รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท พูดถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสระภาคประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 13 ที่แก้อายุจาก 25 ปี เป็น 35 ปี และมาตรา 14 ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการขององค์กรอิสระ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแก้ไข
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ดิฉันก็เป็นกรรมาธิการร่วมด้วยกับหลาย ๆ ท่านก็เลยจะอภิปราย เพื่อที่จะฝากไว้สําหรับเป็นข้อคิดหรือเป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานเบื้องต้นให้กับท่านที่จะไปเป็น กรรมาธิการร่วมกัน ซึ่งดิฉันคิดว่าตั้งแต่สมาชิกอภิปรายมายังไม่มีผู้ใดที่ยังไม่เห็นว่า ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเลย ก็ฝากไปก็แล้วกัน ที่จริงตอนที่เป็นกรรมาธิการ ดิฉันก็อาจจะเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีความเห็นคล้าย ๆ กับคุณหมอชลน่านนี่ละค่ะว่าถ้าใครจะขอ งบประมาณรัฐก็ทําเรื่องเข้ามาก็เอาผลงานมาแสดงแล้วก็พูดถึงความจําเป็น แต่เมื่อพูดคุยกันไปแล้ว ทางฝ่ายภาคประชาชนเองเขาก็มีบทเรียนในการทํางานแล้วเขาก็อยากจะทํางานให้เป็นอิสระ ที่จริงถ้าความเป็นอิสระถ้าได้เงินเป็นก้อน ๆ เป็นอิสระแน่นอน เพียงแต่ดิฉันก็ยังคิดว่า สุดท้ายมานี่พอพูดกันไปพูดกันมาดิฉันก็ยอมจาก ๕ บาท เพียงแต่ลดเหลือ ๓ บาท เพราะว่า ๓ บาทในที่นี้เขาบอกต้องไม่น้อยกว่า ก็อาจจะมากกว่า ๓ บาทก็ได้ อาจจะไปถึง ๕ บาทก็ได้ ดิฉันก็เลยลดเพดานลงมาว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่น้อยกว่า ๓ บาท แต่ดิฉันอาจจะคิดด้วยเหตุผล ที่ต่างกัน ดิฉันคิดว่าองค์การอิสระองค์การนี้ถ้าได้เงิน ๓ บาทไปแล้วอย่างน้อย ๓ บาท ก็คงจะทํางานอะไรได้อีกเยอะ แล้วถ้าเป็นองค์การอิสระซึ่งเน้นกรรมการเป็นผู้บริโภค มันก็อาจจะทําให้เขามีปัญหาในการทํางานในการที่จะของบประมาณเข้ามา เพราะฉะนั้น สุดท้ายก็ยอมว่าให้อย่างนี้ก็ได้ แต่ว่าเป็น ๓ บาท ไม่ใช่ ๕ บาท ทีนี้ถ้าบอกว่าอย่างน้อย ๕ บาทก็แปลว่ามันก็มากกว่านี้ก็ได้ ดิฉันคิดว่าเวลาที่องค์การนี้ของบประมาณเข้ามา เขาคงไม่ได้ขอเข้ามาแค่ ๓ บาทคูณกับหัวประชากร แต่ถ้าเขาต้องการมากกว่า ๓ บาท เขาต้องทําชี้แจงเข้ามาก็ต้องผ่านเข้ามาในงบประมาณอยู่ดี มันก็มีสาระแล้วมีการต้องใช้ สติปัญญา มันต้องมีกึ๋นมากหน่อยในการที่จะมาขอว่าจะต้องเกิน ๓ บาท เพราะว่าที่ผ่านมา มันใช้งบประมาณไปเท่าไรอะไรอย่างนี้ซึ่งจะต้องชี้แจงค่อนข้างมาก ดิฉันก็เห็นด้วยว่า ถ้าไปปรับเพิ่มเป็น ๓ บาทก็คงไม่ดี แต่ว่าดิฉันว่าคงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะบอกว่าถ้ากฎหมาย ฉบับนี้ผ่านไปให้กําหนดเงิน ๓ บาทหรือ ๕ บาทได้ กฎหมายฉบับอื่นก็จะเอาอย่าง ที่ผ่านมาอาจจะมีกฎหมายบางฉบับซึ่งเขาอ้างความจําเป็นว่าเขาจําเป็นที่จะต้องรู้ว่าเขาต้องใช้ เงินเท่าไร ได้เงินมาเท่าไร เขาถึงจะวางแผนในการที่จะทํางานได้ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยพีบีเอสอย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าถ้าไม่ให้โฆษณาแล้วเขาจะต้องใช้เงินเท่าไรมันก็จะต้องมี ข้อมูลข้อเท็จจริง กรณีอย่างนี้ก็เหมือนกันไม่อยากจะให้เราไม่ให้เพราะว่ากลัวว่าคนอื่น จะเอาเป็นแบบอย่าง ถ้าคนอื่นเอาเป็นแบบอย่างมันอยู่ที่เราค่ะ เราไม่ให้ เราเห็นว่าไม่จําเป็น ไม่ควรให้เราก็ไม่ให้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ฝากคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณากันว่า จะเอาอย่างไร แล้วที่ดิฉันเห็นด้วยอีกที่ว่าไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภาก็คือแก้อายุ ของคณะกรรมการในมาตรา ๑๓ ที่แก้จาก อายุไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปี เป็น ๓๕ ปี ดิฉันก็เห็นด้วย กับท่าน ส.ส. ๒-๓ ท่านที่พูดมาว่าที่จริง ๒๕ ปี ผู้บริโภคหมายถึงคนทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ ถ้า ๒๕ ปีเขาก็มีประสบการณ์มากพอ ส.ส. ก็อาจจะอายุน้อยหน่อยเอา ๒๕ ปี ส.ว. อาจจะ อายุมากหน่อยก็เลยเอา ๓๕ ปี ดิฉันว่าเราก็ควรจะคงไว้ที่เดิม ข้อสําคัญก็คือข้อ ๕ ในมาตรา ๑๔ คณะกรรมการ ซึ่งท่าน ส.ส. ขจิตร ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพูดถึง ช่วงที่เราเป็นกรรมาธิการนี่เราเถียงกันมากในมาตรานี้ว่าเราจะให้มีใครบ้าง มาเป็นคณะกรรมการ เราก็มองว่าต้องไม่เป็นข้าราชการ จริง ๆ ข้าราชการต้องไม่เป็น ก็ให้เป็นองค์กรอิสระภาคประชาชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นไล่ ๆ ไป ถ้ามีท่าน ส.ส. จะถามว่า แล้ว (๘) เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ดิฉันไม่ขัดข้องถ้าคณะกรรมาธิการร่วมกัน จะตัดออก เพียงแต่ว่าตอนนั้นมันมีทั้งเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แล้วก็เลขาธิการของ สปสช. ซึ่งดิฉันก็เสนอตัด สปสช. ออก เพราะ สปสช. มีอํานาจหน้าที่ ในการที่จะให้ทุนกับองค์กรอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นองค์กรให้ทุนก็ไม่ควรจะมา อยู่ตรงนี้ เพราะจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผู้อื่น เพราะว่าหลายวงเล็บ ก็จะรับเงินจาก สปสช. เพราะฉะนั้นเราก็เลยเลือกเอาว่าระหว่าง สปสช. กับเลขาธิการ สช. หรือเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เราก็เลยเลือกเอาเลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ ดิฉันเรียนย้ําว่าถ้าคณะกรรมาธิการร่วมกันจะตัดออกดิฉันก็ไม่ขัดข้อง เพราะฉะนั้นเพิ่มอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งเข้ามาแล้วเลือกกันเหลือ ๑ คน ดิฉันข้องใจมากเลยคณะกรรมการเกือบทุกฉบับ เกือบทุกกรรมการที่จะต้องให้เอา อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาเข้ามา ดิฉันอยากทราบว่ามันสะท้อนอะไร อยากถาม จริง ๆ เลย สะท้อนอะไรการมีอธิการบดีสัก ๑ คนรู้เรื่องเหล่านี้หรือเปล่า รู้มาตรการ เรื่องกระบวนการทั้งหลายนี้ไหม แต่ถ้าเป็นคนอื่นในวงเล็บอื่น ๆ ที่จริงเขาก็เคยมี การเคลื่อนไหวร่วมกันมา ต้องถามนะคะมีหลายชุดมากเลย ซึ่งดิฉันคิดว่าเราต้องไม่ยึด เป็นธรรมเนียมว่าต้องมีอธิการบดีมหาวิทยาลัย มีนักวิชาการชั้นเลิศ เข้ามานั่ง อยู่กับเราสัก ๑ คนในกรรมการสรรหาแล้วมันจะดีมากอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็ขออภิปรายใน ๒-๓ ประเด็นนี้ แต่เห็นด้วยกับท่าน ส.ส. อภิชาตนะคะที่วุฒิสภาเพิ่มหมวด ประมวลจริยธรรมเข้ามาแล้วก็ให้มีการเอาคณะกรรมการออกได้ถ้าขัดประมวลจริยธรรม อย่างนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ