาตัวเลขมาตั้งว่า ๓ บาท ๕ บาทอะไรนี่มาถกเถียงกัน ท้ายที่สุดผมอยากกลับไปสู่ ประเพณี กฎหมาย การปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ก็แปลว่าถ้ามีภารกิจเยอะในชั้นการพิจารณา รัฐบาลก็มีหน้าที่สอดส่องดูแลพัฒนา แก้ปัญหาของบ้านเมือง ถ้าเห็นว่ามากก็จัดงบประมาณให้ ท่านประธานครับ ผมฝากคณะกรรมาธิการอยากให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน แล้วขอความเห็นใจจากท่านวุฒิสภา ซึ่งก็เคารพกันในการตัดสิน แท้จริงแล้วต่างคนต่างก็มีภาระ ในการที่จะพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย ก็นาน ๆ สักครั้งจะเห็นการแก้กฎหมายเข้ามา ทีละฉบับ ประมาณ ๖-๗ มาตราสําคัญ ๆ แต่ละฉบับโดยปกติแล้วก็จะแก้ ถ้าแก้ไม่มาก ในสาระสําคัญก็จะเห็นชอบตามวุฒิสภา แต่ว่าถ้าแก้เยอะ ๆ แบบนี้ก็แปลว่ามีความจําเป็น ที่จะต้องให้มีคณะกรรมาธิการร่วมกัน ผมมีประเด็นหนึ่งที่แก้แล้วก็สงสัย เพราะยังไม่มี ท่านผู้ใดอภิปรายเลยครับท่านประธาน ประเด็นมาตรา ๒๔ หน้าที่ของคณะกรรมการ ที่ท้วงกันว่าอายุมาก อายุน้อยอะไรนี่ละครับ ปรับเพิ่มขึ้นให้มีอายุมากขึ้น หน้าที่ของคณะกรรมการจะต้องมาประชุมแล้วก็มีการตั้งอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในมาตรา ๒๔ ตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ โดยอย่างน้อยต้องมีคณะอนุกรรมการ กิจการฮาลาลด้วย ผมสงสัยเหมือนกันอนุกรรมการนี่ทําไมต้องฮาลาลเฉพาะพิเศษเลย อนุกรรมการนี่นะครับ ความจริงผมเข้าใจว่าเป็นกิจกรรม กิจการของพี่น้องมุสลิม แต่ว่าการเขียน กฎหมายเฉพาะอย่างนี้แปลว่าจะตั้งอนุกรรมการอะไรก็ได้แต่ว่าต้องมีคณะนี้ ทําไมต้องมี เหตุพิเศษซึ่งก็เป็นเรื่องที่เวลาร่างกฎหมายออกมาแล้วก็สามารถที่จะดูแล แก้ไข ครอบคลุม เยียวยา แก้ปัญหาให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชั้น ทุกวัฒนธรรม อย่างเท่าเทียมทั่วถึง ท่านประธานครับ ผมฝากประเด็นเหล่านี้แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ว่าเมื่อออกกฎหมายมา ก็ขอให้เป็นกฎหมายที่จะดูแลให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ก็ขอถือโอกาส ได้กราบเรียนว่ายังมีมาตราอื่น ๆ ที่แก้เข้ามาในรายละเอียดเยอะ ก็เป็นหน้าที่ของสภา ต้องให้ความรอบคอบ ฝากท่านกรรมาธิการในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งพรรครัฐบาล ทั้งพรรคฝ่ายค้านว่าขอให้ทําโดยนัยที่จะให้เกิดธรรมเนียมการบริหารราชการแผ่นดิน เดี๋ยวอีกหน่อยองค์กรอิสระอื่น ๆ ก็จะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและประโยชน์ เยอะแยะมาหมด หลักที่จะพิจารณาก็จะใช้หลักเกณฑ์เดิมนี่แหละครับว่าจะให้เงิน จะให้สิทธิประโยชน์กับคณะใด ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล หน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะดูแล เรื่องการเงินให้เป็นสําคัญโดยนัยที่เป็นประเพณีของสภาก็ให้ยึดอยู่ในหลักการตรงนั้น ผมเห็นด้วยว่าควรที่จะตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อให้เกิดความรอบคอบครับท่านประธาน ขอบคุณครับ