สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ระบุเรื่องราวเกี่ยวกับการระบายน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเรียกร้องให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศปภ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาและไม่ให้การเมืองส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ และวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นผู้อํานวยการ ศปภ. เนื่องจากมีการใช้อํานาจหน้าที่บริหารจัดการ ผิดพลาด และเกิดผลกระทบเสียหายต่อประชาชนนับล้านครอบครัว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผมก็ระมัดระวัง ที่จะไม่ให้ใครเสียหาย แต่ก็พูดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งท่านประธานก็พูดเองนะครับ ว่าที่พูดมาก็ยังไม่ได้ทําให้เสียหายเลย ภาพข่าวก็ปรากฏชัดครับ คนเขาก็เข้าใจครับว่า เมื่อเข้าไปแล้วไปให้สัมภาษณ์อย่างนั้นเป็นการยอมรับว่ากําลังมีการใช้ช่องทางของ คลองประปาเป็นช่องทางระบายน้ําหรือไม่ เพราะประเด็นมันคาบเกี่ยวครับในการให้ สัมภาษณ์ต่อบอกว่า ถ้าเข้าคลองประปาแล้วสามารถระบายออกทะเลไปได้อย่างปกติ มันก็ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ พอเหตุการณ์เข้าคลองประปาท่านนายกรัฐมนตรีก็รีบไปดูตั้งแต่ ตีสี่ แล้วเขาก็บอกว่าบังเอิญประตูน้ําสามเสนของ กทม. เสีย มันเลยทําให้มวลน้ําแผ่ท่วม ดอนเมือง หลักสี่ และปากเกร็ด บังเอิญมันเป็นอย่างนี้ครับว่าประตูระบายน้ําสามเสน ท่านไประบุเป็นของ กทม. ความจริงเป็นของกรมชลประทาน แต่พอระบุหลายครั้ง คนในซีกของ กทม. เองก็เริ่มเอะใจครับ ว่าทําไมจึงเป็นการระบุผิดทั้งที่น่าจะรู้ว่า นั่นเป็น ประตูระบายน้ํากรมชลประทาน จึงไม่แปลกใจเลยครับที่บางฝ่ายบอกว่ามีประเด็นการเมือง อยู่เบื้องหลังในเรื่องของคลองประปาด้วย แต่คนรับเคราะห์คือคนกรุงเทพมหานครครับ

ต่อมายังมีเหตุการณ์อีกท่านประธานครับ เหตุการณ์ของการไปชี้นําสนับสนุน มวลชนให้รื้อทําลายบานประตูคลองสามวา เขตมีนบุรี กรณีนี้มีหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้อง ความจริงก็ปรากฏเป็นข่าวลือทั่วไป ประชาชนก็รับทราบและจะมีเพื่อนสมาชิกอภิปราย เรื่องนี้ในรายละเอียด แต่ผลจากคลองสามวานี่ครับเป็นที่มาของพาดหัวข่าวว่าท่วมยกเมือง คลองสามวาทะลุไส้ กทม. เพราะใน กทม. คนที่เขาทํางานเขาก็บอกว่าพอมีการเปิด คลองสามวาหรือการไปรื้อบานประตูนั้นน้ําจะกระจายไปตามคลองย่อยซึ่งมีอยู่กว่า ๒,๐๐๐ คลอง และระบบระบายน้ําของ กทม. ทั่ว ๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร โดยคาดไม่ได้ว่า น้ําจะไปผุดที่ไหนบ้าง แต่ถ้าปิดบริเวณนี้โดยเฉพาะคอประตูน้ําก็จะแก้ปัญหาได้ นี่ครับ ศปภ. ท่านผู้อํานวยการไม่เคยมีบทบาทเข้าไปแก้ไขในเรื่องนี้เลย ปล่อยท้องถิ่น พอมีกลุ่ม นักการเมืองในซีกเดียวกับท่าน ท่านก็แบ๊ะ ๆ พูดไม่ออก เขาถึงบอกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ธรรมชาติครับ มันเป็นความผิดพลาดและคนที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลยคือ ผู้อํานวยการ ศปภ. ท่านรัฐมนตรีประชา พรหมนอก นี่ไม่นับกล่าวหาอีกเยอะนะครับ น้ําทะลุคลองประปาสุดท้ายมาติดคลองบางซื่อครับ คลองบางซื่อระบบสูบน้ําทํางานดี ก็มีคน ในซีกของรัฐบาลนี่แหละไปกล่าวหาว่าคลองบางซื่อไม่มีประสิทธิภาพ เอาสื่อมวลชนไปดู สุดท้ายไม่มีคลองบางซื่อนี่วันนี้ทะลักหมดครับข้างใน มันมีประเด็นการเมืองในการทํางาน ภายใต้ ศปภ. ตั้งแต่ต้น ไม่ตรงไปตรงมา ปัญหาก็เลยวิกฤติครับ เขาตั้งให้เป็นผู้อํานวยการ ศปภ. ในยุควิกฤติมาแก้วิกฤติ ไม่ใช่เอาการเมืองมาสร้างวิกฤติซ้ํา นี่คือยิ่งกว่าบกพร่อง นี่คือยิ่งกว่าล้มเหลว นี่คือยิ่งกว่าไร้ประสิทธิภาพ และเรายังจะไว้วางใจให้ทํางานต่อไปได้หรือ ในเมื่อสถานการณ์น้ําท่วมยังไม่จบ มันนานจนขนาดน้องน้ํากลายเป็นป้าน้ําไปแล้วครับ มันนานมากครับ ทหารที่ไปทํางานเขาให้สัมภาษณ์ชัดว่าหลายที่มีนักการเมืองท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับชาติคุมคนไปรื้อคัน ข่าวไปดูได้เลยเยอะครับ ผมจะไม่พูดถึง แต่การให้สัมภาษณ์ของข้าราชการที่ทํางานนี่สิครับชัด ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ วันพุธที่ ๑๙ ตุลาคม น้ําติดอิทธิพล คนให้สัมภาษณ์ท่านนี้ต่อมาเป็นประธานกรรมการ แก้ปัญหาเรื่องน้ําที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งครับ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมท่านให้สัมภาษณ์ บอกว่าการบริหารจัดการน้ําในขณะนี้ตกอยู่ในสภาพวัวพันหลัก เพราะรัฐบาลไม่กล้า ตัดสินใจ เช่น ควรประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการฉุกเฉินก็ไม่ทํา บางพื้นที่น่าจะทําก็ไม่ทํา ทําให้ต้องผันน้ําเลี่ยงไปทางอื่น กลายเป็นการซ้ําเติมสถานการณ์บางจุด ท่านพูดต่อครับ นอกจากนี้การบริหารจัดการน้ําฝั่งตะวันออก กทม. ซึ่งมีน้ําบ่ามาจากนวนครเข้ามา คลองรังสิตเพื่อส่งลงทะเลก็ไม่สามารถทําได้ เพราะนักการเมืองในพื้นที่ไม่ยอมให้น้ําผ่านไป ตามคลองต่าง ๆ ในพื้นที่ทุ่งรังสิต เนื่องจากบริเวณนี้เป็นฐานเสียงที่สําคัญ ทั้ง ๆ ที่ถ้าช่วยกัน ผันออกไปแค่คลองละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ น้ําจะท่วมแค่หัวเข่าเท่านั้น ไม่ท่วมบ้านเรือนมากมาย ขนาดนี้ คลองอื่นที่นักการเมืองไม่ยอมก็ใช่ว่าน้ําจะไม่ไปนะครับ เพราะน้ําจะเท้อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ท่วมเช่นกัน ถ้าช่วยกันเสียตั้งแต่ต้นก็จะไม่รุนแรง กทม. ก็จะไม่เป็นอันตรายอย่างนี้ ศปภ. ไปอยู่ไหนครับ ไม่แก้ปัญหา สุดท้ายวันนี้ชาวบ้านทะเลาะกัน ท่านเห็นหลายจุดครับ ปิดโทลล์เวย์วันก่อน ก็มีปัญหาจนมีการไปทําร้ายรถยนต์ที่ฝ่าขึ้นมา จุดที่บางแค จุดที่อื่นเยอะครับ ฝ่ายการเมืองไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องเลย สุดท้ายเขาเลยบอกว่า ศปภ. กําลังจะกลายเป็น ศูนย์แพแตกแห่งชาติ คือลอยแพท่านประชาคนเดียว แต่คนเดือดร้อนคือประชาชนครับ ในที่สุดทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่ทําให้ระบบการผันน้ํามีปัญหา แล้วน้ําตั้งแต่วันที่ ๘ ตุลาคม ก็ท่วมมาเรื่อยครับ แนว ๓ แนวที่ท่านประชาวางเอาไว้ เมืองเอก ๓ เมตร วันนี้เหลือ ๒ เมตร มหิดล ศาลายา ๒ เมตร รังสิต คลองหกท่วมลามมาถึงสายไหม วันนี้ยังท่วมอยู่ครับ สุดท้ายด้วยความที่ตัดสินใจโดยใช้การเมืองเป็นพื้นฐานอย่างนี้น้ําก็ท่วม ศปภ. พาดหัวข่าวชัดครับ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ปิดดอนเมือง ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ รับ กทม. วิกฤติ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนรับเอง นี่คือความบกพร่องไร้ประสิทธิภาพในข้อแรก ไม่ใช่เรื่อง ธรรมชาติ เป็นความผิดพลาดของคนครับ

ข้อที่ ๒ ที่ท่านบริหารผิดพลาดและบกพร่องล้มเหลวมาก ซึ่งจะมีเพื่อน สมาชิกพูดในรายละเอียดต่อไปคือการสื่อสารในภาวะวิกฤติ เขาบอกว่าในการบริหาร ในภาวะวิกฤติ การสื่อสารในภาวะวิกฤติเป็นเรื่องสําคัญที่สุด เพราะจะทําให้คนเตรียมตัว ได้ครับ ๕๐ วันมานี้ ศปภ. ไม่เคยตอบคําถามง่าย ๆ ๓ ข้อนี้ได้เลย ๑. ท่วมไหมที่นี่ ๒. มาเมื่อไร ท่วมนานไหม ไม่เคยตอบได้ครับ วันหนึ่งบอกกรุงเทพฯ เอาอยู่ เสร็จ วันหนึ่ง บอกนวนครเอาอยู่ ก็เสร็จ มี ๒ เหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤติล้มเหลว

อันที่ ๑ ก็คือกรณีแถลงข่าวครับ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ท่านรัฐมนตรีประชา ในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. กับรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ผู้สื่อข่าวรายงานมากรณีที่เป็นการแถลงเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ใกล้กับ ประตูน้ําคลองบ้านพร้าว อําเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ศปภ. ออกมาแถลงบอกว่า ให้อพยพภายใน ๗ ชั่วโมง บอกเลยครับพื้นที่ไหนบ้างต้องขนของ คนโกลาหล เพราะถ่ายทอดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ คนเขาฟังอยู่ ไม่ถึง ๑๐ นาทีครับ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ศปภ. พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก พร้อมด้วย รัฐมนตรีท่านอื่นและรองผู้อํานวยการ ศปภ. ร่วมกันแถลงข่าวอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็บอกว่า รายงานล่าสุด ล่าสุดของท่านคือ ๑๐ นาทีที่แล้วบอกอพยพเถอะ อีก ๑๐ นาทีต่อมาบอก ล่าสุดแก้ไขได้แล้ว สถานการณ์ดีขึ้นอยู่ในระดับหนึ่ง ซ่อมเสร็จทันตามกําหนดไม่ต้องอพยพแล้ว อันนี้เป็นที่มาของการสื่อสารที่วิกฤติที่สุดและทําให้คนไม่เชื่อถือ ศปภ. ครับ สุดท้ายภาคประชาชนที่ไปทํางาน เขาก็มีทวิตเตอร์ (Twitter) มีเฟซบุ๊ก (Facebook) แจ้งกันไป นักวิชาการซึ่งถูกจัดอยู่แถว ๒ ใน ศปภ. พูดจาคนเชื่อถือมากกว่ารัฐบาลและ ศปภ. เสียอีก คนก็ติดตามสถานการณ์น้ําจากนักวิชาการครับ แต่ที่ทําให้คนเกือบตายนะครับ โกลาหลที่สุดยิ่งกว่าสึนามิคือกรณีนวนครครับ นวนครเป็นกรณีที่สับสนที่สุด และเป็นกรณี ที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพที่ชัดเจนที่สุด ความจริงไม่ใช่ นิคมอุตสาหกรรมแรกที่จม มันจมไล่มาเรื่อยแล้วละครับ แต่พอถึงนวนคร ศปภ. ประกาศ ตลอดว่าเอาอยู่ ๆ เสริมคันเข้าไป รถกี่คัน ๆ แถลงกันไป ถึงขนาดท่านรัฐมนตรีประชา บินไปดูเองครับ ช่วงนั้นท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ไปดูด้วย มีการแถลงโดยทีม โฆษก ศปภ. ซึ่งท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ตั้ง แจ้งให้คนอพยพครับ รายงานข่าวไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ ๑๘ รายงานว่า ทีมโฆษก ศปภ. นําโดย พลตํารวจเอก พงศพัศ และนายวิม เลขานุการรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ ให้ประชาชนที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ผู้ที่อยู่โดยรอบ คือธรรมศาสตร์ รังสิต สนามกอล์ฟ หมู่บ้านไวท์เฮ้าส์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต ๒๐๐,๐๐๐ คน อพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากน้ําเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมนวนครแล้ว ต่อมาทีมโฆษกก็บอกอีกครับว่าเตรียมจุดพักพิงไปไหนบ้าง นักข่าวก็ถามนายวิมว่าเป็นคําสั่ง คุณประชาหรือเปล่า บอกใช่ เป็นคําสั่งคุณประชา คล้อยหลังมาไม่นานครับ พลตํารวจเอก ประชา กลับจากตรวจนิคมอุตสาหกรรมนวนครให้สัมภาษณ์บอกว่ายังสามารถรับสถานการณ์ได้ แต่ให้ประชาชนเตรียมการขนของขึ้นที่สูงเอาไว้ด้วย หากใครต้องการอพยพ ก็แจ้งมา แต่ยืนยันบอกว่าน้ําเข้าไปเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้สื่อข่าวก็ถามนายวิมกับ พลตํารวจเอก ประชา ว่ายังต้องอพยพไหมเพื่อความปลอดภัย สุดท้าย พลตํารวจเอก ประชา ก็ปฏิเสธที่จะแถลงข่าวบอกว่าเป็นหน้าที่โฆษก ศปภ. คนในนวนครก็ว่ากันต่อครับ แต่หลังท่านออกจากนวนครกลับมากรุงเทพฯ ไม่เกิน ๑ ชั่วโมงเศษต่อมานวนครแตกครับ ภาพที่เห็นก็คือนวนครแตก คนวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งยอมรับด้วยครับ ผมดูรายการท่านให้สัมภาษณ์อยู่ และท่านพูดในที่ประชุมสภานี้ด้วย ตัวท่านก็ยืนอยู่ แต่ท่าน มั่นใจแล้วว่าแตกแน่ท่านก็หนีก่อนครับ นี่คือตัวอย่างของความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ประเด็น คืออะไรครับ สื่อสารวิกฤติล้มเหลว คนไม่ได้เตรียมตัวครับ ตอบไม่ได้น้ํามาเมื่อไร ท่วมไหม ตรงนั้น ตรงนี้ คนก็เตรียมตัวกัน พอเตรียมตัวไปไม่ประกาศเขาก็คลายใจ พอคลายใจน้ําก็มา มีอีกหลายตัวอย่างครับ เวลาท่านบอกน้ําค่อย ๆ มา แต่เวลาทะลักมันทะลักแรง หลายที่ เห็นไหมครับ หมู่บ้านชวนชื่นฟลอร่าวิลล์รถลอยเต็มไปหมดเลยครับ กระทั่งในดอนเมือง ที่ประกาศคนไปจอดเยอะแยะของเจ้าหน้าที่เองก็ท่วมหมดครับ แต่ที่ร้ายกว่านั้นครับใน ศปภ. มีการโพสต์ (Post) เฟซบุ๊กครับ โจมตีไปถึงรัฐบาลชุดที่แล้ว คือนอกจากบริหารผิดพลาด ไร้ประสิทธิภาพเองแล้ว ไปลงเฟซบุ๊กวันที่ ๓๑ ตุลาคมครับ ศปภ. ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กซึ่งคนอ่านเยอะครับ บอกนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พึ่งเข้ามาบริหารประเทศได้แค่ ๒ เดือน แต่ต้องผันคาบเกี่ยวไปถึงยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บริหารข้อมูลน้ําผิดพลาดในห้วง ๗-๘ เดือนก่อนหน้า ซึ่งสมควร ต้องแสดงความรับผิดชอบเต็ม ๆ เหมือนกัน ต่อมาคุณสุทธิชัย หยุ่น ไปทวิต (Twit) ลงในทวิตเตอร์ของท่านครับ นี่ครับเป็นการยืนยันว่า ศปภ. โพสต์ลงเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก ศปภ. บอกยิ่งลักษณ์เข้ามาแค่ ๒ เดือน อภิสิทธิ์บริหารน้ําผิดพลาดก่อนหน้านี้ ๗-๘ เดือน ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เหมือนกัน มันถึงเป็นที่มานี่ครับ ควรจะต้องอธิบายเรื่อง สถานการณ์น้ําในเขื่อน ที่บอกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วออกไปน้ํามีไม่ถึงครึ่งเขื่อน มันอยู่ในจุดต่ําสุด ของจุดที่รับน้ําได้ เพราะมันแล้งก่อนหน้านั้น ตอนที่ท่านเข้ารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลนี้เข้ามาน้ํามีครึ่งเขื่อน แต่เพราะเก็บเอาไว้น้ําก็ทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเส้นที่ชัน ขึ้นมา ก็อภิปรายกันในสภานี้ แต่ประเด็นผมก็คือ ศปภ. จะต้องไปโจมตีคนอื่นผ่านเฟซบุ๊ก ของตัวเองเพื่ออะไรครับ

นี่คือประเด็นที่บอกว่าการบริหารการสื่อสารในภาวะวิกฤติของ ศปภ. นั้น ล้มเหลว แจ้งใครไม่มีใครเชื่อ สุดท้ายน้ําก็ท่วม ประชาชนก็ต้องฟังทางนักวิชาการ ดูทวิตเตอร์ ดูเฟซบุ๊ก เชื่อข่าวลือ หลายที่ถึงวิกฤติขณะนี้ แล้วคนก็บอกสุดท้ายเขาต้องพึ่งตัวเอง การตั้ง พลตํารวจเอก ประชาเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. จึงเป็นคําสั่งแต่งตั้งให้ท่านทํางาน ที่ท่าน ไปทํางานล้มเหลวอย่างยิ่ง ที่สุดยอดที่สุดครับ เลขานุการท่านเอง เลขานุการ ศปภ. คือ นายถิรชัย วุฒิธรรม ประทานโทษที่เอ่ยนาม ไม่ได้ทําให้เสียหาย ไปให้สัมภาษณ์บอกว่า ยอมรับ ศปภ. ไร้แผนแก้ปัญหาน้ํา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๔ ครับ บอกบริหารไปแต่ละวันไม่ได้มีแผนหรอกแก้ปัญหาน้ํา ลืมดูไปครับ พลตํารวจเอก ประชาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ บอกว่าขณะนี้ได้วางแผนเตรียมรองรับหากเกิดเหตุฉุกเฉินเอาไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถ เปิดเผยได้เพราะเกรงว่าจะเกิดกลียุคต้องรอจังหวะที่เหมาะสมก่อน จังหวะไหนครับ หมดแล้ว ท่วมไปหมดแล้ว นี่คือความไร้ประสิทธิภาพที่สุด แล้วพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ก็จะได้เห็นข้อเท็จจริง

ในประการสุดท้ายครับ ข้อบกพร่องล้มเหลวที่ร้ายแรงที่สุดของท่าน คือจงใจปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและทําผิดกฎหมายซึ่งจะมีผู้อภิปรายต่อไป ทั้งหมด ที่ผมชี้ให้กับท่านประธานเห็นมาตั้งแต่ต้น เป็นการย้ําให้เห็นชัดว่าการแต่งตั้ง พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นผู้อํานวยการ ศปภ. นั้นได้มีการใช้อํานาจหน้าที่บริหารจัดการ ผิดพลาดตั้งแต่เรื่องคน เรื่องแผน การสื่อสาร จนกระทั่งเกิดผลกระทบเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อประชาชนนับล้านครอบครัว เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากมายนับเป็นล้าน ๆ บาท หากเราจะไว้วางใจให้ท่านทํางานต่อไปทั้งที่สถานการณ์น้ํายังไม่จบ ผมก็คิดว่าความเสียหาย ในประเทศนี้ก็มากมายเหลือคณานับ ท่านเหมือนแม่ทัพที่เขาแต่งตั้งให้สู้รบกับกองทัพข้าศึก ซึ่งยกทัพมาล้อมเมืองไว้แล้ว ให้ทั้งเสื้อคลุม ก็คืออํานาจ หน้าที่ ตําแหน่ง ให้ทั้งดาบ คืออํานาจในการสั่งการและงบประมาณ แต่สิ่งที่เขาให้ไม่ได้คือความสามารถในการ ใช้ดาบนั้นครับ วันนี้ท่านไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพที่จะทําหน้าที่ในตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม