ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อธิบายเหตุผลที่ตนเองไม่เห็นด้วยกับคำอภิปรายของพรรคพวก และหารือเรื่องการถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พร้อมขอให้ประธานสภานำเรื่องนี้ไปพิจารณาและแก้ไข
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงผมซึ่งเป็น ๑ ใน ๙ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับญัตตินี้ นั่งฟังพรรคพวกอภิปรายให้เหตุผลต่อสภานี้ ก็เข้าใจว่าเพียงพอ เป็นแต่เพียงว่าดูเหมือน ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจจะเป็นความจงใจที่จะแสดงความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนทําให้พวกกระผมได้รับผลกระทบแล้วก็เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นขอใช้เวลาสภา แต่น้อยครับที่จะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมจากสิ่งที่พรรคพวกที่เป็นองค์ประกอบใน ๙ คน ได้อธิบายต่อสภานี้ ก่อนที่จะพูดถึงเหตุถึงผลนี่ก็จะต้องขออธิบายก่อนนะครับว่า ผมไม่มี เหตุผลที่จะต้องมาแสดงละครอะไรที่นี่ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาเป็นพระเอกอะไร ในสภานี้ เพราะผมเห็นเหมือนที่ท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเมื่อสักครู่อภิปรายครับว่า เป็นพระเอกเป็นผู้ร้ายมันสรุปกันไม่ได้ คนหน้าตาดีทําชั่วก็มีเยอะไปท่านพูดผมเห็นด้วยครับ และผมยืนยันว่าเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมไม่ได้ลง สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อต้องการเอกสิทธิ์คุ้มครองใด ๆ เมื่อถูกแจ้งความดําเนินคดี ตามกฎหมาย คนอย่างผมเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ สู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ถูกขัง ๘-๙ เดือนไม่เคยวิตกกังวลเพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองครับ แล้วคนที่พูดว่า แกนนํา นปช. ต้องลงสมัคร ส.ส. เพื่อต้องการเอกสิทธิ์นี่ถูกต้องครับ ผมจําหนังสือพิมพ์ได้ เป็นพรรคพวกผมนี่แหละแต่เขาไม่ได้ลงสมัครอย่างที่คุณจตุพรบอก แล้วพวกผมที่ลงสมัคร ไม่เคยมีใครเคยพูด แต่มันมีคนบางกลุ่มฉวยโอกาสเอาคําให้สัมภาษณ์นี้เสียดสีเยาะเย้ย ถากถาง แล้วให้ร้ายพวกผมทําลายเครดิต (Credit) ความน่าเชื่อถือตลอดมา ทั้ง ๆ ที่เรา ไม่เคยแสดงเจตนาและท่าทีเช่นนั้น ท่านประธานครับ ผมไม่นึกว่าจะมีการทํากันแบบนี้ อย่าว่าแต่ขโมยอํานาจไปเป็นรัฐบาลเลยครับ ขนาดคําให้สัมภาษณ์ของพรรคพวกผมก็ยัง ขโมยเอามาใช้ พวกผมไม่เคยพูด ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเอากันแบบนี้ แล้วจะสรุปกันแบบนี้ มันมีพรรคการเมือง บางพรรคที่สมาชิกเคยให้สัมภาษณ์ปรากฏตามสื่อว่าคนอีสานเป็นได้แค่คนรับใช้ ถ้าพวกผม ฉวยโอกาสเอาคํานั้นมาเหมาว่าทุกคนในพรรคนี้เป็นแบบนั้นมันเกิดอะไรขึ้น แต่พวกผมไม่ทําครับ เพราะพวกผมไม่ใช่คนหน้าตาดี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยืนยันกับท่านประธานนะครับว่า ผมสละเอกสิทธิ์คราวนี้เพราะเหตุผลประการสําคัญ ๒-๓ ข้อ ที่จะเพิ่มเติม
๑. พวกผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง มิได้มีเจตนา และมิได้กระทํา ตามที่ถูกกล่าวหา
ประการที่ ๒ อันนี้อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้โปรดเปิดใจฟังเถอะครับ พวกกระผมถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้โดยขัดต่อหลักนิติธรรม ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ปี ๒๕๕๔ เพื่อนสมาชิกพี่น้องของผมนี่ครับ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นผู้ปราศรัย หลังจากนั้นก็มีหน่วยงานราชการส่งตัวแทนไปแจ้งความดําเนินคดี กับคุณจตุพรและพี่น้องอีก ๒ คน รวมเป็น ๓ คน ที่เหลือถูกแจ้งความภายหลังรวมทั้งสิ้น ๑๙ คน เป็น ๑๙ คน ที่ไม่ได้ร่วมแสดงออกใด ๆ เลยในวันนั้นนอกจากส่วนหนึ่งอยู่หลังเวที ส่วนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ คุณจตุพร เพราะว่าฝนมันตกลงมาหนัก แล้วก็ไปยืนเป็นเพื่อน พี่น้องประชาชนที่ฟังปราศรัยโดยไม่ถอยหนีเท่านั้นเอง คนไปยืนข้าง ๆ จะไปทราบได้อย่างไร ว่าคนยืนกลางที่พูดจะพูดว่าอะไร แล้วสิ่งที่คุณจตุพรพูด พวกผมก็แสดงความมั่นใจตลอดมา ว่าตัวคุณจตุพรก็พร้อมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมในทุกชั้นศาล เช่นเดียวกัน ที่สําคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ พูดแล้วท่านอาจจะตกใจ เพื่อนผมคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในสภานี้แต่จําเป็นต้องเอ่ยนามครับ ชื่อนายสมชาย ไพบูลย์ ขณะเวลาที่ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ พูดเรื่องนี้ นายสมชาย ไพบูลย์ เป็นผู้โดยสารของสายการบินไทย อยู่บนเครื่องครับ ในเวลาเดียวกันครับ เดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ คนหนึ่งพูดอยู่ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนหนึ่งอยู่บนเครื่องบินกลับจากเชียงใหม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วยครับ อ้ายนี่ละครับคือความเจ็บปวด อ้ายนี่ละครับที่ขัดกับหลักนิติธรรม ใครมันจะพูดทะลุทะลวง เข้าเครื่องบินไปถึงคนที่นั่งโดยสารอยู่บนเครื่องแล้วมีความผิดด้วยได้ ต้องคนหน้าตาดีเท่านั้น ละครับทําแบบนี้ได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อมาพวกผมจําเป็นครับที่จะต้องร้องขอ ต่อสมาชิกในสภานี้ให้โอกาสพวกผมได้สละเอกสิทธิ์ เพราะว่าข้อกล่าวหาแบบนี้ติดตัวใครอยู่ ๑. มีความเสียหายต่อตัวเอง ครอบครัว ญาติมิตร วงศ์ตระกูล ๒. ผมเคยพูดต่อสภานี้แล้วว่า คดีแบบนี้ใส่ร้ายป้ายสีกันแล้วไม่เป็นผลดีต่อส่วนใดเลย เราอยากให้กระบวนการเดินไป ข้างหน้าเร็ว แล้วก็พิสูจน์กันมาครับ ผิดก็คือผิด ไม่ผิดก็ต้องว่าไปตามกระบวนการความ ยุติธรรม นี่คือสิ่งที่พวกผมต้องการ ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าจริง ๆ ที่เราพูดกันมันมี ๒ เรื่อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ก็คือ ๑. เรื่องคําว่าผังล้มเจ้า กับ ๒. เรื่องคดีจาบจ้วง สถาบันที่พวกผมถูกแจ้งความโดยขัดต่อหลักนิติธรรมที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่เป็น คนละเรื่องเดียวกันครับ เพราะคําว่าผังล้มเจ้า มีตั้งแต่เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๓ ปรากฏว่า มีการเผยแพร่ผังล้มเจ้าแต่ไม่มีการแจ้งความดําเนินคดีกับพวกผมในข้อกล่าวหานี้แต่อย่างใด รอจนอีก ๑ ปีผ่านไป วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ จึงเอาเหตุที่เกิดในวันนั้นมาแจ้งความ ดําเนินคดี แล้วก็บอกว่าพวกนี้ขบวนการล้มเจ้า แบบนี้ละครับท่านประธานที่เคารพ ที่จะทําให้ สังคมมันเกิดความขัดแย้งแตกแยก แบบนี้ละครับที่เขาเรียกว่าเป็นการเอาสถาบันเบื้องสูง มาเป็นข้อกล่าวอ้าง เป็นเครื่องมือในการทําร้ายทําลายกันทางการเมืองอย่างอํามหิตที่สุด ผมจึงกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าข้อเท็จจริงเรื่องผังล้มเจ้าที่ว่า เนื่องจากว่าโฆษณา ประกาศทางโทรทัศน์ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่มีการแจ้งความดําเนินคดีกับคนส่วนใหญ่แทบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะ นักวิชาการคนหนึ่งชื่อดอกเตอร์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ไปฟ้องหมิ่นประมาทกับ ศอฉ. โฆษก ศอฉ. ที่ท่านสมาชิกฝ่ายค้านสักครู่พยายามพูดถึงนั่นละครับ ก็เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ของศาล ฝ่ายโจทก์ก็เลยถอนฟ้องกันไป ผมถามว่าก็ถ้ามันมีพฤติการณ์เช่นว่าจริงนี่ ท่านออก ผังล้มเจ้าล่วงหน้าเป็นปีแล้วเอาเหตุที่เกิดปี ๒๕๕๔ มาแจ้งความดําเนินคดีกันแบบนี้ได้หรือ อย่างนี้คือหลักนิติธรรม อย่างนี้คือกระบวนการยุติธรรมที่เราจะให้มันเกิดขึ้นและเป็นไป ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมืองนี้อย่างนั้นหรือครับ ผมจึงเรียนท่านประธานว่า ด้วยความรู้สึก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ ผมและพรรคพวกทั้ง ๙ คน จึงขอความกรุณาพี่น้อง เพื่อนสมาชิกได้โปรดลงมติเห็นชอบให้พวกผมได้สละเอกสิทธิ์ไปต่อสู้คดีเถอะครับ ไม่อย่างนั้น ในสภานี้จะมีคนบางประเภทคําก็ล้มเจ้า ๒ คําไม่จงรักภักดี ใส่ร้ายป้ายสีกันอยู่ ตลอดเวลา ก็ไม่จบไม่สิ้น พวกผมเพียงต้องการให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผิดถูก อย่างไรว่ากัน ตรงนั้น เรื่องกล่าวหาโต้แย้งกันไปมาที่จะเป็นภาระของสภามันจะได้หมดไป นี่คือความบริสุทธิ์ใจ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับว่านี่ของจริงครับไม่ใช่การแสดง เพราะการแสดงมันมักจะเกิดขึ้นกับคนหน้าตาดีครับ