ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการระบุตัวเลขงบประมาณขั้นต่ำในร่างกฎหมาย เนื่องจากเกรงว่าจะขัดต่อหลักการงบประมาณและกระบวนการพิจารณาของสภา โดยเสนอให้เปลี่ยนเป็นการกำหนดกรอบการขอและอนุมัติงบประมาณตามปกติเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติทางกฎหมายอื่น ๆ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ท่านประธานได้บรรจุ ระเบียบวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกรณีที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ตรวจสอบดู ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้วุฒิสภาได้แก้ไขในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๘ แล้วก็มาตรา ๓๔ มีเพิ่มเติม ๒ มาตราครับ คือ มาตรา ๓๒/๑ ในหมวด ๔ ว่าด้วยบทกําหนดโทษ แล้วก็มาตรา ๓๕ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเรื่องของการจัดทํา ประมวลจริยธรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเราก็เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๓) กรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมในร่างพระราชบัญญัติ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ส่งให้วุฒิสภาได้พิจารณา ซึ่งในฉบับนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๓) คือมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็เป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะให้ ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อกรณีที่วุฒิสภาแก้ไข ท่านประธานครับ ถ้าสภาเราเห็นชอบ กับวุฒิสภาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็นําขึ้นทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยเพื่อตราเป็น กฎหมายต่อไป แต่ถ้าไม่เห็นชอบในสิ่งที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม แน่นอนครับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๓) ก็ให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของ ๒ สภาเพื่อไปพิจารณา
ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่อภิปรายมาว่า สภาเราควรลงมติไม่เห็นชอบต่อกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ทั้ง ๒ สภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อไปพิจารณาในรายละเอียดในหลายประเด็นที่คิดว่าควรจะต้อง หาความชัดเจนโดยเฉพาะการบัญญัติในรายละเอียดซึ่งมีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ เหตุผลที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานมีอยู่ ๓ มาตรา ถึงแม้มีการแก้ไข หลายมาตราแล้วเพิ่มเติม ๒ มาตรา ผมมีอยู่ ๓ มาตราที่คิดว่าเป็นประเด็นที่ต้องไปดู ในรายละเอียดที่จะเป็นมติของคณะกรรมาธิการร่วมกัน หลังจากนั้นก็ส่งให้แต่ละสภา ได้พิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการร่วมกันหรือไม่
ในมาตรา ๘ เป็นเรื่องของการบัญญัติให้เงินและทรัพย์สินในการดําเนิน กิจการขององค์การ หมายถึง องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมีแหล่งที่มาของเงิน หรือทุนในกองทุน ใน (๒) บัญญัติให้ได้รับเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยตรง เป็นรายปีจากงบประมาณแผ่นดินประจําปี ซึ่งแน่นอนครับตรงนี้เองเพื่อเป็นความอิสระ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการย่อมได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ลักษณะเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป เพื่อที่ทางองค์การจะได้ไปออกระเบียบ ออกกติกา วิธีการ ในการที่จะนําเงินนั้นไปใช้ได้อย่างอิสระ นั่นหมายความว่าเราให้เงินเป็นก้อนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานและผมได้เคยอภิปรายไว้ในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎร วิธีการบัญญัติในลักษณะอย่างนี้ไม่ค่อยพบบ่อยนักในการที่จะเขียน กฎหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติให้ฝ่ายบริหารได้ปฏิบัติตามในการจัดสรรงบประมาณให้ โดยเฉพาะกองทุนต่าง ๆ ไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าไรนัก ท่านประธานครับ ฉบับนี้อาจจะเป็น วิธีการเขียนแบบใหม่ มีการพบเห็นบ้างบางฉบับที่ระบุตัวเลขของงบประมาณที่รัฐบาล พึงจะจัดสรรให้ แต่สภาแห่งนี้ก็เคยมีมติไม่เห็นชอบไปเกือบทุกฉบับ ไม่มีฉบับใดที่ได้ ผ่านสภาไปกรณีที่มีการระบุจํานวนหรือระบุตัวเลขของงบประมาณในการจัดสรร โดยเฉพาะเงินอุดหนุนทั่วไป ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ระบุให้เป็น เงินอุดหนุนทั่วไปโดยรัฐบาลพึงจัดสรรให้เป็นจํานวนที่เพียงพอสําหรับการบริหารงาน โดยอิสระของคณะกรรมการ และค่าใช้จ่ายที่จําเป็นในการดําเนินงานขององค์การ มีระบุอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ผมไม่เห็นด้วยคือแต่ต้องไม่น้อยกว่า มีกําหนดงบประมาณ ขั้นต่ําเอาไว้ซึ่งเป็นประเด็นที่วุฒิสภาไปแก้ไข ในชั้นของผู้แทนราษฎรเราผมเองก็ไม่เห็นด้วย ที่ระบุ ๓ บาท วุฒิสภาไปแก้ไขเป็น ๕ บาทต่อหัวประชากร ขณะนี้ก็ ๖๕ ล้านคน ในการจัดสรรงบประมาณรายปีนี่เงินอุดหนุนทั่วไปรัฐบาลก็เอา ๕ บาทคูณแล้วก็มอบให้กับ ทางองค์การไป ถ้าเขียนอย่างนี้คณะกรรมาธิการที่เราตั้งขึ้นก็ไม่จําเป็นต้องไปพิจารณาใด ๆ เลย เพราะเป็นรายจ่ายที่คํานวณตามตัวเลขไว้อยู่แล้วก็ไม่จําเป็นต้องผ่านกรรมาธิการ นั่นหมายความว่ากระบวนการของการจัดทํางบประมาณ กระบวนการการอนุมัติงบประมาณ และกระบวนการการใช้งบประมาณก็น่าจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้อง การบัญญัติอย่างนี้มีข้อจํากัด และผมก็คิดว่าถ้าบัญญัติอย่างนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน ก็จะเป็นนิติประเพณีที่ทําให้สภาแห่งนี้ต้องรับในกฎหมายฉบับอื่นด้วย ในฉบับต่อไป ถ้ามีการเขียนอย่างนี้มีการกําหนดขั้นต่ําหรือขั้นสูงเอาไว้ สภาก็ต้องให้ความเห็นชอบ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไป เพราะฉะนั้นผมเองต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่าถึงแม้จะมีการเขียนว่าในทุก ๓ ปีให้มีการกําหนดจํานวนอัตราดังกล่าวขึ้น ไว้ในพระราชกฤษฎีกาโดยปรับตามดัชนีค่าครองชีพ อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งหรือวิธีเขียน อย่างหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยว่าการจัดสรรงบประมาณประจําปีให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ความหมายคืออะไรครับ ในพระราชกฤษฎีกาก็จะไปกําหนดว่าจะจ่ายเท่าไร มันก็เป็น การบังคับซึ่งอาจจะส่อกับการขัดรัฐธรรมนูญว่าการพิจารณา การอนุมัติงบประมาณ หรือการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ และการจ่ายเงิน ก็ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติเท่านั้น ประเด็นนี้ก็เป็นที่ที่น่าจะต้องไปดูกันในรายละเอียดว่า กระทําได้หรือไม่ การตราพระราชกฤษฎีกากําหนดปรับรายจ่ายให้กับทางองค์การอิสระนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งไม่ว่าจะกําหนด ๓ บาท ๕ บาท หรือ ๑๐ บาท อย่างไรก็แล้วแต่ เพราะว่าเป็นการที่กําหนดจํานวนตัวเลขไปซึ่งไม่ควรจะบัญญัติไว้ ผมเชื่อว่า ขั้นตอนกระบวนการการจัดทํางบประมาณโดยสํานักงบประมาณ แน่นอนครับ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเราเขียนในมาตรา ๙ ว่าให้คุณสามารถจัดทํา คําของบประมาณได้เอง มานําเสนองบประมาณได้เอง มาชี้แจงได้เองในชั้นของกรรมาธิการ ในชั้นการจัดทําคําขอถ้ามันสอดคล้องเหมาะสม สํานักงบประมาณเองในฐานะที่เป็นผู้จัดทํา ก็ต้องเสนอร่างนั้นต่อสภาผู้แทนราษฎร เหตุผลที่ท่านมาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ถ้าท่านกําหนดว่า ๓ บาท ๕ บาทไปแล้วก็ไม่จําเป็นนะครับ ยกเว้นท่านจะต้องเอาตัวเลข ของฐานประชากรที่กรรมาธิการท่านสนใจว่าอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่ท่านคูณออกมา มันมีการปรับเปลี่ยนขึ้นจาก ๖๕ ล้านคน เป็น ๖๗ ล้านคน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะมี การปรับเปลี่ยน ซึ่งตรงนั้นไม่เป็นประเด็นสําคัญที่จะต้องคิดตามนั้น เพราะฉะนั้น ประเด็นตรงนี้เองผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เป็นสาระสําคัญ ที่ต้องให้คณะกรรมาธิการร่วมกันของ ๒ สภาได้ไปพิจารณาว่าจะบัญญัติอย่างไร ผมขอเสนอ ในตรงนี้ ถ้าผมมีโอกาสได้เป็นกรรมาธิการร่วมกันด้วย ควรจะบัญญัติให้เป็นลักษณะของ การเขียนเสมือนกฎหมายทั่ว ๆ ไปให้สอดคล้องกัน เขียนเพียงว่าจํานวนที่เพียงพอสําหรับการบริหารงานโดยอิสระและค่าใช้จ่ายอื่น ผมว่าแค่นี้ก็พอ เพราะว่ามีกระบวนการอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว นั่นคือมาตรา ๘ ที่ผมยกเป็น ประเด็นที่ ๑ ของเหตุผล มาตรา ๑๔ และมาตรา ๓๒ มาตรา ๑๔ ว่าด้วยกรรมการ ท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้วผมจะไม่ลงรายละเอียด ก็มีข้อสงสัยคําว่า ปราศจากการครอบงํา จากหน่วยงาน เป็นอิสระจากหน่วยงานรัฐ หมายถึงอะไร หมายถึงตั้งแต่ชั้นกรรมการสรรหา หรือไม่ อย่างไร เพราะประเด็นนี้ก็มีความคาบเกี่ยว เพราะว่าในมาตรา ๑๔ วงเล็บสุดท้าย ท่านให้เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติไปเป็นกรรมการสรรหา เลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ใช่เป็นองค์กรตามกฎหมาย เขามีอิสระในการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ไม่ใช่องค์กรอิสระนะครับ เป็นองค์กรที่มีความอิสระในการบริหาร ราชการแผ่นดินเสมือนองค์การมหาชน เป็นองค์กรภายใต้การกํากับของรัฐ เลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติตรงนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ร่างเดิมของท่านขจิตร ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านทักท้วงขึ้นมา ถ้าเอาอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ไปเป็นกรรมการสรรหา ถ้าเราทักท้วงว่ามาจากภาครัฐ มาจากหน่วยงานรัฐ แล้วมาตรานี้ วงเล็บสุดท้ายคือ (๙) ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ก็ต้องไปดู ในรายละเอียดว่าคณะกรรมาธิการร่วมกันจะพิจารณาอย่างไร ก็เป็นอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการร่วมกันที่จะให้การพิจารณานั้นออกมาดีที่สุด
มาตรา ๓๒/๑ เรื่องบทกําหนดโทษของกรรมการเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ผมเชื่อว่ากรรมาธิการหลายท่าน สมาชิกหลายท่านคงจะให้ความเห็น รวมความ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมมา ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ตามที่สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้กําหนดจํานวนไปพิจารณาร่วมกันเพื่อหาแนวทาง และทางออกที่ดีที่สุดสําหรับกฎหมายฉบับนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ