สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕

สุนัย จุลพงศธร หวังให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน และเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปรองดองเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเอง ได้ปรึกษาหารือกันในพรรคร่วมรัฐบาล ในส่วนกรรมการประสานงานหรือที่เรียกว่าวิป เราอยากเห็นการประชุมวันนี้ส่งสัญญาณไปถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าระบบรัฐสภา หรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีศูนย์กลางการดูแล พี่น้องประชาชนอยู่ที่สภาแห่งนี้นั้น พร้อมจะส่งสัญญาณให้พี่น้องประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคน มีความมั่นใจว่าระบบนี้ยังถูกต้อง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเราจะร่วมมือกันในการแก้ปัญหา ประเทศ ดังนั้นเมื่อสักครู่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่านอีกครั้งหนึ่ง ที่ขึ้นมาพูด เราจึงนั่งเงียบฟังท่านอย่างอดออมที่สุด และไม่โต้แย้งอะไร ไม่ประท้วง ผมก็กราบเรียนว่าถ้าจะได้รับเกียรติเช่นนั้นร่วมกัน ก็น่าจะกราบขอบพระคุณยิ่ง ถ้าจะไม่ประท้วงผม ผมขอเสนอเหตุผลว่าทําไมเราไม่เอามาพิจารณาเสียเดี๋ยวนี้ ทําไมต้องเลื่อน ๑๐ ฉบับขึ้นมาก่อน ท่านประธานครับ สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านพูดตลอดเวลาว่า เราดึงดันด้วยเสียงข้างมากนั้น ไม่จริงครับ คําเสนอของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ จากภาคอีสาน นําเสนอนั้นเป็นเจตนารมณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลทั้งหมดที่อยากจะรอคอยโอกาสให้พรรคฝ่ายค้านเปลี่ยนใจครับ ท่านประธานครับ เรามีกติกา เรามีธรรมเนียมปฏิบัติของสภามายาวนานแล้วว่าไม่ว่าฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล หรือฝ่ายพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลทั้งนั้น เมื่อรัฐบาล เป็นด้านหลักในการเสนอกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติอะไรทั้งนั้นที่ผ่านมา ฝ่ายค้าน ก็จะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะเสนอกฎหมายอีกฉบับหนึ่งมาประกบ ในร่างพระราชบัญญัติ ของฝ่ายรัฐบาลที่ฝ่ายค้านเห็นว่าไม่ดี ฝ่ายค้านก็มีสิทธิโดยชอบที่จะเสนอร่างกฎหมาย อีกฉบับหนึ่งขึ้นมาในชื่อใกล้เคียงกันหรือชื่อเดียวกัน แล้วก็แก้ไขต่าง ๆ ในสิ่งที่ฝ่ายค้านเห็นว่า ดีที่สุดมาประกบกัน นี่คือลักษณะของรัฐสภาที่ทั้ง ๒ ฝ่ายจะได้เสนอกฎหมายเพื่อประโยชน์ แห่งมหาชน ดังนั้นกฎหมายลักษณะที่ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานอยู่ขณะนี้คือร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาตินี้ก็คือพระราชบัญญัติทั่ว ๆ ไป ๑ ฉบับ แต่มีลักษณะพิเศษ นั่นก็คือเป็นร่างกฎหมายที่พรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอในเวลาหาเสียงเลือกตั้งว่าจะเข้ามา เพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้น ผมมีหลักฐานยืนยัน กระผมเองได้มีโอกาสได้รับเชิญ ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่งไปออกรายการโทรทัศน์ด้วยกันก่อนที่จะมี การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากเกินครึ่งนี้ เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางความปรองดองแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอความปรองดองเหมือนกันในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นมติมหาชน ซึ่งถือเป็นนโยบายอันศักดิ์สิทธิ์ที่เสนอต่อประชาชน ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะไม่ออกกฎหมายหรือจะไม่หาทางปรองดองเลยนั้น ถ้าท่านเสนอนโยบายอย่างนั้น ณ เวลาเลือกตั้ง ผมเชื่อเหลือเกินว่าท่านจะได้จํานวนเสียง ลดลงกว่านี้อีก ท่านประธานสภาที่เคารพครับ การเสนอกฎหมาย ๑๐ ฉบับขึ้นมาก่อน ไม่ใช่การเตะถ่วง ไม่ใช่การยื้อ ท่านประธานครับ ผมเองยังอยากจะให้ท่านประธาน ช่วยเปลี่ยนถ้อยคําหน่อยเถอะ นี่ไม่ใช่ยื้อครับ แต่เป็นการรอเวลาที่พรรคฝ่ายค้านจะเปลี่ยนใจ เพื่อที่จะให้พรรคฝ่ายค้านได้พิสูจน์สิ่งที่เรียกว่าความปรารถนาดีที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ วันนี้ประชาชนตั้งข้อสงสัยไปหมดแล้วว่าคําว่า ปรองดอง ทําไมจึงกลายไปเป็นเรื่องที่พรรคฝ่ายค้านนําเสนอติดป้ายแต่ไม่ใส่ชื่อ บอกว่าให้ล้มกฎหมาย ปรองดองเพราะกฎหมายปรองดองจะล้มสถาบัน ท่านประธานครับ ตํารวจจับได้ครับว่า ใครเป็นคนติดป้าย ท่านประธานครับ การรักกัน การสมัครสมานสามัคคีในหมู่พี่น้องประชาชน คนไทยด้วยกันนั้นเป็นสิ่งสูงสุด เป็นพระราชปณิธานขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อยากจะเห็นคนไทยสมัครสมานสามัคคีกัน การเสนอกฎหมาย ๔ ฉบับของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล รวมตลอดทั้งฝ่ายค้านบางท่านก็มาร่วมด้วยนั้น ถ้าท่าน เห็นว่าเป็นการล้างผิดให้แก่คนคนเดียว ซึ่งอันนี้ไม่จริงครับ ถ้าท่านเห็นอย่างนั้นผมก็เคารพ ความเห็นท่าน ถามสักคําถามได้ไหมครับท่านประธาน ทําไมท่านไม่เสนอกฎหมายที่ดีกว่านั้น มาประกบกัน พรรคเพื่อไทยจะได้ขายขี้หน้าไปเลยครับ ปรากฏว่าท่านก็ไม่ทํา ท่านใช้ วาทกรรมว่าจะต้องไปสานเสวนากันก่อน ต้องพูดกันก่อน ท่านพูดมาฝ่ายรัฐบาลก็ทํา ผมเป็นคนหนึ่งในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศได้ปรึกษาหารือกับ เพื่อน ส.ส. ทุกฝ่ายในคณะกรรมาธิการว่าเราน่าจะร่วมมือกัน แล้วเราก็ได้จัดครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศก็เป็นเจ้าภาพจัดสานเสวนาศึกษา เรื่องแนวทางการปรองดอง ประสบการณ์จากต่างประเทศ เชิญเอกอัครราชทูต ทูตานุทูต ต่าง ๆ มานั่งประชุมกันที่ศาลาสันติธรรม ที่ห้องประชุมใหญ่ของที่ทําการสํานักงานเลขาธิการ แห่งสหประชาชาติที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศนี้ ท่านประธานครับ ทําไมเราต้องเริ่มตรงนี้ เพราะว่าการนําทูตานุทูตต่าง ๆ มาแสดงความเห็นนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่คนในต่างประเทศ และตัวแทนรัฐบาลทั่วโลกเขาเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองไทย วันนี้ประเทศไทยไม่ใช่เพียง คนไทยเท่านั้นที่เป็นห่วง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ โกลบะไลเซชัน (Globalization) นั้น ประเทศต่าง ๆ ก็ได้มาลงทุนมีส่วนร่วมกับคนไทยไม่ใช่น้อย ยกตัวอย่างดังจะเห็นได้จากการที่น้ําท่วมครับ ท่านประธาน น้ําท่วมคนไทย ชาวนา ชาวไร่ ก็เดือดร้อน แต่บริษัทต่างประเทศก็เดือดร้อน ไม่น้อยไปกว่านั้น นั่นคือเขาได้มาลงทุนเป็นนิคมอุตสาหกรรม ดังนั้นต่างประเทศเขาก็สนใจเรื่องนี้ ในบรรยากาศอย่างนี้เอง ผมคิดว่าถ้าเราจะหันหน้าเข้าหากัน มองความปรารถนาดีด้วยกัน ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้รับทราบเถอะครับว่าวันนี้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสนอ กฎหมาย ๑๐ ฉบับขึ้นมาพิจารณาก่อนเพื่อรอเวลาให้ได้มีการปรึกษาหารือกันเผื่อจะมี การเปลี่ยนใจในพรรคฝ่ายค้านที่เคยเสนอการปรองดองต่อสาธารณชนแล้วได้เปลี่ยนใจเสนอ กฎหมายเข้ามาประกบ แล้วมาแก้กันตามกลไกแห่งกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และตามระบบที่สภาได้เคยดําเนินการมา ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ การเสนอเลื่อนนี้เป็นไปตามข้อบังคับชัดเจนคือข้อบังคับ ข้อ ๔๖ และเพื่อให้เกิด ความศักดิ์สิทธิ์แห่งระบบรัฐสภาที่มีการแยกส่วนระหว่างอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร กระผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่จําเป็นจะต้องไปพาดพิงหรือไปหวังพึ่งอะไรกับท่านนายกรัฐมนตรี อันเป็นฝ่ายบริหาร วุ่นวายในสภาเป็นสิ่งที่เราไม่ปรารถนาแต่มันก็เกิดแล้ว อย่าให้ การฉุดกระชากลากถูไปถึงขนาดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในทําเนียบรัฐบาลเลยครับท่านประธาน เอาเฉพาะเท่านี้ก็พอแล้ว เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดแล้ว คํากล่าวให้ร้ายว่าท่านนายกรัฐมนตรี ปากว่าตาขยิบ อภัยให้ไม่ตอบโต้ แต่ขอเรียกร้องว่าผู้ใหญ่ด้วยกันแล้วบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เราควรจะหาทางที่จะใช้ถ้อยคําที่ดีต่อกัน

ท่านประธานครับ วันนี้ความห่วงใยของต่างประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องข้อขัดแย้ง ทางการเมืองภายในประเทศไทย แต่ปัญหาใหญ่คือขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน (ASEAN) อีก ๙ ประเทศ ซึ่งมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนขนาดใหญ่ และเป็น บทบาทนําในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่วันนี้รัฐบาลในประเทศอาเซียนก็เริ่มไม่สบายใจว่า ประเทศไทยจะไปในทิศทางใด ท่านเชื่อไหมครับไม่ได้มีการนัดหมายกันเลย คณะกรรมาธิการการต่างประเทศก็จัดสานเสวนาที่ศาลาสันติธรรม ยูเอ็น (UN) ประเทศไทย ปรากฏว่าที่ประเทศอินโดนีเซียเขาก็จัดครับ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ไปร่วมพิจารณาร่วมกันว่าจะหาทางสร้างความปรองดองในหมู่อาเซียนอย่างไร เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะประเทศไทย แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดขณะนี้คือ วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรปและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้เมื่อไร ผมไม่อยากเห็น การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่จะเกิดผลกระทบต่อเอเชียแล้วประเทศไทย ต้องกลายเป็นประเทศที่บอบช้ําที่สุดจากปัญหาความขัดแย้งในประเทศ ด้วยเหตุนี้เองครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ถ้าเราจะเห็นต่อความสงบของบ้านเมืองอย่างน้อยที่สุดให้เริ่มต้นจากพวกเรา ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ผมอยากจะขอให้วันนี้มันจบลงเพียงว่าให้เลื่อน ๑๐ ฉบับไหม ไม่ต้องตําหนิติเตียนกัน และไปเปิดอีกวันหนึ่งวันพุธหน้า วันนี้ถือเป็นปฐมฤกษ์เราได้รับทราบ พระบรมราชโองการเปิดสภาอันเป็นมงคลยิ่ง อยากจะให้วันนี้เราเริ่มต้นของการปรองดอง ด้วยจิตใจที่ดีต่อกันเถอะครับ จึงกราบขอบพระคุณและขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านได้เห็นด้วยกับการเลื่อนนี้ เพื่อจะรอให้พรรคประชาธิปัตย์เสนอกฎหมายเข้ามา ประกบครับ จะได้หาทางแก้ปัญหากันว่ากฎหมายปรองดองที่ท่านเสนอไว้ ที่เคยเสนอ นโยบายไว้ต่อประชาชนนั้นท่านมีทิศทางอย่างไร เรามาประกบกันตามธรรมเนียมปฏิบัติ ของรัฐสภา กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน