อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยวุฒิสภาได้เพิ่มมาตราและแก้ไขเนื้อหาสาระหลายประการ และขอสมาชิกสภาแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการแก้ไขบางมาตรา เช่น มาตรา 10, 13 และ 24 และเรียกร้องการฟังคําชี้แจงจากฝ่ายวุฒิสภา นอกจากนี้ยังขอสมาชิกสภาตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องการกำหนดให้คณะกรรมการจัดทำประมวลจริยธรรมขององค์การให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... ซึ่งวุฒิสภาได้แก้ไขหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว โดยวุฒิสภาได้ไปแก้ไขถึง ๑๑ มาตรา แล้วก็เพิ่มเติมบทบัญญัติอีก ๒ มาตราเข้าไป ซึ่งเป็นการแก้ไขในเนื้อหาสาระสําคัญหลายประการ ซึ่งผมคิดว่าจําเป็นที่จะต้องการ คําอธิบายเพิ่มเติมจากวุฒิสภา ผมจึงอยากจะให้สภาแห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ความจริงแล้วการแก้ไขของวุฒิสภานั้นก็ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้มีความครอบคลุม รอบด้านมากขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ต้องการคําอธิบายเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่นในมาตรา ๘ ซึ่งมีข้อถกเถียงแล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากคือเรื่องเงินและทรัพย์สิน ในการดําเนินกิจการขององค์การ โดยเฉพาะใน (๒) ที่ระบุว่า เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาล จัดสรรให้โดยตรงเป็นรายปีจากงบประมาณแผ่นดินประจําปี โดยรัฐบาลพึงจัดสรร ให้เป็นจํานวนที่เพียงพอสําหรับการบริหารงานโดยอิสระของคณะกรรมการและค่าใช้จ่าย ที่จําเป็นในการดําเนินงานขององค์การแต่ต้องไม่น้อยกว่าห้าบาทต่อหัวประชากร ซึ่งในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเราระบุว่าต้องไม่น้อยกว่า ๓ บาท ต่อหัวประชากร ซึ่งการที่วุฒิสภาไปแก้ไขให้เป็นไม่น้อยกว่า ๕ บาทนั้นเป็นการที่ล็อก ตัวเลขที่สูงเกินไปและอาจจะมีผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินในโอกาสต่อไป หากว่ายืนตามสภาผู้แทนราษฎรที่บอกว่าไม่น้อยกว่า ๓ บาทต่อหัวประชากรนั้นก็อาจจะ เพิ่มเป็น ๔ บาท หรือ ๕ บาท หรือมากกว่า ๕ บาทก็ได้ แต่การไปล็อกไว้ ๕ บาทนั้น เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป
ในประเด็นที่ ๒ การแก้ไขถ้อยคําบางถ้อยคําซึ่งอาจจะแลดูไม่มีเหตุผล เท่าใดนัก แต่ว่าก็จําเป็นที่จะต้องฟังคําชี้แจงจากฝ่ายวุฒิสภาเช่นการเปลี่ยนคําว่า การบริจาค เป็น อุทิศ ในมาตรา ๑๐ อย่างนี้เป็นต้น ก็เชื่อว่าวุฒิสภาเองก็มีเหตุผลของตัวเอง หรือแม้กระทั่งในมาตรา ๑๓ ซึ่งเป็นเรื่องของคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ของคณะกรรมการ ที่ไปเปลี่ยนแปลงอายุที่สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบว่ากรรมการ ต้องมีอายุไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันที่ได้มีการเสนอชื่อ ไปแก้ไขเป็น มีอายุไม่ต่ํากว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ ซึ่งก็จําเป็นจะต้องฟังเหตุผล เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเลขที่ค่อนข้าง จะมีนัยสําคัญแล้วก็กระทบต่อสิทธิของประชาชนหรือผู้ที่จะมีโอกาสได้เป็นกรรมการ ในโอกาสต่อไป
นอกจากนั้นในประเด็นที่วุฒิสภาได้ไปแก้ไขแล้วก็น่าจะเกิดประโยชน์เช่น ในมาตรา ๒๒ ได้ตัดอํานาจของเลขาธิการของสํานักงานซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ประจํา ไม่ให้มีบทบาทในการไปเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาชี้แจงหรือแสดงความคิดเห็นหรือให้จัดส่ง เอกสารมาให้ อํานาจนี้ควรจะอยู่กับคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามที่วุฒิสภาแก้ไข อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์
ประเด็นที่ ๓ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์แล้วก็น่าจะให้การสนับสนุนก็คือ ในมาตรา ๒๔ ที่ระบุว่า คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ วุฒิสภาไปแก้ไขเพิ่มเติมโดยต่อถ้อยคํา ไปว่า โดยอย่างน้อยต้องมีคณะอนุกรรมการกิจการฮาลาลด้วย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ มีความจําเป็นแล้วก็เป็นการประกันหลักความคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นพี่น้องมุสลิมได้ว่า อย่างน้อยที่สุดคณะอนุกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเป็นหลักประกัน ในเรื่องนี้
ประเด็นสุดท้าย ที่คิดว่าวุฒิสภาได้เติมเต็มในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็คือการที่กําหนดให้คณะกรรมการต้องจัดทําประมวลจริยธรรมขององค์การ ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน ซึ่งประเด็นจํานวนวันให้แล้วเสร็จเมื่อใดนั้นก็อาจจะพูดคุย ถกเถียงกันได้ แต่ว่าการไปเปิดประเด็นใหม่เรื่องของการให้จัดทําประมวลจริยธรรม ขององค์การนี้ผมคิดว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งแล้วก็เป็นการเติมเต็มทําให้ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคนี้มีความน่าเชื่อถือแล้วก็ปฏิบัติตามหลักการทํางาน ที่เป็นที่ยอมรับของสากลทั่วไป กระผมจึงมีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สภาผู้แทนราษฎรควรจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ