สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๗ กันยายน ๒๕๕๔

พีรพันธุ์ พาลุสุข ระบุว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๑ บัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสมาชิกสภาไม่ให้ถูกจับกุมคุมขังระหว่างสมัยประชุม และเน้นย้ำถึงหลักการของการคุ้มครองสมาชิกที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้สภาควรจะยืนหยัดในหลักการที่บัญญัติไว้

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานได้แจ้งกับพวกเราว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้สภาพิจารณาการ สละสิทธิ์ความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ เพื่อให้สมาชิกจํานวน ๙ ท่าน ที่ทาง ดีเอสไอขอไปพิจารณาดําเนินคดีกันต่อไปนั้น ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ ครับท่านประธานครับ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าระหว่างสมัยประชุม ห้ามใช้คํานี้นะครับ ห้ามมิให้จับกุม คุมขัง หรือมีหมายเรียกสมาชิก ไปสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ในคดีอาญา ในวรรคต่อไปก็ยังบอกว่า แม้จะมีการจับก็ให้รายงานไปยังประธานสภา และให้ประธานสภา แห่งนั้นอาจสั่งปล่อยผู้ถูกจับได้ นี่ก็คือตัวที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อกี้นี้สมาชิกบางท่าน ก็ได้พูดไปแล้วถึงวัตถุประสงค์ของการบัญญัติไว้อย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เพิ่งบัญญัติ บัญญัติ มาตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองสมาชิกที่จะให้เขาสามารถทําหน้าที่ได้อย่าง มีอิสระ มีเสรีภาพ ไม่ต้องหวั่นไหวว่าจะถูกจับกุมคุมขังหรือกลั่นแกล้งจับกุมคุมขังเป็นอย่างนี้ มาอยู่ตลอด ผมอยากเรียนต่อท่านประธานว่าการให้ความคุ้มกันอย่างนี้เป็นหลักการเพื่อ คุ้มครองให้สมาชิกในการทํางาน ไม่ใช่เพื่อให้ประโยชน์ส่วนตัวแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด เพราะฉะนั้นในกรณีที่ทางดีเอสไอได้ทําหนังสือมาขอให้พิจารณาสละสิทธิ์ความคุ้มกัน ผมคิดว่า เขาทําไม่ถูก ความจริงในกฎหมายเขียนว่า ห้ามจับ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็น สมาชิก มันก็เลยไม่ใช่เรื่องที่จะมาขอว่าสละสิทธิ์หรือไม่สละสิทธิ์นะครับ ยิ่งถ้าเป็น เจ้าตัวแล้วนะครับ ผมก็ดูแล้วไม่มีความในมาตรา ๑๓๑ ตรงไหนบอกว่า เรื่องนี้สามารถขอ สละสิทธิ์ได้ ไม่มี เป็นเรื่องที่สภาจะพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตเท่านั้นเองครับ ถ้าจะเปิดช่องบอกว่าให้สามารถสละสิทธิ์ได้ ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าการคุ้มกันอย่างนี้ อาจสละสิทธิ์ได้ และต้องบอกด้วยว่าใครเป็นผู้มีอํานาจในการอนุญาตให้สละสิทธิ์ ไม่ใช่เจ้าตัวจะมาขอ ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าที่จริงหนังสือของดีเอสไอที่จริงเขาใช้ถ้อยคําที่ไม่ถูก ที่จริงถ้าจะเขียนให้มันถูกต้อง ต้องดูตามแบบของกระทรวงยุติธรรม

ในเรื่องถัดไปนะครับ ที่บอกว่าขออนุญาตดําเนินคดีกับสมาชิก อย่างนี้ถูกต้อง ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนต่อไปบอกว่า ผมเองก็ เห็นใจเพื่อนสมาชิกที่อยู่พรรคเดียวกับพวกผมว่าท่านอยากจะให้มีการดําเนินคดีเพื่อ ประโยชน์แก่ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ด้วยความเห็นใจอย่างยิ่งจริง ๆ นะครับ แต่ว่าในทางปฏิบัติที่ผ่านมานั้น เนื่องจากมาตรานี้เป็นหลักบัญญัติไว้เพื่อการคุ้มครองสมาชิก ผมเรียนอีกทีว่าไม่ใช่เพื่อคุ้มครองประโยชน์บุคคลใดบุคคลหนึ่งส่วนตัว เป็นหลักการที่บัญญัติ ไว้อย่างนี้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมานะครับ สภาจึงมีน้อยครั้งมากที่จะอนุญาตให้สมาชิก ไปดําเนินคดีระหว่างสมัยประชุม และการพิจารณาแต่ละครั้งนั้นก็เป็นเรื่องเหตุผลเฉพาะ แต่คราวนั้น จะมาบอกว่านี่เคยเป็นบรรทัดฐานที่สภาเคยอนุญาตหรือไม่อนุญาต ไว้ครั้งหนึ่งครั้งใดมันจะถือเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ เราจะต้องพิจารณาเป็นครั้ง ๆ ไป ตัวอย่างที่ สมาชิกท่านหนึ่งได้พูดไว้ ได้ยกมาเป็นตัวอย่างว่าสภาก็เคยอนุญาตเหมือนกัน ก็คงต้องไปดู เหตุผลในขณะนั้นเราทําไมจึงอนุญาต อาจจะเป็นเรื่องที่สภาดูแล้ว เราเห็นเรื่องนี้ มันไม่กระทบกับการทําหน้าที่อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ฉะนั้นนี่คือหลักการ ฉะนั้นผม อยากจะเรียนต่อท่านประธานว่าการที่สภาจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตนั้นก็เป็นเรื่องของ แต่ละสภาที่จะพิจารณาของเราเอง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตัวจะวางเป็นหลักการว่า เรื่องนี้ถ้า เจ้าตัวขอ ต้องอนุญาต ไม่ใช่ครับ มีหลายครั้งมากที่ผมจําได้ ผมอยู่สภามานานบอกหลายครั้งที่ เจ้าตัวขอ สภาก็ไม่อนุญาต ทําไมถึงไม่อนุญาต ก็ด้วยเหตุผลที่สภาในขณะนั้นเห็นแล้วว่า ไม่อนุญาตด้วยเหตุผลที่คิดว่าเพื่อคุ้มครองสมาชิกให้เขาทําหน้าที่กันต่อไปนะครับ ฉะนั้นเมื่อตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้าม ห้ามนะครับ เมื่อห้ามไป อย่างนี้แล้วนะครับ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาให้ฝ่ายที่จะดําเนินคดีนั้นสามารถที่จะ เรียกสมาชิกไปพิจารณาคดีต่อไปได้ นี่หลักการมาอย่างนี้ ฉะนั้นในกรณีอย่างนี้ผมจึงเห็นว่า ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นคิดว่าสภาควรจะยืนหยัด ยืนยันในหลักการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคุ้มครองไว้ ก็คือ เห็นควรไม่อนุญาตที่จะให้มีการดําเนินคดีสมาชิกทั้ง ๙ ท่านในระหว่างสมัยประชุมนี้ครับ ขอบพระคุณครับ