สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๕ กันยายน ๒๕๕๕

ขจิตร ชัยนิคม หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขบางส่วนของกฎหมาย รวมถึงการเพิ่มอายุของคณะกรรมการและไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา โดยขจิตรคิดว่าควรให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านเป็นตัวแทนในการเลือกตั้ง

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... มีการแก้ไขจากวุฒิสมาชิกหลายมาตรา มาตราสําคัญที่จะต้องคํานึงถึงก็คือว่าในมาตรา ๘ มาตรา ๘ เงินและทรัพย์สิน ในการดําเนินกิจการขององค์การ ประกอบด้วย ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ได้กําหนดใน (๒) ของมาตรา ๘ ให้รายได้หรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไม่น้อยกว่า ๓ บาท ต่อหัวประชากร และในทุก ๓ ปีให้มีการทบทวนใหม่ ประเด็นนี้ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ ที่ทําร่างกฎหมายฉบับนี้ในชั้นกรรมาธิการก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าได้มีการพูด ได้มีการวิเคราะห์ ได้มีการประมาณการใช้จ่ายขององค์กรซึ่งจะมารวมกันเป็นองค์การอิสระ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้มีอาสาสมัครองค์กรอิสระค่อนข้างมากแล้วก็มารวมกัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเมื่อมีองค์กรขึ้นมาแล้วกรรมาธิการเห็นว่าไม่น้อยกว่า ๓ บาท มีความเหมาะสมแล้ว แล้วมีการทบทวนทุก ๓ ปี ถ้าหากเรากําหนดไว้มากกว่านี้ ก็จะกลายเป็น อันที่ ๑ กลายเป็นภาระของรัฐบาล อันที่ ๒ มากเกินความจําเป็น อันที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมเคยเห็นองค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่เวลากําหนดเงินไว้เยอะ ๆ ก็ใช้ไม่หมด บางองค์กรตั้งขึ้น ๑,๘๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าอยู่ ๕ ปีใช้ไม่ได้เลยซึ่งมีปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้นเงินที่ร่างเดิมกําหนดไว้ ๓ บาท ผมเห็นว่ามีความเหมาะสมแล้ว นอกจากนั้น ในมาตรา ๘ ตอนสุดท้ายวุฒิสมาชิกยังมาแก้อีก กรณีที่ร่างเดิมบอกว่าต้องไม่เป็นการกระทํา ที่ทําให้องค์กรขาดความเป็นอิสระ วุฒิสมาชิกมาเพิ่มว่าอาจทํา อาจทํามันมีข้อความ มันมีการพิจารณากว้างขวางมาก แล้วจะทําให้การพิจารณานี้ขาดความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยในการที่จะเพิ่มคําว่า อาจ หรืออาจก่อให้เกิด เพราะเดิมเราเขียนว่า การกระทําอันขัดหรือแย้งต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ อันนี้พอบอกว่า อาจจะก่อ ก็จะเป็นการขาดคุณสมบัติแล้ว ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการเพิ่มข้อความมา คิดว่าไม่เหมาะสม ผมจึงไม่เห็นด้วย

ในมาตราต่อไป วุฒิสมาชิกแก้ไขมาตรา ๑๓ เรื่องคุณสมบัติของกรรมการ เดิมกําหนดไว้ ๒๕ ปี วุฒิสมาชิกมาเพิ่มเป็น ๓๕ ปี ก็แสดงว่าส่งเสริมคนที่มีอายุเยอะมาก ปกติเราให้สิทธิคนเลือกตั้งลดจาก ๒๐ ปีลงไป ๑๘ ปี เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็น ๒๕ ปี น่าจะมีวุฒิภาวะพอที่จะดําเนินการเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๒ แล้ว วุฒิสมาชิก ยังแก้ถึงลักษณะต้องห้ามอีก กรรมาธิการได้คุยกันแล้วบอกว่าเขียนว่าเป็นบุคคลล้มละลาย ก็พอแล้ว วุฒิสภาเพิ่มว่าเคยเป็น แม้จะผ่านมาแล้วก็ยังจะห้าม สังคมอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ผมวิจารณ์ว่าสังคมที่เขาผ่านมาแล้วเคยเป็นก็ห้ามไว้หมด แต่บอกว่าสังคมไทยเป็นสังคม ที่ให้อภัยกัน การเขียนกฎหมายแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่เห็นด้วยในการที่วุฒิสภา จะแก้ไขเพิ่ม

ท่านประธานครับ ต่อไปในมาตรา ๑๔ ครับ มาตรา ๑๔ เป็นหัวใจ ของการคัดเลือกคณะกรรมการสรรหา ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการร่างอยู่นั้น เราพูดคุยถึงคนที่จะมาเป็นกรรมการสรรหาต้องเป็นตัวแทน องค์กรอาสาสมัครซึ่งไม่ใช่ราชการ เพราะว่าอันนี้คือองค์กรอิสระตามในมาตราต้น ๆ ถ้าท่านเปิดไปในมาตรา ๕ องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นนิติบุคคล มีฐานะ เป็นหน่วยงานอิสระจากหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นการที่วุฒิสมาชิกมาเพิ่มมาตรา ๑๔ (๑/๑) บอกว่าให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน ท่านประธานสังเกตไหมครับ ใน (๑) เดิมนายกสภาทนายความไม่ใช่ราชการแล้วก็เป็นองค์กร ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ อันที่ ๒ เป็นนายกสมาคมผู้นําสตรีพัฒนาชุมชนไทย ก็เป็นองค์กรอิสระไม่ใช่ราชการแล้วมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ มีความเหมาะสมในการที่จะ เป็นหูเป็นตาในการสรรหา ท่านไล่ไปเถอะครับ ใน ๗ มาตรานั้นจะไม่มีลักษณะ มีลักษณะ ที่แตกต่างจากวุฒิสภาเพิ่มขึ้นมาคือไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามอุดมการณ์ ตามเจตนา ของกฎหมายนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ การที่วุฒิสภาแก้ไขในมาตราซึ่งผมยกมานี้ เป็นมาตราที่มีความสําคัญทั้งนั้นล้วนสะท้อนถึงความเป็นอิสระหรือไม่อิสระหรือลักษณะ ทั่วไปขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคทั้งสิ้น ผมจึงถือว่าที่วุฒิสมาชิกแก้ไขเป็นการแก้ไข ในสาระหลักที่มีความจําเป็น หากเห็นด้วยจะทําให้เจตนาที่จะให้องค์กรผู้บริโภคเป็นอิสระ ก็จะสูญเสียความเป็นอิสระไป แล้วก็จะเพิ่มงบประมาณในส่วนที่กรรมาธิการได้พิจารณา ถึงความเป็นไปเป็นมาทั้งอดีต ปัจจุบันที่ดําเนินงานมา จึงตกลงมีมติกันเสนอไม่ให้ต่ํากว่า ๓ บาท เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยในการที่วุฒิสภาจะแก้ไขครับ