สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากบริหารจัดการน้ำท่วมไม่ดี โดยเฉพาะการล้มเหลวในการระบายน้ำในศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการผันน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีการผ่านมือหลายครั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงแผนผันน้ำท่วมหลายครั้ง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอให้ ข้อเท็จจริงกับท่านประธานก่อนนะครับว่า ตั้งแต่เช้ามาที่นัดประชุมในเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกานั้น ฝ่ายค้านได้ใช้เวลาในการอภิปรายไปได้เพียงแค่ ๖๗ นาทีเท่านั้น ในเวลาที่มีการหารือจาก สมาชิกฝั่งรัฐบาลก็ดี การชี้แจงของท่านรัฐมนตรีก็ดี ใช้เวลาถึงเกือบ ๘๐ นาที ก็แปลว่า การทําหน้าที่ของฝ่ายค้านนั้นยังไม่สามารถที่จะทําหน้าที่ได้อย่างที่ได้วางเป้าหมายเอาไว้

ในส่วนของกระผมนั้นทําหน้าที่ในการที่จะอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมในฐานะที่เป็นผู้อํานวยการ ศปภ. โดยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นได้เขียน เอาไว้อย่างชัดเจนว่า พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ได้กระทําการทุจริต จงใจกระทําผิด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ในส่วนของผมซึ่งจะต้องอภิปราย เป็นคนแรกในเรื่องของการบริหารจัดการน้ําท่วมนั้น จะให้ท่านประธานได้เห็นครับว่าทําไม จึงต้องอภิปรายท่านในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. และในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. เพื่อนสมาชิกท้วงติงว่าสามารถอภิปรายได้หรือไม่ รวมถึงจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าผลที่ เกิดขึ้นจากการทํางานตลอด ๕๐ วัน ของการถูกแต่งตั้งเป็นตําแหน่งผู้อํานวยการ ศปภ. นี้ ได้บริหารราชการแผ่นดินโดยบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดวิกฤติ อย่างไม่เคยประสบมาก่อนอย่างไรบ้าง ท่านรัฐมนตรีประชาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๙๓/๒๕๕๔ ความจริงถ้าเราได้ดูเอกสารในการ แต่งตั้งท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ท่านนี้จะเห็นได้ชัดครับว่าสถานการณ์ซึ่งมีการแต่งตั้ง ผู้อํานวยการ ศปภ. นั้นเป็นสถานการณ์ซึ่งโกลาหลมีความร้อนรนเป็นอันมาก เพราะสถานการณ์ ก่อนหน้าท่านเป็นสถานการณ์ที่มีมวลน้ําขนาดใหญ่ได้สร้างความเสียหายตั้งแต่ลุ่มน้ําปิง ลุ่มน้ําวัง ลุ่มน้ํายม ลุ่มน้ําน่าน ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ลงมาถึงที่ราบลุ่มเจ้าพระยา กําลังจ่อปริมณฑลและกรุงเทพมหานคร ในวันที่ท่านรับตําแหน่งเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. นั้น เป็นวันที่น้ําเข้าท่วมวัดไชยวัฒนารามที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวันที่น้ําเข้าท่วม นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครเรียบร้อยแล้ว น้ํากําลังจะจ่อท่วมอีกนิคมอุตสาหกรรมที่เหลือ กําลังจะท่วมมาถึงปริมณฑลและกรุงเทพมหานคร ในคําสั่งฉบับนี้ได้เขียนชัดครับว่า ภัยที่เกิดขึ้นนั้นถือได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติและรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา มีน้ําท่วม ๕๙ จังหวัด ผู้เสียชีวิต ๒๕๒ คน และกําลังส่งผลกระทบโดยตรงสู่กรุงเทพมหานครในอีกไม่ช้า ในคําสั่งนี้ยังเขียนต่ออีกครับว่า ในการบริหารนั้นภาวะที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่การบริหารจัดการในภาวะปกติจะรับมือได้ จึงเห็นสมควรให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยขึ้น ความหมายตรงนี้ ก็ชัดครับว่า คนที่เข้ามารับตําแหน่งผู้อํานวยการ ศปภ. จะต้องบริหารจัดการไม่ใช่บริหาร ในภาวะวิกฤติ ไม่ใช่บริหารในภาวะปกติ แต่จะต้องบริหารจัดการแบบบริหารจัดการ ในภาวะวิกฤติตามคําสั่งที่เกิดขึ้น ประเด็นที่บอกว่าอภิปรายผู้อํานวยการ ศปภ. ได้หรือไม่นั้น เขียนไว้ชัดในคําสั่งครับ และไม่มีข้อที่จะสงสัยได้ เพราะเป็นการตั้งตามอํานาจ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งเขียนไว้ชัดครับว่า และมีผู้อํานวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผู้อํานวยการ ศปภ. เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีการตั้งงบประมาณผ่านมติคณะรัฐมนตรีให้กับ ศปภ. โดยตรง อีกทั้งการลงนามของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้นจะเขียนคู่ตลอดว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ผู้อํานวยการ ศปภ. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การอภิปรายผู้อํานวยการ ศปภ. นั้น จึงเป็นเรื่องที่กระทําได้อย่างเกิดความชัดเจน เราคาดหมายกันครับว่าในวันที่ ๘ ตุลาคม ที่ท่านมาเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. นั้น การบริหารในภาวะวิกฤติจะต้องใช้องค์ความรู้ จะต้องมีการคาดการณ์ภัยที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล การตัดสินใจต่าง ๆ อย่างฉับไว และเอาคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทํางาน สถานการณ์ก่อนหน้าท่านเข้ามาครับ วันที่ ๙ ตุลาคม มีรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุชัดว่า สถานการณ์นั้น ยังท่วมอยู่ ๓๐ จังหวัด ผู้เสียชีวิต ๒๖๑ ราย สูญหาย ๔ คน มาถึงวันนี้วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๕๐ วันที่ท่านเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. รายงานเมื่อวันที่ ๒๕ มีน้ําท่วมถึงกรุงเทพมหานคร และมีผู้เสียชีวิตแล้ว ๖๑๕ คน ก็แปลว่า ๕๐ วันที่ท่านเป็นผู้อํานวยการ ศปภ. มีผู้เสียชีวิต เฉพาะที่ท่านรับผิดชอบสูงถึง ๓๕๔ คน มากกว่าสถานการณ์ก่อนหน้าที่มี ศปภ. ความจริง แค่ตัวเลขนี้ก็ยืนยันชัดครับว่า การบริหารของ ศปภ. นั้นบกพร่องและล้มเหลว ภายใต้ ความรับผิดชอบของท่านอย่างไร แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นนี่ครับ สิ่งที่รุนแรงสิ่งที่เสียหาย ประชาชนตั้งแต่วันที่ ๘ ดีใจกับการมี ศปภ. เพราะท่านออกมาแถลงว่าพร้อมทํางานทันที วันที่ ๙ แถลงบอกว่าจะป้องกันน้ําเข้ากรุงเทพฯ วาง ๓ แนวตั้งแต่เมืองเอก ศาลายา หลังมหาวิทยาลัยมหิดล และที่รังสิตคลองหก เพื่อป้องกันน้ําจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ ปรากฏว่า ๕๐ วัน ภายใต้การทํางานของท่าน พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ หลังผมนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในแต่ละวันที่ท่านบริหารนั้น มีความเสียหายบกพร่อง เกิดขึ้นอย่างไร เริ่มตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะแตก อพยพอลหม่าน จมทั้งเมือง ทะลัก กทม. คนหิวข้าวอดโซ ปทุมระทม พระโวยชาวบ้านแย่งอาหาร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จมสู้ไม่ไหว นวนครแตก ไปจนกระทั่งสุดท้ายก็คือท่วมยกเมือง

คําถามมีครับว่า แล้วท่านบกพร่องล้มเหลวอย่างไรล่ะครับ ในคําสั่งที่แต่งตั้ง ท่านมีภารกิจที่เขียนเอาไว้ทั้งหมด ๑๔ ข้อด้วยกัน ในข้อ ๑ ก็คือกํากับการดําเนินการระบายน้ํา ให้สู่สภาวะปกติ อีกทั้งให้อํานาจท่านเยอะครับ เป็นอํานาจที่สามารถสั่งหน่วยงานราชการ ได้ทั้งหมดครับ สามารถสั่งหน่วยงานราชการได้ทั้งหมด ภายใต้ข้อ ๑ ก็คือ เป็นหน่วยงาน บูรณาการ เพราะฉะนั้นอํานาจของผู้อํานวยการ ศปภ. นี้จะเป็นอํานาจที่ได้รับมอบจากท่าน นายกรัฐมนตรีโดยตรง และผนวกกับอํานาจตอนหลังที่ท่านนายกรัฐมนตรีใช้อํานาจตาม มาตรา ๓๑ อีกด้วย แต่ ๕๐ วันที่ท่านทํางานครับมี ๓ ข้อที่ถือว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง

ข้อที่ ๑ บริหารการผันน้ําล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้น้ําท่วมเข้าพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งบ้านเรือนประชาชนด้วย ข้อนี้ฟังดูเผิน ๆ เหมือนกับธรรมดาครับ แต่จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งหลายของพวกกระผมเห็นได้ชัดครับ เรื่องผันน้ํา ท่านจุรินทร์พูดชัดว่า ๓ ทาง ตะวันออกไปลงบางปะกง ตอนกลางเจ้าพระยา ตะวันตกก็ไปลงทางฝั่งของอ่าวไทยผ่านทางจังหวัดต่าง ๆ ลงไปจนกระทั่งนครปฐมย้อนกลับ ไปยังฝั่งของทะเลอ่าวไทย ผู้อํานวยการ ศปภ. ลงนามในคําสั่ง ที่ ๑๒/๒๕๕๔ สั่ง ณ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ตั้งคณะกรรมการผันน้ําลงทะเล แต่กรรมการชุดนี้แปลก ๆ ครับ เขียนเข้าใจทีแรกว่า เป็นกรรมการผันน้ําลงทะเลจะรับผิดชอบทั้งหมด แต่ไปเขียนครับว่าเป็นคณะกรรมการผันน้ํา ลงทะเลด้านตะวันออกจากคลองระพีพัฒน์ มีกรรมการ ๓ คน คนที่ ๑ ท่านจุรินทร์ไม่เอ่ยชื่อ แต่ผมขออนุญาตท่านประธานเอ่ยชื่อครับ เพราะอยู่ในคําสั่ง คือนายอุเทน ชาติภิญโญ คนที่ ๒ นายวัลลภ ยังตรง ประทานโทษเอ่ยนาม เป็นอดีต ส.ส. ของพรรครัฐบาลในขณะนี้ คําถามว่านายอุเทน ชาติภิญโญ เป็นใคร ในสัปดาห์ที่แล้วพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบซีซีทีวี (CCTV) ด้วย ความจริงก็มีข้อสงสัยละครับ ว่าทําไมจึงตั้งกรรมการผันน้ําลงทะเลแล้วไปเขียนว่าลงทะเลตะวันออก มีคนของการเมือง ๒ ใน ๓ คนที่เกี่ยวกับรัฐบาลทั้งสิ้น นักวิชาการทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้สัมภาษณ์ไว้ชัดเจนครับ บอกว่า ๕ วันแรกใน ศปภ. เต็มไปด้วยนักการเมืองเดินไปเดินมาไม่มีใครมีความรู้เรื่องน้ําเลย เวลาประชุมนักการเมืองอยู่หน้า นักวิชาการอยู่หลัง แต่กรรมการชุดนี้ไปทํางานครับ ต้นเหตุ ของน้ําท่วมมาจากตรงนี้ครับ มีการให้สัมภาษณ์โดยประธานกรรมการผันน้ําลงทะเล ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ รายการฝ่าวิกฤติน้ําท่วม ช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) พิธีกร ได้ถามเขาก็งงครับ ว่ากรรมการชุดนี้ตกลงผันน้ําไปลงตะวันออกใช่ไหม เพราะน้ํามาจ่อ กรุงเทพฯ เยอะ ถ้าน้ําไปลงตะวันออกเยอะ ผันลงตะวันตกเยอะ แล้วผันลงเจ้าพระยาได้ น้ําไม่ท่วมปริมณฑล กรุงเทพมหานคร คําตอบที่ได้รับมันกลับพลิกครับ ท่านตอบอย่างนี้ครับ ตอบว่า ผมกับคณะกรรมการรับผิดชอบก็คือว่ารับผิดชอบว่าทําอย่างไรจังหวัดสมุทรปราการ ไม่ท่วม รับผิดชอบว่าทําอย่างไรกรุงเทพฯ ด้านตะวันออกต้องไม่ท่วม พิธีกรเขางงครับ งงว่าเขาให้คุณผันน้ําลงทะเลตะวันออก แต่คุณไปตอบว่ากรรมการคุณผันน้ําอย่างไรก็ได้ ต้องไม่ท่วมสมุทรปราการและตะวันออก เขาก็ถามต่อว่ากรุงเทพฯ ตะวันออกเท่านั้น หรือ ประธานกรรมการผันน้ําบอกว่า ใช่ครับ แล้วก็กินเหนือขึ้นมา บังเอิญว่าตอนนี้ข้างบน น้ํามันท่วมเร็วเลยทําให้เราต้องไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะน้ํามาจากคลองเดียวกัน ช่วงต่อมา พิธีกรถามอีก ประธานกรรมการผันน้ําคนนี้ซึ่งท่านประชาตั้งนี่ครับตอบว่า ผมไม่ได้จะเอาน้ํา ไปลงทางบางปะกง พิธีกรก็งงครับ ผันน้ําทะเลตะวันออกไม่ไปลงบางปะกงแล้วไปไหนครับ ไม่ได้เอาลงทางบางปะกงเอาไปลงทะเล ไปลงด้านตะวันออกอย่างนั้นหรือ คุณอุเทนก็ตอบว่า ไปทางด้านใต้เป็นการผันน้ําในส่วนตะวันออกของคลองระพีพัฒน์ครับ ประเด็นคืออะไรครับ ประเด็นคือเมื่อผันน้ําไม่ไปสมุทรปราการ ไม่ไปตะวันออกน้ําจะทะลักลงแม่น้ําเจ้าพระยา ตรงกลาง แล้วการรับน้ําจะเกินปริมาณที่รับได้ พิธีกรถามอีกครับ ปรากฏว่าประธาน กรรมการผันน้ําลงทะเลท่านนี้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งตรงกันกับข้อกล่าวหาที่ท่านจุรินทร์ได้พูดว่า ท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ไม่ได้ตัดสินใจโดยเอาวิชาการและองค์ความรู้เป็นที่ตั้ง แต่เอาพรรคพวก การเมืองกลุ่มเดียวกับท่านปกป้องผลประโยชน์ของท่านเป็นที่ตั้ง เขาพูดอย่างนี้ครับ เขาสัมภาษณ์ในรายการว่า พวกผมกลุ่ม ส.ส. สมุทรปราการ โดยหารือกับนายแพทย์วัลลภ ยังตรง ประทานโทษเอ่ยนาม ส.ส. ประเสริฐ และ ส.ส. อนุสรา ทั้ง ๔ คนได้หารือกันว่าน้ําก้อนนี้มาเยอะกว่าปกติ ถ้าไม่รีบ นําน้ําออกไปยังสมุทรปราการเชื่อกันว่ามาถึงตรงนี้เราทําอะไรไม่ได้ เขาก็เลยไปดูสถานีสูบน้ํา มีสูบอยู่ ๙๙ ตัว ก็ไปเร่งดําเนินการ พิธีกรถามว่าที่พูดนี่สมุทรปราการเท่านั้นหรือ เขาก็บอกว่าใช่ แถมยังตอบว่าไปดําเนินการทางใต้ดินก็แล้วกัน โดยไม่ได้แจ้งให้ใครทราบ พิธีกรถามต่อ บอกทําไมต้องทําอย่างนั้นล่ะครับ เขาตอบว่า เพื่อปกป้องดูแลคนสมุทรปราการซึ่งเป็นคน ของพวกเรา ผมไม่ได้บอกว่าคนสมุทรปราการผิดครับ แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ กรรมการผันน้ําลงทะเลตะวันออกผันไม่ให้ลงทะเลตะวันออก เพื่อปกป้องเขตการเมืองที่ท่าน รับผิดชอบ นี่ละครับที่บอกว่าไม่ไว้วางใจ เพราะในการผันน้ําทุกอย่างมีแผนกรมชลประทาน ไปดูคําให้สัมภาษณ์อธิบดีกรมชลประทาน ไปดูการให้สัมภาษณ์หน่วยงานอื่น เขามีแผนชัดครับ แต่เพราะมีกรรมการผันน้ําอย่างนี้ออกมายอมรับ ต่อมาคุณอุเทนมีคําสั่งอื่นแต่งตั้งใหม่ แต่มีการให้สัมภาษณ์ว่าไปเป็นกรรมการที่ปรึกษาเรื่องน้ําให้นายกรัฐมนตรี ผลที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ คนนี้บอกว่าทํางานก่อนที่มีการแต่งตั้งวันที่ ๑๕ ทําตั้งแต่ต้นเดือนแล้วทํายาวไป สัมภาษณ์ปลายเดือน และไปทํางานใต้ดินด้วย น้ําที่เทลงทางเจ้าพระยาก็เกินปริมาณครับ ผลที่เกิดขึ้นก็คือกรมชลประทานออกมายอมรับในช่วงปลายเดือนตุลาคมว่ามีคันกั้นน้ํา ในฝั่งเจ้าพระยาแตก ๑๔ จุด