อรรถพร พลบุตร ชื่นชมการเสนอญัตติเรื่องน้ำท่วมและภัยแล้ง แต่ชี้ว่าปัญหามันแก้ไม่จบเพราะงบประมาณไม่พอและกฎหมายเดิมไม่มีประสิทธิภาพ จึงเรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณา 2 ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการแบบรวมศูนย์เพื่อรวบรวมงบประมาณและนโยบาย โดยเรียกร้องให้ลดงบประมาณถมทะเลอ่าวไทย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาแก้ปัญหาชลประทานในภาคอีสานอย่างเร่งด่วนแทนการถมบ่อน้ำตื้นเขินจากภาวะน้ำท่วม-น้ำแล้ง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสนะครับ และผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ผมขอชื่นชมท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ ร่วมกันเสนอญัตติพิจารณาปัญหาเรื่องน้ําท่วม หรือปัญหาเรื่องการจัดการน้ํา ผมชื่นชม ขณะเดียวกันผมก็มีความเชื่อว่านี่คงจะไม่ใช่ญัตติสุดท้าย และถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปตั้งแต่ เรามีสภาแห่งนี้ขึ้นมา เราก็มีญัตติที่เกี่ยวกับเรื่องน้ํา ทั้งน้ําท่วม ทั้งน้ําแล้งหลายครั้งหลายหน ผมเชื่อว่าต่อให้ย้ายสภาไปที่ใหม่ที่อยู่ริมแม่น้ําเจ้าพระยา ญัตติเรื่องน้ําก็จะถูกบรรจุเข้าวาระ พิจารณาต่อไป และจะพิจารณาไปอย่างนี้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย แต่ผมชื่นชมครับ เพราะคน ที่มาจากชาวบ้านอย่างพวกเราถ้าไม่หยิบยกปัญหาเรื่องน้ําขึ้นมาพิจารณาหาทางออกหาทาง ช่วยเหลือ ก็ผิดต่อฐานานุรูปของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก็ผู้แทนบ้านนอก หลายครั้งหลายหนในชีวิตที่เราก็ต้องลุยน้ําร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่กับชาวบ้านเมื่อน้ําท่วม ๔-๕ ทุ่ม บางครั้งจะต้องลุยน้ําแค่อกเพื่อเอาข้าวไปแจกชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลที่เขาถูกตัดความช่วยเหลือ ในทุกทิศทาง เหนื่อยครับ แต่จําเป็นต้องทํา เพราะว่าชาวบ้านพวกนั้นบางทีตั้งแต่เช้าเขายัง ไม่ได้กินอะไรเลย นั่นก็คือโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตของพี่น้องประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ําภาคเหนือ จนถึงปลายน้ําของภาคกลาง รวมทั้งภาคใต้ สิ่งที่น่าเศร้าสลดยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่าพื้นที่ที่เรา ต้องลุยน้ํา ๔-๕ ทุ่มเที่ยงคืนแค่อกไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พี่น้องประชาชน ซับน้ําตา ชาวบ้าน อีก ๕ เดือนต่อมาเราก็ต้องเดินกลับไปยังพื้นที่เหล่านั้น เพื่อหารถบรรทุกน้ํา เอาน้ํา ไปแจกครับ มันก็เป็นความทุกข์ ๒ แง่ ๒ มุมที่มันทุกข์เท่าเทียมกัน และเป็นปัญหาอย่างนี้มา ชั่วนาตาปี เพชรบุรีบ้านผมก็มีสภาพปัญหาที่ไม่ได้แตกต่างจากจังหวัดอื่น เราก็มีปัญหาตั้งแต่ ต้นน้ํานะครับ ตั้งแต่ลําน้ําสําคัญ ๓ สายของเพชรบุรี ไม่ว่าจะแม่น้ําเพชรที่เรามีเขื่อนแก่งกระจาน ไม่ว่าจะเป็นห้วยแม่ประจันต์ที่อําเภอหนองหญ้าปล้อง ซึ่งเรามีอ่างเก็บน้ําแม่ประจันต์ และห้วยผาก ซึ่งเรามีอ่างเก็บน้ํายางชุม ซึ่งวันนี้กําลังจะพังทลายลงไปด้วยความผิดพลาด ของผู้รับเหมา แต่พื้นที่ต้นน้ําทั้งหมดก็เจอภาวะน้ําท่วม หนองหญ้าปล้องต้นน้ําน้ําท่วม รุนแรงยิ่งกว่าพื้นที่ข้างล่างด้วยซ้ําไป ห้วยผากน้ําท่วม แก่งกระจานน้ําท่วม และขณะเดียวกัน เพียง ๔-๕ เดือนต่อมาพื้นที่เหล่านี้เผชิญปัญหาภัยแล้งครับ ส.ส. ของเราหลายคน ณ ที่นี้ รวมพลังกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอยู่ แต่พอมาดูที่ปลายน้ําที่ตําบลบางครก ตําบลบ้านแหลม ของอําเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอยู่ติดอ่าวไทยก็หนักหนาสาหัสไม่แตกต่างจาก พื้นที่ต้นน้ํา น้ําท่วมนานกว่าคนอื่นเพราะว่ามันมีน้ําทะเลหนุนในช่วงจังหวะเวลาตามช่วง ฤดูกาล คนอื่นเขานึกว่าน้ําเลิกท่วมเพชรบุรีไปแล้วบางครกท่วมแช่อยู่อีกเป็นเดือน เดือดร้อน แสนสาหัส แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศก็เหมือนกันครับ ต้นน้ําสายสําคัญของทั้งประเทศ ซึ่งอยู่ภาคเหนือหรือภาคอีสานบางส่วนก็น้ําท่วม ปลายน้ําเพชรบุรี แม่กลอง มหาชัย สมุทรปราการ กรุงเทพมหานครก็น้ําท่วม ท่านเห็นไหมครับว่าปัญหาเรื่องน้ําท่วม จึงกลายเป็นปัญหาที่ดูเหมือนจะไร้สิ้นซึ่งความหวัง และแม้ว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะมา นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ เราก็คาดหวังได้น้อยมาก ไม่ว่าจะทุ่มเทงบประมาณลงไปมากขึ้น มากขึ้น ต้องยอมรับว่ากรมชลประทานเป็นกรมหนึ่งซึ่งได้รับงบประมาณสูงมากเมื่อเทียบกับทุก กระทรวง ทบวง กรม แต่ปัญหาก็เป็นอย่างที่ผมพูด อย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนับสิบท่าน ได้พูดมาก่อนหน้านี้ ปัญหามันแก้ไม่จบ ทุ่มเงินลงไปมากน้ําตาชาวบ้านก็เหมือนเดิมนะครับ ต้องขูดข้าวกินก้นจานกับน้ําตา แต่เงินในบัญชีผู้รับเหมาซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงที่มี อํานาจหน้าที่ในเรื่องนี้ก็พอกพูนขึ้นทุกวัน เป็นข้อเท็จจริงซึ่งประจักษ์แจ้ง ท่านประธาน ที่เคารพครับ และเราจะแก้ปัญหากันอย่างไรเราจะสิ้นหวัง เราจะพูดญัตติเหล่านี้ไปอีก ชั่วฟ้าดินสลายหรือไม่อย่างไร คําตอบมันมีอยู่ครับ ในมือผมขณะนี้มีกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือ ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา เสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ครับ ใครเสนอรู้ไหมครับ ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เจริญ จรรย์โกมล และเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๒๐ ท่าน ร่างที่ ๒ คือ ร่างพระราชบัญญัตินโยบายและบริหาร จัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ซึ่งผมร่วมกับ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์หลายสิบท่านได้ร่วมกัน นําเสนอในปีนี้เองครับ และวันนี้ก็ยังอยู่ในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่า กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้จะเป็นคําตอบสําหรับโศกนาฏกรรมในปัญหาน้ําที่ดํารงอยู่อย่าง ยาวนาน สาระสําคัญของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับมีความคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันในรายละเอียด นั่นก็คือว่าเราจะบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเรื่องน้ํา มาไว้ในทิศทางเดียวกัน วันนี้เมื่อเรามองไปถึงปัญหาการจัดการเรื่องน้ํา แก้ปัญหาน้ําท่วม ปัญหาน้ําแล้ง หน่วยงานมันมากมายเยอะเกินกว่านิ้วมือผมด้วยซ้ําไปครับ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา กรมทรัพยากรน้ําบาดาล กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมเจ้าท่า กรมที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมทางหลวงชนบท กรมทางหลวง ยังไม่หมดเลยครับ และต่างคนก็ดําเนินวิธีการแก้ไขงบประมาณและการจัดการไปตามทิศทาง นโยบายของแต่ละส่วน ทําไมเราไม่เอาแผนที่ประเทศไทยมากางตรงหน้าล่ะครับ แผนที่ ทุกลุ่มน้ําที่มีในประเทศมากางตรงหน้า และทุกหน่วยงานเหล่านี้ก็มาระดมความคิดใน ทิศทางเดียวกัน สร้างองค์กรขึ้นมาจะเรียกว่าคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติหรือ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ําแห่งชาติก็แล้วแต่ มีทุกหน่วยงานที่เอ่ยชื่อมา มากมายเหล่านั้นละครับมาร่วมมาอยู่ที่เดียวกัน นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีองค์กร ตัวแทนผู้ใช้น้ํา ตัวแทนลุ่มน้ํา มีภาคเอกชน มีผู้ทรงคุณวุฒิมาล้อมวงในโต๊ะเดียวกันและเอาเงิน มาบูรณาการงบประมาณร่วมกัน กางแผนที่ครับ ปีนี้ในระดับประเทศเราจะเริ่มจากตรงไหน ในระดับลุ่มน้ําจะเริ่มจากตรงไหน ปัญหาเรื่องน้ําไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้เฉพาะหมู่บ้าน ตําบล หรืออําเภอ แก้อําเภอนี้มันก็ไปท่วมอําเภอที่อยู่ถัดไปครับ มันต้องแก้ทั้งลุ่มน้ํา ต้องแก้ทั้งลําน้ํา กฎหมายฉบับนี้ผมขอการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เพื่อให้มีผล บังคับใช้ และเกิดการบริหารจัดการน้ําร่วมกันทั้งในระดับนโยบายส่วนกลาง และระดับ ท้องถิ่นที่เรียกว่า ลุ่มน้ําหรือองค์กรผู้ใช้น้ําและให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตระหนักว่าน้ําคือ สมบัติสาธารณะของประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องร่วมรับผิดชอบ ร่วมบริหารจัดการ ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าเป็นทางออกสําหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําและจะทําให้ญัตติเรื่องน้ํา ลดน้อยถอยลงไปในสภาแห่งนี้ครับ
สุดท้ายผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเรามีองค์กรการบริหารจัดการ ซึ่งมีการรวมศูนย์ รวมนโยบาย รวมงบประมาณ รวมความคิด เม็ดเงินงบประมาณที่จะลง นําไปใช้จ่ายจะมีขั้นตอน มีกระบวนการ และเราสามารถให้คําตอบกับชาวบ้านได้ว่าปัญหา ของเขาจะยุติลงไปในปีพุทธศักราชใด ผมเองอยู่ทั้งน้ําทะเล อยู่ทั้งน้ําจืดแหละครับ อย่าไป ถมทะเลอ่าวไทยเลยครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอ ๑ ใน ๑๐ มาแก้ปัญหาเรื่อง ชลประทานของทั้งประเทศในระบบตรงนี้ ทุ่มเทไปที่ภาคอีสานก็ได้เพราะตรงนั้น เดือดร้อนแสนสาหัสอย่างที่สุดครับ เอาเงินเหล่านั้นแทนจะไปถมทะเลมาถมบ่อน้ําตา ของชาวบ้านให้มันตื้นเขินและไม่มีน้ําตาหยดต่อไปจากการล่มสลายเพราะภาวะน้ําท่วม หรือภาวะน้ําแล้ง กราบขอบพระคุณครับ