สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกกล่าวหาออกไปใช้สิทธิต่อสู้คดี และแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใส่ร้ายและการบิดเบือนข้อเท็จจริง
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงการ พิจารณาเรื่องนี้ในสภาก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องปกตินะครับ ซึ่งก็มีอยู่เกือบทุกสมัยประชุมที่ จะต้องมีการพิจารณากรณีของสมาชิกซึ่งถูกดําเนินคดีในแต่ละเรื่องต่าง ๆ แล้วก็มีเอกสิทธิ์ คุ้มกันตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ในแต่ละช่วงเวลาที่สภาพิจารณาเรื่องนี้นั้น ความจริงแล้วก็ เป็นเรื่องที่สภามีแนวปฏิบัติที่ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ นั่นก็คือว่า โดยปกติก็จะไม่อนุญาต ให้สมาชิกของเราจะต้องไปถูกดําเนินคดี ซึ่งท่านประธานเองอยู่ในสภานี้มานาน ก็คงจะพอรู้ว่า แนวทางปฏิบัติก็เป็นเช่นนั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในบางคราวก็มีข้อยกเว้นดังที่เพื่อนสมาชิก จากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งได้ลุกขึ้นอภิปรายไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าในเวลานั้นท่านก็เป็น ฝ่ายค้าน แล้วท่านก็ขอต่อสภานี้ว่าท่านขอออกไปใช้สิทธิของท่านในฐานะที่ถูกดําเนินคดี ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสภาตอนนั้นก็มีพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้แหละก็เป็นผู้ที่อนุญาตไป ถ้ากระผมจําไม่ผิด สมาชิกซึ่ง อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ก็น่าจะอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย พอที่จะรู้ว่าก็มีการอนุญาตกันไป แล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับว่ากฎหมายมีการบัญญัติไว้หรือไม่อย่างไรด้วย ผมเรียน ท่านประธานเรื่องนี้เพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นครับว่า ถ้าเสียงข้างมากในสภานี้จะได้เคารพ สิทธิของผู้ที่ร้องขอ เพราะคําร้องขอของเขานั้นก็ค่อนข้างที่จะมีประเด็นที่มีการพูดกันในสภานี้ ซึ่งกระผมจะต้องขออนุญาตท่านประธานได้พูดต่อไป เพราะว่ามันกระทบแล้วก็พาดพิงถึง หลายส่วนมาก และจําเป็นที่ต้องซักถามให้เกิดความกระจ่างแจ้งด้วย เบื้องต้นผมจึงมี ความเห็นว่าถ้าหากว่าเจ้าตัวเขาร้องขอ และแนวปฏิบัติเคยมีอยู่แล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิก จากจังหวัดสมุทรสงครามพูดถึง ก็น่าจะดําเนินการไป สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นก็คือ การลุกขึ้นมา ทําเหมือนกับว่าฝ่ายหนึ่งต้องการอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าเพื่อนสมาชิกข้างมากก็ไม่อนุญาต เพราะถ้าทําอย่างนั้นก็เสมือนกับว่าเป็นการร่วมกันเล่นละครตบตาประชาชนซึ่งจับตามองอยู่ ข้างนอก สภาของเราก็คงจะไม่ปรารถนาที่จะเห็นสภาพเช่นนั้นเกิดขึ้น เพียงแต่บังเอิญว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาท่านประธานครับ คดีซึ่งทั้ง ๙ ท่านได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการดําเนินการแล้วก็ร้องขอตัวมาที่สภา เป็นคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ และเข้าใจว่าเป็นคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของกฎหมายที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของสถาบันด้วย ผมไม่ทราบรายละเอียดของคดีนี้ทั้งหมดนะครับ เพราะในหนังสือขอตัวที่ท่านประธาน ได้ให้กับพวกเราที่อยู่ในแฟ้มนี่นะครับ ไม่ได้เขียนครบถ้วนทั้งหมด เพียงแต่เมื่ออ่านแล้ว ในหนังสือฉบับนี้ได้พูดถึงว่ามีการชุมนุมของแกนนํา นปช. กล่าวปราศรัยบนเวทีชุมนุมรําลึก ครบรอบ ๑ ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ ๑๐ เมษายนปี ๒๕๕๓ ท่านประธานก็คง เหมือนกับพวกผมครับที่ติดตามข่าวสารทางด้านการเมืองพอที่จะรู้ว่า ๑๐ เมษายน ปี ๒๕๕๓ ข่าวคราวที่พาดหัวในการปราศรัยบนเวทีของแกนนําบางคนนั้น สร้างความ ไม่สบายใจให้กับหลายฝ่าย เพราะถ้อยคําบางถ้อยคํานั้นชัดเจนเหลือเกินในความรู้สึกของคน ส่วนมากว่าเป็นเรื่องซึ่งกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของเรา สิ่งที่เขาปรารถนาจะเห็น ก็คือการดําเนินการตามกระบวนการนั้นต่อไปว่า ในเมื่อกฎหมายของเราได้มีแนวทาง ทางกฎหมายที่จะต้องดําเนินการ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญานั้นก็เห็นว่าสถาบันนั้น ทรงอยู่เหนือการเมือง จะไปดําเนินการใด ๆ เองก็คงไม่ได้ กฎหมายจึงเขียนปกป้องเอาไว้ แต่ก็มีกระบวนการซึ่งทําให้สิทธิของคนถูกกล่าวหานั้นสามารถที่จะได้รับการคุ้มครองด้วย แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือที่เพื่อนสมาชิกอย่างน้อย ๒-๓ ท่านที่ลุกขึ้นพูดจาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ ท่านหนึ่งพูดชัดบอกว่าเรื่องดังกล่าวท่านถูกใส่ร้ายป้ายสีจากคู่ปรปักษ์ทางการเมือง ผมเรียนท่านประธานว่าคําพูดเช่นนี้ในเมื่อท่านเป็นพรรครัฐบาล พรรคเพื่อไทย คําพูดเช่นนี้ มันจะหมายความเป็นอย่างอื่นไปก็ลําบากครับ ผมก็จึงเรียนถามท่านประธานเหมือนกันว่า ที่กล่าวหากันในสภานี้บอกว่าเป็นปรปักษ์ทางการเมืองไปใส่ร้ายป้ายสีท่านน่ะใครครับ แล้วไปใส่ร้ายป้ายสีในประเด็นใด เพราะถ้าท่านจะหมายความว่าเป็นคู่ปรปักษ์ทางการเมือง ซึ่งระบุมาถึงพรรคพวกพรรคการเมืองที่อยู่ในฝ่ายค้านก็ระบุให้ชัดครับ เพราะอย่างน้อยที่สุด ถ้าเป็นคดีความกันขึ้นมา สมาชิกที่เขาอยู่ข้างนอกเขารู้สึกว่าถูกกระทบกระเทือนเขาก็ ฟ้องร้องได้ แต่ถ้าพูดคลุมเครือแบบนี้ท่านประธานครับ มันก็ทําให้เข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นเพราะ พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายค้านหรือเปล่าที่ไปใส่ร้าย ซึ่งผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ มันละเอียดอ่อนมากนะครับ ท่านยังพูดต่อไปด้วยครับว่ากรณีที่ถูกคู่ปรปักษ์ใส่ร้ายนี่ถึงขนาด พูดด้วยซ้ําไปว่า มีเรื่องการใช้เรื่องของล้มเจ้ามาเป็นเรื่องกลั่นแกล้งกันทางการเมือง อันนี้ก็ต้องพูดให้ชัดครับ เพราะเรื่องหลายเรื่องที่เกิดขึ้นนี่ โดยเฉพาะเรื่องคดีอาญาที่เกี่ยวกับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครหยิบมาหาเรื่องใครได้ง่าย ๆ ครับ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คําพูดของ คนนั้นนั่นแหละที่เป็นตัวชี้ว่าเขามีเจตนาอย่างไร มันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเรื่องแนวคิด ในเชิงที่กระทบสถาบันนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แล้วในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมาในสภานี้เราก็ พูดกัน รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที (ICT) วันก่อนก็ลุกขึ้นยอมรับว่ามีเว็บ ที่มีการหมิ่นในลักษณะ เช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นจํานวนมากเหลือเกิน แล้วถึงกับขนาดต้องตั้งศูนย์ขึ้นมาจัดการ โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามันเกิดขึ้นจริง ดังนั้นถ้าคําพูดคําจาของ ท่านไปกระทบเข้าก็เป็นเรื่องที่จะต้องเร่งพิสูจน์โดยเร็ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องถูกหยิบยก ขึ้นมาแล้วมากล่าวหาว่าเป็นคู่ปรปักษ์ไปกลั่นแกล้งใส่ร้ายท่าน เพราะใครก็ทําอย่างนั้น ไม่ได้ครับ ที่สําคัญนะครับ ท่านพูดถึงปรปักษ์ทางการเมืองอีกว่าไปใส่ร้ายว่ากลุ่มเสื้อแดง ของท่านนี่เข้ามาเป็น ส.ส. เพื่ออาศัยเอกสิทธิ์คุ้มกัน ผมเรียบทบทวนความทรงจํานะครับ ก่อนหน้าจะมีการสมัคร ส.ส. นี่แกนนําของ นปช. เองนั่นแหละคนหนึ่งที่ไปพูดว่าจําเป็นที่ แกนนําเสื้อแดงต้องสมัคร ส.ส. เพราะต้องการเอกสิทธิ์คุ้มกัน กลับไปอ่านหนังสือพิมพ์ดูครับ ไม่มีใครที่ไปกล่าวหาท่านเลย แต่ท่านพูดกันเอง ท่านแสดงเจตนากันเอง พอมาถึงวันนี้ ก็อย่าไปบิดเบือนครับว่าคนนั้นคนนี้ไปโยนความผิดใส่ท่าน ทั้งหมดนี่มันเป็นเรื่องของกรรม เป็นเครื่องชี้เจตนาทั้งสิ้นครับ
แม้แต่กระทั่งอีกเรื่องหนึ่งซึ่งความจริงแล้วนี่สมาชิกที่อภิปรายก็ตั้งใจที่จะให้ หมายถึงโฆษกของศูนย์อํานวยการเรื่องแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. ที่ไปพูดในทํานองว่า สารภาพกลางศาลว่าผังล้มเจ้าไม่มีจริง ความจริงมีการติดต่อกับบุคคลดังกล่าวและยืนยันไว้ เมื่อสักครู่นะครับว่าเขาไม่ได้สารภาพเช่นนั้นในศาล เขายังพูดในศาลด้วยซ้ําไปครับว่า มีขบวนการเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ว่าเวลาข่าวมาปรากฏมันมีการตัดตอนคําพูดแล้วทําให้เข้าใจ ไปว่าเขาไปพูดในลักษณะกลับคําในศาล ถัดจากวันนั้นมามีการแถลงข่าวจากคนดังกล่าวครับ เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดมันมีที่มามันมีที่ไป และอย่าอาศัยสภานี้ในการที่จะไปบิดเบือน ใส่ร้ายไปกล่าวคลุมเครือโจมตีคู่ปรปักษ์ว่าหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เป็น ข้อเท็จจริง และเป็นเรื่องอ่อนไหวครับ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยหยิบ เรื่องนี้ในการที่จะเอาขึ้นมาใส่ร้ายผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะเรารู้ว่าสถาบันนั้นอยู่ในสถานะที่ไม่ควรจะ เป็นที่ละเมิด และเราเองก็มีแนวทางชัดที่จะไม่ดึงสถาบันเหล่านั้นลงมาอยู่ในวังวนของความ ขัดแย้งทางการเมือง ต้องแยกประเด็นเหล่านี้ออกครับ ประเด็นถึงจะเกิดความชัดเจน เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือว่าการตัดสินใจของสภานี้ก็จะเป็นเครื่องชี้เจตนาเช่นเดียวกัน ในเมื่อ เขาลุกขึ้นต้องการที่จะไปดําเนินคดีเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและไม่ประสงค์ จะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง เราจะใช้เหตุผลใดครับที่ไปบอกว่าคุณอย่าไปเลย เพราะเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้ง เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง และเป็นเรื่องของกรรมชี้เจตนา จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนในประเทศก็ประสงค์ที่จะเห็นข้อเท็จจริงของคดี เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการลงมติที่จะเกิดขึ้นอีกสักครู่นี้ก็จะเป็นตัวยืนยันครับว่า ที่สุดแล้วเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราประสงค์ที่จะให้เกิดข้อเท็จจริงทางคดีเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเรื่องนี้ต้องการที่จะ เล่นละครตบตาประชาชน แล้วก็ปกปักษ์คุ้มครองพวกเดียวกันเอง