สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

อภิรักษ์ โกษะโยธิน อภิปรายเรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มีการทุจริตและบริหารราชการแผ่นดินไม่ดี โดยหารือเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) และเรียกร้องการแก้ไขประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของศปภ. นอกจากนี้ยังพูดถึงความรับผิดชอบของผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศปภ.) และผลกระทบจากน้ำท่วมที่มีต่อประชาชน โดยเรียกร้องการแจ้งเตือนล่วงหน้าและมาตรการอพยพและความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะของผู้อํานวยการ ศปภ. ที่ได้กระทําการทุจริต จงใจกระทําผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย บริหารราชการแผ่นดิน บกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ทั้งบริหารราชการ แผ่นดินโดยขาดคุณธรรมจริยธรรมและขัดหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์บุคคลบางกลุ่ม บางเหล่า ทําให้ประเทศชาติและประชาชนทุกภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส นําประเทศไปสู่ความแตกแยกรุนแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะเกิดความ เสียหายแก่ประเทศและประชาชนไม่มีที่สิ้นสุด

ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ที่มีการพยายามที่จะ อธิบายว่าเป็นมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นรุนแรงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งแน่นอน สถานการณ์น้ําท่วมได้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องมาถึง ต้นเดือนสิงหาคม หลังจากที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เข้ามาทําหน้าที่ ผ่านระยะเวลาไปกว่าเกือบ ๒ เดือนที่สถานการณ์น้ําได้เกิดขึ้น ไล่มาตั้งแต่พื้นที่ทาง ตอนเหนือของประเทศลงมาถึงในส่วนของพื้นที่ลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา จนกระทั่งวันที่ ๘ ตุลาคมปีนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ออกคําสั่ง ที่ ๑๙๓/๒๕๕๔ เรื่อง การจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่เราเรียกกันว่า ศปภ. แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านประธาน ถ้าได้ติดตามข่าวคราวที่เกิดขี้นจะทราบว่าอุทกภัยครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างรุนแรงครอบคลุมไปถึง ๖๔ จังหวัด พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ๑๓.๔ ล้านคน สถานการณ์วันนี้แม้ว่าจะบรรเทาทุเลาลง แต่ก็ยังมี พี่น้องประชาชนในกว่า ๑๗ จังหวัด กว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ยังประสบภัยในเรื่องของปัญหา น้ําท่วมขังในพื้นที่บ้านเรือน พื้นที่สถานประกอบการต่าง ๆ มีพี่น้องประชาชนเสียชีวิต ทั้งหมด ๖๑๕ คน สูญหาย ๓ คน แต่ที่น่าเสียใจมากกว่านั้นก็คือว่า พี่น้องที่เสียชีวิตกว่า ๖๐๐ คนเป็นผู้สูญเสียชีวิตด้วยกระแสไฟฟ้าดูดมากกว่า ๑๐๐ คน อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึง ประสิทธิภาพความรับผิดชอบในเรื่องของการบริหารจัดการของ ศปภ. ที่รับผิดชอบโดย พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก

ประการที่ ๒ ที่เกิดขึ้นก็คือความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับ ความเสียหายในเรื่องไร่นา ในเรื่องของประมง ในเรื่องปศุสัตว์ มีพี่น้องประชาชนที่เป็น เกษตรกรไร่นาได้รับความเสียหายมากกว่า ๑๑ ล้านไร่ เกิดความสูญเสียที่กระทบไปถึง ในเรื่องของผลผลิตทางด้านการเกษตร ในเรื่องของการที่จะมีอาหารบริโภค ทั้งในเรื่องของ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับรายได้ของพี่น้องเกษตรกร และที่สําคัญก็คือผลกระทบในเรื่องของ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเรื่องความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมทั้งในนิคม อุตสาหกรรม ๗ แห่ง แล้วโรงงานกว่า ๑๐,๐๐๐ โรงนอกนิคมอุตสาหกรรม และส่งผล ต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่เรียกกันว่าเอสเอ็มอี (SMEs) อย่างมากมาย ธนาคารโลกได้ออกมาประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยล่าสุด กล่าวว่า เกิดความสูญเสียทางด้านระบบเศรษฐกิจไทยกว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท เป็นความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน โรงงาน ทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นจํานวนกว่า ๖.๖ แสนล้านบาท และความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตที่ไม่สามารถผลิตได้เพราะโรงงานปิด อีกกว่าประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ความเสียหายเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ซึ่งผมเองจะขออภิปรายใน ๕ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือความรับผิดชอบของผู้อํานวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย หรือ ศปภ. ซึ่งได้มีการกําหนดอํานาจหน้าที่ของ ศปภ. ให้ดูแลในเรื่องของการ ที่จะประมวลข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการคาดการณ์ล่วงหน้าและการแจ้งเหตุ รวมไปถึงในเรื่องของ การประสานงานการป้องกันภัยและแจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัย ถ้าท่านประธานจะได้ติดตามไปกับผมท่านจะพบว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะมี การตั้งศูนย์ ศปภ. สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราก็จะพบว่าเกิดน้ําท่วมในนิคมอุตสาหกรรม สหรัตนนครตั้งแต่วันที่ ๖ ตุลาคม วันที่ ๗ ตุลาคม น้ําท่วมเข้าเทศบาลอโยธยาใจกลางเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจมน้ํา ในเวลานั้นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ตั้งศูนย์ ศปภ. ขึ้น และได้มอบความไว้วางใจให้กับ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ในการทําหน้าที่เป็น ผู้อํานวยการ แต่ว่าท่านประธานถ้าจะได้ติดตามว่าความรับผิดชอบของ ศปภ. ในประเด็น ในเรื่องของการที่จะประเมินสถานการณ์น้ําล่วงหน้าและการแจ้งเตือนภัยให้กับ พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการต่าง ๆ นั้น เป็นความผิดพลาดและเกิดความล้มเหลว ที่ส่งผลกระทบต่อความเสียหายทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนและ เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรม เริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ซึ่งน้ําเริ่มที่จะเข้าไปท่วม ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๑๓ ตุลาคม เกิดน้ําท่วมเข้าไปที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่บ้านหว้า วันที่ ๑๕ ตุลาคม ที่บางปะอิน วันที่ ๑๖ ตุลาคม ที่แฟคตอรี่แลนด์ และวันที่ ๑๗ ตุลาคม ที่นวนคร สุดท้ายวันที่ ๒๐ ตุลาคม ที่นิคมอุตสาหกรรมบางกระดี นิคมอุตสาหกรรมทั้ง ๖ แห่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วม ซึ่งได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพในเรื่องของการประมวลและประเมินสถานการณ์ รวมถึงในเรื่องของการแจ้งเตือนภัย ผมเองและท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาส ได้พบกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการที่ได้สะท้อนปัญหา ที่เกิดขึ้นว่าถ้าทางรัฐบาลโดย ศปภ. ถ้าจะได้มีมาตรการในเรื่องของการแจ้งเตือนภัย ภาคเอกชนเองก็น่าที่จะลดผลกระทบความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเรื่องการอพยพโยกย้าย อุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนิคมอุตสาหกรรม ทั้ง ๗ แห่ง และผู้ประกอบการนอกนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นเอสเอ็มอีทั้งหมดรวมกัน ๕๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่สิ่งที่เป็นผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนโดยตรงก็คือ จะมีผู้ใช้แรงงานที่ทํางานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในโรงงานกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง และทํางาน อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมกว่า ๙,๐๐๐ แห่ง เป็นจํานวนถึงประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ คน อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับที่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพในเรื่องของการบริหารจัดการ ที่ล้มเหลว ในเรื่องของการประเมินสถานการณ์ และระบบแจ้งเตือนภัย

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนท่านประธานก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนเอง ซึ่งถ้าท่านประธานจะได้ติดตามก็จะเห็นว่าสถานการณ์น้ําที่ได้เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว ถ้าทาง ศปภ. จะได้มีมาตรการในเรื่องของการแจ้งเตือนภัยให้กับ พี่น้องประชาชนล่วงหน้า มีมาตรการในเรื่องของการที่จะคอยอพยพ มาตรการให้ความ ช่วยเหลือสนับสนุนในเรื่องของการเดินทางและยานพาหนะต่าง ๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นกรอบ อํานาจหน้าที่ของ ศปภ. ที่จะต้องเร่งดําเนินการ เราเห็นสภาพของพี่น้องประชาชน ในหมู่บ้านและชุมชนต่าง ๆ ในอําเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่ต้องอพยพหนีน้ํา ด้วยความโกลาหล เนื่องจากว่าไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้กับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียน ถึงท่านประธาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นอํานาจหน้าที่โดยตรงที่ทาง ศปภ. เองจะต้องดําเนินการ ในเรื่องของการที่จะแจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในประการต่อไปนะครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นอํานาจหน้าที่ของ ศปภ. แล้วก็รับผิดชอบโดย พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ก็คือมาตรการในเรื่องของการที่จะ เยียวยาหรือดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วมขังในพื้นที่ แล้วก็หลายพื้นที่ ก็มีน้ําท่วมขังสูงมากกว่าเอว สูงในระดับมากกว่า ๑ เมตร แล้วก็ท่วมขังมาเป็นระยะเวลา มากกว่า ๑ เดือน อันนี้ก็เป็นมาตรการที่มีความสําคัญในการที่จะสะท้อนให้เห็นถึง ประสิทธิภาพในเรื่องของการทํางานของ ศปภ. ซึ่งถ้า ศปภ. จะบริหารจัดการอย่างมี ประสิทธิภาพเอง ความตื่นตระหนกที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ เราจะเห็นสภาพของพี่น้อง ประชาชนที่มีความตื่นตระหนกในเรื่องของการที่จะไปกักตุนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ําดื่ม ยารักษาโรค หรือแม้แต่บางช่วงก็จะมีความขาดแคลนในเรื่องของถุงทราย กระสอบทราย อันนี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการทํางานของ ศปภ. โดยตรง

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ก็คือพี่น้องประชาชนในชุมชนและ ในหมู่บ้านต่าง ๆ ที่จมน้ํามาเป็นระยะเวลามากกว่า ๑ เดือน ซึ่งมีพี่น้องประชาชน เป็นจํานวนมากที่ได้สะท้อนออกมาให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การชุมนุมประท้วง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ได้สะท้อนมาว่าการได้รับความดูแลโดย ศปภ. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะส่งถุงยังชีพ การไปจัดตั้งศูนย์ส่วนหน้าในการที่จะทํางานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับจังหวัด หรือแม้แต่การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน แต่สภาพที่เราเห็น ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีน้ําท่วมวันนี้เราจะเห็นการทํางานของเครือข่ายอาสาสมัครที่เป็นจิตอาสา เราจะเห็นการทํางานของเครือข่ายมูลนิธิต่าง ๆ เราจะเห็นการทํางานของสื่อมวลชน ของทหาร แต่ว่าขาดการบูรณาการโดย ศปภ. ซึ่งก็ถือว่าเป็นอํานาจหน้าที่โดยตรง ที่ได้กําหนดไว้ในกรอบอํานาจหน้าที่ที่กล่าวถึงว่า ศปภ. เป็นหน่วยบัญชาการที่จะต้อง บูรณาการหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในการอํานวยการและปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัยแบบเบ็ดเสร็จที่เรียกกันว่า วัน สต็อป เซอร์วิส ประเด็นตรงนี้ที่ผมอยากกล่าวถึง ก็คือว่าการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนที่จมน้ําอยู่มาเป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องประชาชนต้องดูแลตัวเองในการเดินทางสัญจร อาหารการกินที่อาจจะไม่ได้รับการดูแล อย่างทั่วถึง หรือแม้แต่ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่ไม่ยอมย้ายไปยังศูนย์อพยพ เพราะกลัวในเรื่องของความเสียหายทางด้านทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของ ศปภ. ในเรื่องของการที่จะดูแลและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน แต่ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการและประสิทธิภาพของ ท่านผู้อํานวยการ ศปภ. หรือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ก็คือการดําเนินการในเรื่อง ของการบริหารศูนย์ ศปภ. และการตัดสินใจในการที่จะมอบหมายภารกิจให้คนที่จะเข้ามา ทําหน้าที่ในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ท่านประธานครับ มีคําสั่งศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ ๗/๒๕๕๔ เป็นคําสั่งที่ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก มีความห่วงใยในเรื่องของพี่น้องประชาชนที่น้ําท่วมขังมาเป็นระยะเวลานานและมีปัญหา น้ําเน่าเสีย แต่สิ่งที่ท่านได้ตัดสินใจในการใช้อํานาจของการเป็น ผอ. ศปภ. ก็คือการแต่งตั้ง และมอบหมายให้คนที่ผมเชื่อว่าท่านประธานจะรู้สึกคล้าย ๆ กับผมว่าเป็นคนที่ไม่ได้มี อํานาจหน้าที่โดยตรงหรือแม้แต่ประสบการณ์ ท่านได้แต่งตั้งให้ผู้อํานวยการสถาบัน นิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องของการที่จะเข้าไปดูแลแก้ไข ปัญหาน้ําเน่าเสีย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงถ้าท่านประธานจะได้ดูในคําสั่งแต่งตั้งของ ศปภ. ก็จะพบว่า องค์ประกอบของ ศปภ. ก็จะประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ รัฐมนตรีที่กํากับดูแลมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของการรักษาสภาพแวดล้อม ก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เป็นคําสั่งในเรื่องของการแต่งตั้ง ที่ท่านเองเลือกใช้คนที่ไม่ตรงกับงาน

ประการที่ ๒ ที่ได้มีการมอบหมายภารกิจให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องไป ปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ในเรื่องของการบริหารจัดการ และการใช้คน ท่านได้แต่งตั้งให้อธิบดีกรมคุมประพฤติทําหน้าที่ประสานงานป้องกันภัย และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และตําบลศาลายา จังหวัดนครปฐม ท่านได้แต่งตั้งให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม นายอําพล วงศ์ศิริ ขออนุญาตเอ่ยนามเป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ตําบลคลองหก ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และท่านได้แต่งตั้งให้ พันตํารวจเอก โภคพิบูลย์ โปตระนันทน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่การประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในเขตเทศบาลตําบลหลักหก อําเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ประเด็นที่ผมหยิบยกคําสั่งเหล่านี้ มากราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว ในคําสั่งแต่งตั้งและอํานาจหน้าที่ที่ท่านรับผิดชอบเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. จะมีองค์ประกอบ ของคณะรัฐมนตรี มีเจ้าหน้าที่และกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านพระนาย สุวรรณรัฐ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่เป็นผู้ที่ กํากับดูแล และสามารถเชื่อมโยงการทํางานกับส่วนราชการในระดับจังหวัด ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในระดับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดต่าง ๆ ท่านเองก็ยังมีคําสั่ง ต่อเนื่องนะครับ ที่ ๑๕/๒๕๕๔ ในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประสานงานเพื่อช่วยเหลือในเรื่อง ของการทํางาน ในเขตพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีท่านได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและ กรมบังคับคดีเป็นผู้รับผิดชอบ จังหวัดชัยนาทมอบให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดสิงห์บุรีมอบให้กรมราชทัณฑ์ และสํานักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ จังหวัดอ่างทอง กรมคุมประพฤติ จังหวัดฉะเชิงเทรา คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ประเด็นที่ผมกล่าวถึงและหยิบยกคําสั่งแต่งตั้งมานี้ได้สะท้อนให้เห็นถึง การพิจารณาในเรื่องของการใช้ประเด็นในเรื่องของการที่จะเลือกคนให้ตรงกับงาน หรือแม้แต่ไม่ได้ใช้องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ท่านเองเป็นผู้อํานวยการ และมีรองผู้อํานวยการ ศปภ. ก็คือปลัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งสามารถที่จะทํางานเชื่อมโยง กับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ หรือแม้แต่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ในเรื่องของการใช้ คนที่ไม่ตรงกับงาน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในประเด็นที่การใช้ในเรื่องของคนที่ไม่ตรงกับงานแล้ว ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความช่วยเหลือที่ไม่สามารถที่จะเข้าไปประสานงานทํางานร่วมกับ เครือข่ายอาสาสมัคร มูลนิธิ หรือแม้แต่เอกชน ซึ่งครั้งนี้เราจะเห็นจิตอาสาต่าง ๆ ในการที่จะ เข้าไปทํางานให้กับพี่น้องประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องการประเมินสถานการณ์ ที่ไม่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นถึงการใช้สื่อและกลไกสื่อทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ทําให้ พี่น้องประชาชนเองไม่เชื่อถือในข้อมูลข่าวสารที่แถลงโดย ศปภ. แต่ต้องไปติดตามข่าวคราว จากสถานีโทรทัศน์ จากเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ เราจะเห็นพี่น้องประชาชน ต้องคอยติดตามดูข่าวที่รายงานโดยดอกเตอร์เสรีทุกคืนในสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เราจะเห็นพี่น้องประชาชนที่ต้องติดตามการรายงานผ่านระบบยูทูป (YouTube) ในสังคม ออนไลน์ของอาจารย์ศศิน เราจะเห็นในเรื่องของบทบาท ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของ ศปภ. หรือ คณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่พี่น้องประชาชนต้องไปคอยติดตาม ในเรื่องของคลิปรู้สู้ฟลัด (Flood) ซึ่งผมเองไม่ได้ขออนุญาตแล้วก็ไม่ได้นํามา แต่เชื่อว่า พี่น้องประชาชนทุกคนมีโอกาสได้เห็นคลิปรู้สู้ฟลัด ซึ่งจะบอกถึงมาตรการในเรื่องของ การเตรียมตัว ในเรื่องของการป้องกันภัย บอกให้เห็นถึงมาตรการในเรื่องของการที่จะอยู่ สู้กับน้ํา และมีมาตรการต่าง ๆ ให้คนได้เรียนรู้และติดตาม แต่ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ภายใต้ความรับผิดชอบของ ศปภ. และ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากกล่าวถึงก็คือประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ ความบกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการที่ พี่น้องประชาชนเองได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้รับการดูแลทั้งในเรื่องของการเยียวยา ในเรื่องอาหารการกิน ในเรื่องของสุขา ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ในเรื่องของ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทําให้พี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากต้องเดินทางมาชุมนุมประท้วงอย่างที่หลายคน ได้ติดตามสถานการณ์ที่เห็น จริง ๆ แล้วสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนเองต้องออกมาชุมนุม ประท้วงและเรียกร้อง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของการทํางานของหน่วยงาน ศปภ. ซึ่งรับผิดชอบโดยท่านผู้อํานวยการ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ถ้าท่านประธาน ได้ติดตามจะเห็นว่ามีพี่น้องประชาชนชาวบ้านในพื้นที่เขตคลองสามวากว่า ๑,๐๐๐ คน ได้ออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้มีการเปิดประตูระบายน้ําคลองสามวา ซึ่งท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กรุณาอภิปรายไปเมื่อสักครู่ แต่ประเด็นที่ผมพูดถึงจะไม่ใช่ประเด็นในเรื่อง ของการเปิดประตูระบายน้ําสูงต่ําแค่ไหน แต่เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นว่าถ้า ศปภ. จะบริหารจัดการเชิงรุกในการเข้าไปพูดคุย สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ คลองสามวา ให้เขาได้มั่นใจว่าเขาจะได้รับการดูแลทั้งในเรื่องของการดํารงชีวิตอยู่ในสภาพ น้ําท่วมขัง ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม พี่น้องประชาชนก็ไม่ต้องยกขบวนออกมาในเรื่อง ของการชุมนุมประท้วง หรือแม้แต่ในเรื่องของในพื้นที่เขตดอนเมือง ที่มีพี่น้องประชาชน ในหมู่บ้านที่มีน้ําท่วมขังมาเป็นระยะเวลานานต้องออกมาทําลายคันกั้นน้ําที่เราเรียกกันว่า บิ๊กแบ็ก วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน มีพี่น้องประชาชนในชุมชนเคหะธนบุรี ๑ นับร้อยคน รวมตัวปิดถนนพระราม ๒ ฝั่งขาออก กดดันให้มีการระบายน้ําออกจากพระราม ๒ ซอย ๖๙ มีพี่น้องประชาชนที่เราเรียกกันว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่คลองหกวา ลําลูกกา และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตสายไหมได้ออกมาชุมนุมประท้วงในเรื่องของปัญหาน้ําท่วมขัง มีพี่น้องประชาชนจังหวัดนนทบุรี ไม่ว่าจะเป็นอําเภอบางบัวทอง บางใหญ่ ไทรน้อย ได้มาชุมนุมเรียกร้องที่หน้าศาลาว่าการจังหวัดนนทบุรี เพื่อเรียกร้องให้มีการเปิดประตู ระบายน้ําที่บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ ปล่อยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีและผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครต้องพูดคุยกันเอง ทั้งที่เป็นอํานาจหน้าที่ของ ศปภ. หรือแม้แต่กลไก การบริหารงานนะครับ ซึ่งล่าสุดเราจะเห็นได้มีการเรียนเชิญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการอีก ๖ จังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดในเขตพื้นที่ปริมณฑลมาประชุมร่วมกัน แทนที่ จะรอให้ปัญหาเกิดขึ้น มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนและออกมาเรียกร้อง ถ้า ศปภ. ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและทํางานเชิงรุกก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าว หรือแม้แต่เกิดการ ชุมนุมของพี่น้องที่ลําลูกกาในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน มีการไปชุมนุมประท้วงปิดถนนทางด่วน ที่เราเรียกกันว่าโทลล์เวย์ มีพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ มีการกระทบกระทั่งกัน อันนี้ ก็เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยของ ศปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พี่น้องชาวหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ที่รังสิตได้ออกมารื้อแนวกระสอบแล้วก็มีการชูป้าย ระบุนะครับว่าหมู่บ้าน ๒๐๐ ปี น้ํายังท่วม ๑.๒๐ เมตร น้ําเน่า น้ําท่วมมา ๑ เดือน ๑ สัปดาห์ แต่ว่าไม่มีใครที่ออกมาดูแลแก้ไขปัญหาให้ หรือแม้แต่ล่าสุดก็คือการชุมนุมของพี่น้องในย่าน ถนนรามอินทรา เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน จริง ๆ ประเด็นเหล่านี้ได้มีการนําเสนอข่าว ไปเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ที่ผมหยิบยกขึ้นมานะครับกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าถ้า ศปภ. จะมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ มีการเข้าไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ว่าเขาจะได้รับการดูแลหรือแม้แต่ในช่วงที่น้ําท่วมขังมีการนําอาหาร น้ําดื่ม มีการส่งสุขา เข้าไปอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีเพื่อนสมาชิกท่านต่อ ๆ ไป จะได้อภิปรายถึงประสิทธิภาพในเรื่องของการบริหารจัดการถุงยังชีพและของบริจาค ที่มาจากเครือข่ายเอกชน หรือแม้แต่ต่างประเทศซึ่งจมอยู่ที่สนามบินดอนเมืองหลังจากที่ ศปภ. ได้ย้ายออกจากสนามบินดอนเมืองไปแล้วนะครับ ในวันที่ ๒๙ ตุลาคมที่ผ่านมา

ประเด็นที่ ๔ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานแล้วสะท้อนให้เห็นถึง ประสิทธิภาพในเรื่องของการทํางานของผู้อํานวยการ ศปภ. ก็คือในเรื่องของการบริหาร จัดการน้ํา จริง ๆ แล้วท่านสาทิตย์ได้กล่าวถึงในเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้คนที่มี ประสบการณ์ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา หรือแม้แต่การแทรกแซงจากนักการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่นและนักการเมืองในแต่ละพื้นที่ จริง ๆ แล้วน้ําท่วมในพื้นที่ของลุ่มแม่น้ํา เจ้าพระยาหรือแม้แต่กรุงเทพมหานครไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย หลายครั้งเรามักพูดถึงในเรื่องของน้ําท่วมเมื่อปี ๒๕๓๘ หรือถ้าใกล้ที่สุดที่หลายท่านจําได้ ก็คือน้ําท่วมขังรุนแรงในปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๓ ก็คือเมื่อปีที่แล้ว จริง ๆ ในเรื่องของการ บริหารจัดการน้ําเองก็มีหลักการในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยตรงไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทานที่ดูแลบริหารจัดการน้ําทั่วประเทศ มีสํานักระบายน้ํา ของกรุงเทพมหานครที่ดูแลบริหารจัดการน้ําในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและทํางาน เชื่อมโยงกับกรมชลประทาน หรือแม้แต่ทํางานร่วมกับคณะกรรมการประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ เราก็จะมีตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ ลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา มีตัวแทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในเรื่องของระบบแจ้งเตือนภัย ไม่ว่าจะเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องของการแจ้งเตือนภัย ดินโคลนถล่มของกรมทรัพยากรน้ํา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ว่า ท่านผู้อํานวยการ ศปภ. หรือท่าน พลตํารวจเอก ประชาเองท่านได้ตัดสินใจที่จะได้แต่งตั้งคน ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กล่าวไปครั้งหนึ่ง แต่ผมขออนุญาตที่จะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งแต่ว่าคนละมุม ท่าน พลตํารวจเอก ประชาเองได้แต่งตั้งคณะกรรมการผันน้ําลงทะเลด้านตะวันออกจาก คลองระพีพัฒน์โดยได้แต่งตั้งนายอุเทน ชาติภิญโญ เป็นประธานกรรมการ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามนะครับ แต่ประเด็นของผมไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ในส่วนของการทํางานของคุณอุเทน แต่เป็นประเด็นในเรื่องของประสิทธิภาพและประสบการณ์ในเรื่องของการใช้คน เพราะว่า จริง ๆ แล้วถ้าท่านประธานจะได้ติดตามข่าวคราวก็จะเห็นว่า ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ชุดนี้ซึ่งลงนามโดย พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองได้แต่งตั้งคณะทํางานบริหารจัดการระบายน้ําในพื้นที่เกิดสาธารณภัย ร้ายแรงขึ้นมาในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ก็คืออีก ๕ วันหลังจากนั้น และถ้าจะได้พิจารณาจาก รายชื่อของคนที่ได้รับการแต่งตั้งก็จะได้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในเรื่องของการเลือกคน มาใช้ในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการผันน้ําลงทะเลทางด้านตะวันออก ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองได้แต่งตั้งนายวีระ วงศ์แสงนาค เป็นประธานคณะทํางาน คุณวีระเองเป็นอดีตรองอธิบดีกรมชลประทานซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องของการบริหาร จัดการน้ํามาตลอดชีวิตราชการ มีที่ปรึกษาคณะทํางานซึ่งประกอบไปด้วยหลายท่านที่มี ประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นดอกเตอร์รอยล จิตรดอน อาจารย์สุทัศน์ มีสกุล และอีกหลายท่านที่ได้เข้ามาทํางาน รวมถึงนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ที่เป็นคณะทํางานและเลขานุการ ซึ่งในช่วงหลังเราจะเห็นเป็นผู้ที่ออกมาแถลงในเรื่องของ แนวทางการบริหารจัดการน้ํา อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงวิจารณญาณในการตัดสินใจและ ประสิทธิภาพในเรื่องของการเลือกใช้คน แล้วก็สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น ในเรื่องของปัญหาน้ําท่วม แม้ว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะได้มีการแต่งตั้งคุณวีระมาเป็น คณะทํางานในวันที่ ๒๐ ตุลาคมแล้ว แต่ว่าท่าน พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เองก็ยัง แต่งตั้งนายสุธา ชันแสง ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นผู้ประสานงานให้คําแนะนําและข้อคิดเห็น เกี่ยวกับการพร่องน้ําในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตกในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ก็คือหลังจาก ที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ที่บริหารจัดการน้ําทั่วประเทศอีก ๒ วัน ประเด็นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ําจริง ๆ แล้วถ้าเราบริหารอย่างแยกส่วนใช้คนที่ไม่มี ประสบการณ์ ไม่ได้มองภาพรวมก็จะเกิดปัญหาน้ําท่วมอย่างที่เราเห็นหรือประสบอยู่ใน ทุกวันนี้ สิ่งที่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจ กว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียของพี่น้องประชาชนที่ต้องเสียชีวิตไป ๖๑๕ คน หายไป ๓ คน ความสูญเสียของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ไม่นับรวมนาข้าว ที่เสียหายไปมากกว่า ๑๐ ล้านไร่ ก็เกิดขึ้นจากความบกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ที่ใช้คนที่ไม่มีประสบการณ์ แล้วโดยข้อเท็จจริงแล้วในทางการบริหารจัดการน้ําหลายท่าน ถ้าติดตามตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๓ จะมีแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานไว้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ําผ่านพื้นที่ด้านตะวันออก ระบายออกไป ทางพื้นที่ของแม่น้ําบางปะกง ในพื้นที่ด้านตะวันตกระบายออกไปบริเวณพื้นที่แม่น้ําท่าจีน และในส่วนกลางก็คือระบายออกในพื้นที่ของแม่น้ําเจ้าพระยา ซึ่งมีแนวคันกั้นน้ํา ในพระราชดําริประมาณ ๗๐ กว่ากิโลเมตร ที่สร้างขึ้นสูงประมาณ ๒.๕๐-๓ เมตร ที่เป็นคันกั้นน้ําที่คอยที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่ว่าครั้งนี้ที่น้ํามากกว่าปกติ ที่ส่วนใหญ่มักจะไปอ้างว่าเป็นมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเพราะปริมาณน้ําสูง และจริง ๆ แล้ว เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปบ้างแล้วนะครับว่าปริมาณน้ําในเขื่อนหลังจากที่มีการ ยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ หลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้วปริมาณน้ําในเขื่อน ก็ยังอยู่ในปริมาณที่ยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่ว่าการผันน้ําไม่ได้เป็นไปตามแนวทาง ที่ควรจะเป็น ทางด้านตะวันออก ตะวันตก หรือในส่วนของแม่น้ําเจ้าพระยา และในขณะเดียวกันในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเอง ถ้าท่านประธานจะไปดูผังเมือง จะพบว่า ในพื้นที่ด้านตะวันออกจะมีการกําหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ระบายน้ําที่เรียกกันว่า ฟลัดเวย์ (Flood way) มีการกําหนดชัดเจนว่าเป็นพื้นที่เขียวทแยงที่กําหนดไว้เพื่อให้น้ําสามารถที่จะ ระบายทั้งในพื้นที่ออกทางด้านตะวันออกในแม่น้ําบางปะกง หรือแม้แต่น้ําที่จะผ่านออกมา และไปไหลออกที่จะมีประตูระบายน้ําที่อยู่บริเวณคลองด่าน ซึ่งวันนี้ถ้าไปตรวจก็จะพบว่า ปริมาณน้ําผ่านไปน้อยมาก ในขณะเดียวกันวันนี้เราเห็นน้ําท่วมขังในบริเวณพื้นที่ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี หรือแม้แต่จังหวัดนครปฐม เราเห็นพื้นที่น้ําท่วมขังในพื้นที่ที่น้ํา ควรจะไม่ท่วม เช่นบริเวณพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร เช่น ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม บางเขน เราเห็นน้ําท่วมมากกว่าปกติในพื้นที่ฝั่งตะวันตกที่เราเรียกกันว่าฝั่งธนบุรี เพราะความผิดปกติของการบริหารจัดการน้ํา และการขาดประสิทธิภาพของการบริหาร จัดการโดย ศปภ. อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๔ ที่ได้สะท้อนถึงการทํางานที่ขาดประสิทธิภาพของ การบริหารจัดการ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากกล่าวถึงก็คือประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ มาตรการการเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ท่าน พลตํารวจเอก ประชาเอง อาจจะกล่าวว่ามีคณะกรรมการหลายชุดที่ดูแลในเรื่องนี้ ผมเองได้ตั้งกระทู้ถามสด ถามท่านนายกรัฐมนตรี และท่านได้มอบหมายให้ท่านผู้อํานวยการ ศปภ. มาตอบเมื่อ ๒-๓ วันที่แล้ว แต่ว่าประเด็นที่วันนี้ที่ผมต้องย้ําอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า วันนี้ยังมีพี่น้องประชาชน ที่จมน้ําอยู่ในหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๑๔๓ กว่าแห่ง ไม่รวมชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณ รอยต่อของกรุงเทพมหานครทางตอนเหนือ บริเวณเหนือคันบิ๊กแบ็กซึ่งวันนี้รอความ ช่วยเหลือจากรัฐบาล รอความช่วยเหลือจาก ศปภ. แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือว่ามาตรการ เยียวยาของรัฐบาลผ่าน ศปภ. ก็คือมาตรการเยียวยาครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท สําหรับ น้ําท่วมฉับพลันและน้ําท่วมขังเกิน ๗ วัน ถ้าบ้านเสียหายก็ซ่อมแซมตามความเป็นจริงไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือ ๓๐,๐๐๐ บาทถ้าเสียหายทั้งหลัง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่บ้านจมน้ํามากกว่า ๑ เดือนหรือเกือบ ๒ เดือน ซึ่งท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเองได้เคยเสนอให้กับทางรัฐบาลที่จะพิจารณาในเรื่องของมาตรการ เยียวยาอย่างเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนที่เราเรียกกันว่ามาตรการแบบขั้นบันได ถ้าพี่น้องประชาชนน้ําท่วมขังมากกว่า ๗ วัน ถึง ๑ เดือน อาจจะได้รับความช่วยเหลือ ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้ามากกว่า ๑ เดือน อาจจะได้รับความช่วยเหลือ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นต้น พี่น้องประชาชนเองที่ยังมีภาระในเรื่องของการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ซึ่งจมไปกับน้ําท่วมในครั้งนี้ น่าจะมีมาตรการจากทางรัฐบาลในเรื่องของการเข้าไปดูแลสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้เขาสามารถ ที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้าน ซึ่งเชื่อว่าจะเสียหายเป็นจํานวนเงินหลายหมื่นหลายแสนบาท หรือมาตรการในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเองที่ได้รับผลกระทบจากการตกงาน ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเอง ผมได้มีโอกาสได้ไปพบกับทางเครือข่ายองค์กร ภาคเอกชน ซึ่งจริง ๆ แล้วโดยอํานาจหน้าที่ของ ศปภ. เอง ท่าน พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ก็มีอํานาจหน้าที่และสามารถที่จะเชิญองค์กรเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่สิ่งหนึ่งที่ทางภาคเอกชนได้สะท้อนให้เห็นก็คือว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ได้เคยเรียกร้องไป ก็ได้รับการตอบสนองจากทางรัฐบาลหรือ ศปภ. น้อยมาก ไม่ว่ามาตรการในเรื่องของ การเลื่อนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ซึ่งแม้ว่าพี่น้องประชาชนเองจะได้รับประโยชน์ แต่ว่าในสถานการณ์วันนี้ในปัจจุบันเองซึ่งไปเชื่อมโยงกับมาตรการในเรื่องของการลดภาษี นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ภาคเอกชนก็ได้เสนอให้นําเงินเหล่านั้น ใน ๑ ปี มาจัดตั้งเป็นกองทุนในการที่จะเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่วันนี้ตกงานกว่า ล้านคน อย่างน้อยให้ได้รับการดูแลในเรื่องของเงิน อาจจะสักครึ่งหนึ่งของเงินที่เขาควรจะได้ หรือค่าแรงที่เขาได้รายวัน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จะเกี่ยวข้องโดยตรงที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนเองที่ประสบปัญหาในเรื่องนี้ได้รับการดูแลและเยียวยา สิ่งหนึ่งที่ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ก็คือประเด็นสุดท้ายที่วันนี้ท่านเอง จะได้ตัดสินใจที่จะได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้เห็นถึงการทํางาน และท่านเองจะได้แสดงถึงความรับผิดชอบในการทํางานตลอดระยะเวลา ๕๐ วันของท่าน และสิ่งสุดท้ายที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนภาคธุรกิจ แล้วก็ที่สําคัญก็คือ องค์กรต่างประเทศ นักธุรกิจ บริษัทข้ามชาติ ที่แม้ว่าทางรัฐบาลเองจะได้มีการแต่งตั้ง คณะทํางานที่จะฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย และส่งอดีตรองนายกรัฐมนตรีไปชี้แจง กับต่างประเทศ แต่ว่าผมเรียนว่าท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ท่านลืมไปอย่างหนึ่ง จริง ๆ แล้ว เดี๋ยวสักครู่เพื่อนสมาชิกจะได้มาอภิปรายถึงวันที่ท่านตัดสินใจย้ายศูนย์อํานวยการ ศปภ. จากสนามบินดอนเมืองไปที่กระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต วันนั้นท่านอาจจะลืม แล้วก็ทิ้งสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการหลายเรื่องหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของถุงยังชีพ ส้วมสุขา เรือ และอุปกรณ์ที่จําเป็นต่อการดํารงชีพ เดี๋ยวสักครู่เพื่อนสมาชิกจะมาอภิปราย แต่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านลืมเอาไป แล้วสร้างความเสียหายเป็นจํานวนเงิน เป็นแสนล้านบาท สร้างความเสียหายที่ส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวกว่าล้านคน และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ท่านลืมเอาเครื่องบินที่จมน้ําอยู่ที่สนามบินดอนเมืองไปครับ ท่านปล่อยให้ภาพของเครื่องบินที่จมอยู่ในสนามบินดอนเมืองที่มีน้ําท่วมขัง ที่ท่านเองอาจจะ รู้สึกว่าเป็นเครื่องบินที่ไม่ได้ใช้การแล้ว แล้วน้ําท่วมขังมาก็ไม่สามารถย้ายได้ แต่ภาพที่แพร่ ออกไปทั่วโลกในสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซีเอ็นเอ็น ซีเอ็นบีซี บีบีซี หรือแม้แต่สื่อหนังสือพิมพ์ ในต่างประเทศได้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเองขาดประสิทธิภาพในเรื่องของ การบริหารจัดการ และทําให้ความเชื่อมั่นทั้งในเรื่องของนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่การตัดสินใจ ในการลงทุนต่อไปในประเทศไทยหายไป ท่านประธานครับ วันนี้แม้ว่าจะมีเพื่อนสมาชิก อีกหลายท่านที่จะได้ออกมาอภิปรายถึงความบกพร่องในเรื่องของการทํางานของ ท่านผู้อํานวยการ ศปภ. พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมอภิปราย และได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความบกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการของท่าน ๕ ประการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในเรื่องของการประเมินสถานการณ์ การแจ้งเตือนภัย ที่ท่านเองถ้าจะทํางานด้วยความมีประสิทธิภาพมากกว่านี้พี่น้องประชาชน หรือแม้แต่ ภาคธุรกิจเอกชนก็สามารถที่จะลดผลกระทบความเสียหายที่รวมกันเป็นมูลค่าหามิได้ถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความที่ท่านไม่ดูแลความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนที่ใช้ชีวิตจมน้ําอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงพี่น้องประชาชนต้องออกมาต่อสู้ เรียกร้องด้วยตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการน้ําที่ไม่ได้ ใช้คนให้ถูกกับงาน แล้วบริหารจัดการน้ําอย่างบกพร่อง และสุดท้ายก็คือทําให้ พี่น้องประชาชนได้รู้สึกว่าเขาสามารถที่จะพึ่งพารัฐบาล พึ่งพา ศปภ. และนี่คือเหตุผลที่ผม ไม่สามารถไว้วางใจ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ให้ทําหน้าที่ต่อไปในฐานะของ ผู้อํานวยการ ศปภ. ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติต่อไป กราบขอบพระคุณครับ