อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และเรียกร้องการดำเนินการตามคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและบรรทัดฐานในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กระผมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภค และพี่น้องประชาชนโดยส่วนรวม ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่ถูกต้องในกรณี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในโอกาสต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ศาลปกครองสูงสุดนั้น ได้มีคําพิพากษาให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังได้ดําเนินการในการแบ่งแยก ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติ รวมไปถึงสิทธิอํานาจของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่รัฐบาลในขณะนั้นได้ดําเนินการในการแปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ปรากฏว่า ในการร้องของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ร้องรวมทั้งสิ้น ๕ รายด้วยกัน ได้ร้องต่อ ศาลปกครองสูงสุดจนกระทั่งมีคําพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้กระทรวงพลังงานและ กระทรวงการคลังได้ดําเนินการให้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินซึ่งใช้อํานาจมหาชน ปรากฏว่าได้มี การดําเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนหนึ่งครับ แล้วก็สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่า การส่งมอบทรัพย์สินให้กับกระทรวงการคลังจัดการแบ่งแยกยังไม่ครบถ้วน กล่าวคือว่า มีการแบ่งแยกทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าเพียง ๓๒,๖๑๓ ล้านบาท แต่ว่ายังมิได้มีการแบ่งแยก ในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียม ทางท่อ รวมทั้งแยกอํานาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอํานาจมหาชนของรัฐออกจากอํานาจและ สิทธิของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ดังนั้นการแบ่งแยกและโอนทรัพย์สินให้กระทรวงการคลังจึงยังไม่ได้ดําเนินการให้แล้วเสร็จ ตามคําพิพากษา โดยสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้แจ้งผลการตรวจสอบตามหนังสือ ฉบับลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสํานักงาน ศาลปกครอง และบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เพื่อพิจารณาดําเนินการบังคับคดีให้เป็นไป ตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต่อมาปรากฏว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ได้มี หนังสือโต้แย้งและยืนยันว่าในอีก ๑ เดือนถัดมาคือวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๒ แจ้งสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ได้แบ่งแยกทรัพย์สินตามคําพิพากษา เรียบร้อยแล้ว สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงได้มีความเห็นถึงกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะให้กระทรวงการคลังนั้นได้มีหนังสือถึงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อครั้งที่ได้มีการรับทราบคําสั่งศาลปกครองสูงสุด ในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ก็ได้กําหนดไว้ว่าในกรณีมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายหรือการพิจารณาในส่วนของคําวินิจฉัย ก็ให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ประเด็นอยู่ที่ว่าในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เมื่อปี ๒๕๔๔ ต่อเนื่องปี ๒๕๔๕ นั้น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น ได้มีการแปรรูปเป็นบริษัทจํากัด (มหาชน) เรียกว่า บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องมีการแบ่งแยกทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่เกิดในช่วงที่เป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องส่งมอบให้กับแผ่นดิน โดยส่งมอบ ให้กับทางกระทรวงการคลัง แต่ก็มีข้อโต้แย้งอย่างที่กระผมได้เห็นรายงานของสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินว่าในด้านของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งถือว่าเป็นผู้ตรวจบัญชี การเงิน ทรัพย์สินของแผ่นดิน เห็นว่าการส่งมอบที่ทาง ปตท. ได้แจ้งนั้นยังไม่ครบถ้วน เพราะฉะนั้นจึงได้ยืนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๕๐ ขอให้กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่อง ให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อวินิจฉัย เข้าใจว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ ซึ่งกระผมทราบว่าตอนนั้นก็คงเป็นช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แต่บัดนี้ กระทรวงการคลังได้รับทราบเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ก็เห็นว่าได้ดําเนินการ อย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ แล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะเกี่ยวข้องไปกับเรื่องของค่าก๊าซ ค่าน้ํามัน ค่าบริการทั้งหลาย ที่บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) คิดค่าบริการ หรือการจําหน่ายสินค้า รวมไปถึงในเรื่องของการจําหน่ายก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า และท่านประธานคงทราบว่าค่าเอฟที (Ft) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟหลายสิบล้านรายทั่วทั้งประเทศนั้นก็จะมีค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น มันก็เกี่ยวโยงมาถึงในเรื่องของสิทธิและการครอบครองทรัพย์สินว่าจะเป็นของรัฐหรือว่า เป็นของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) นี่เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาก แล้วก็การดําเนินการของรัฐบาลจะมีผลโดยตรงต่อการสร้าง ประการที่ ๑ บรรทัดฐาน ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการแบ่งแยกทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจกลับคืนมาในช่วงที่ใช้ อํานาจมหาชน หรือในช่วงที่ยังเป็นของรัฐอยู่ กับในช่วงที่เป็นบริษัทเอกชน ตรงนี้ก็เป็น ส่วนที่จะสร้างบรรทัดฐาน ประการที่ ๒ ก็คือเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับรัฐ ในกรณีถ้าหากว่าระบบท่อก๊าซทางทะเลซึ่งไม่ได้ส่งมอบเลยนะครับ บางส่วนของระบบท่อ แล้วก็อุปกรณ์ทางบกนั้นได้ส่งคืนมาส่วนหนึ่ง แต่ว่ามูลค่าของระบบท่อก๊าซทางทะเล และอุปกรณ์อีก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และยังมีส่วนอื่นอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้ทางสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้รายงานว่าในมุมของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เห็นว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) นั้นจะต้องส่งมอบให้กับกระทรวงการคลัง ขณะเดียวกัน กระผมก็เรียนท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงการคลังซึ่งไม่ได้ส่งผู้แทนมาชี้แจงด้วยนะครับว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนั้นมีความเห็น อย่างไรในเรื่องนี้ว่าเมื่อสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินรายงานต่อคณะรัฐมนตรีไปแล้ว รายงานต่อวุฒิสภาไปแล้ว และเห็นว่าทรัพย์สินอีกส่วนหนึ่งอย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างสูง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทยังไม่ได้ส่งมอบจะทวงคืนกลับมาหรือไม่ ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ซึ่งรัฐยังถือหุ้นใหญ่อยู่จะดําเนินการอย่างไรต่อไป และจะมีผล ต่อราคาหุ้นแล้วก็มูลค่าทรัพย์สินของ ปตท. หรือไม่ อย่างไร ในกรณีที่จะต้องมีการโอน ทรัพย์สินดังกล่าวมา และผลประโยชน์อันจะเกิดขึ้นจากการใช้ดังกล่าวนั้นใครจะเป็น ผู้รับผิดชอบ ใครเป็นผู้ดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของก๊าซ ระบบการค้าการจําหน่าย ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยต้องเรียนว่า ปตท. เป็นผู้ผูกขาดแต่ผู้เดียว เพราะฉะนั้นก็มี ส่วนสําคัญอย่างยิ่งต่อข้อโต้แย้งของมูลนิธิองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค และตัวผู้บริโภคเองที่มีความเห็นว่าราคาก๊าซหรือแม้แต่ในส่วนของน้ํามันนั้นในประเทศไทย ราคาควรจะถูกกว่านี้ ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องการคําชี้แจง ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาอนุญาตให้กับสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มาชี้แจงในข้อเท็จจริง แล้วก็มุมของกฎหมายที่ท่านเสนอรายงาน แล้วก็มารายงานสภาว่าขณะนี้หลังจากท่านทํา หนังสือถึงกระทรวงการคลังแล้ว ถึงรัฐบาลแล้ว ๑ ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ดําเนินการ อย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ มีความคืบหน้ามากน้อยแค่ไหน และ ๓. ก็คือในส่วนของเอกสาร หลักฐานทั้งหมดที่ สตง. เห็นว่าเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่เป็นของแผ่นดิน ท่านมีหลักกฎหมาย มีหลักฐานอะไรนะครับ เพราะถึงอย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าวันนี้การแปรรูปดังกล่าว ถือเป็นการแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดนะครับ แล้วเป็นการแปรรูปที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงาน ที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งในเรื่องของผู้บริโภค ผู้ใช้พลังงานที่เป็นพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศก็ดี แล้วก็เกี่ยวโยงกับเรื่องของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด อุตสาหกรรมหนึ่งในภาคของปิโตรเคมี แล้วก็อุตสาหกรรมปลายน้ําอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การวินิจฉัยและดําเนินการเรื่องนี้จึงต้องดําเนินการอย่างรอบคอบเป็นหลักเป็นฐาน แล้วก็ อยู่บนหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และเหนืออื่นใดคือความโปร่งใส แล้วก็การเปิดเผยที่ไม่อยู่บนผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กระผมก็รอการชี้แจงจาก ทางสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็จะรอเอารายงานจากท่านเพื่อที่จะได้ซักถาม ทางกระทรวงการคลัง หรือว่าทางท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อไปครับ ขอบคุณครับ