จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบและให้เงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต
เพราะฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้ ท่านประธาน วันนี้บางเรื่องเรื่องข้อเสนอเรื่องการเยียวยา บอกว่าเมื่อพวกกระผมเสนอ เยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม พวกกระผมไม่ได้บอกว่าให้เฉพาะประชาชน ที่ตายเท่านั้น ทหารที่ตายต้องให้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะทหารและประชาชนเขาไม่ควรจะมาตาย ในการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน กรณีกรือเซะ-ตากใบ รัฐบาลก็ตั้ง พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นคนลงไปดูแลรับผิดชอบที่จะเยียวยา นั่นหมายความว่า ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกระหว่างความตาย ความบาดเจ็บออกจากกัน ด้านคดีความ เดินหน้าไปเถอะ แต่เรื่องความสูญเสียอันนี้นี่ครับ หลายคนบอกว่า ๑๐ ล้านบาทมากไป หรือเปล่า ผมก็บอกว่าถ้าอยากได้ก็ไปตายตามเขาเสีย เพราะความรู้สึกคนไม่ได้ตาย คนไม่ได้ เจ็บปวด ครอบครัวไม่ได้สูญเสีย ท่านประธานลองถอยย้อนไปตอนที่นายไมค์ มัวร์ แข่งกับ ดอกเตอร์ศุภชัย ดู มิสเตอร์เอียน นิวมีเก้น เป็นอดีตพระที่มาบวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร แล้วก็สึกจากพระไปตายในเหตุการณ์พฤษภา ปี ๒๕๓๕ รู้จักกับกระผมดี ตายที่เชิงสะพานวันชาติ บอกให้ทหารหยุดยิง สุดท้ายตัวเองถูกยิงเอง นายไมค์ มัวร์ ได้หยิบยกเรื่องสิทธิมนุษยชนข้อนี้มา ที่รัฐบาลเวลานั้นต้องไปจ่ายเงินให้กับแม่ของ เอียน นิวมีเก้น ถึง ๕๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐเวลานั้นหรือเปล่า ผมไม่คิดว่าเวลานั้น ขนาดฝรั่งนิวซีแลนด์ตายในประเทศไทยจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ผมเองก็เป็นแกนนํา คนหนึ่งในเหตุการณ์ปีนั้นอยู่กับคณะกรรมการญาติวีรชนผู้สูญเสีย มาปี ๒๕๕๓ เจอชะตากรรม เดียวกัน ท่านประธานคงไม่รู้หรอกครับว่าบางครอบครัวนี่ครับเมียตั้งท้องอยู่ ผัวขับแท็กซี่ ผัวตาย ในขณะที่ลูกตัวเองอยู่ในท้อง ๙๑ ชีวิตไม่ว่าประชาชน ทหาร เขาทุกข์ระทมมา ผมบอกว่าประเทศนี้เราควรที่จะรับผิดชอบเขา ในทางคดีความเดินหน้าไปไม่มีปัญหาอะไร แต่ความตายที่เกิดขึ้นจากทุกเหตุการณ์ นี่การชุมนุมเหตุการณ์ ๗ ตุลาคม ที่ปิดล้อมสภา รัฐต้องดูแลในคณะกรรมการชุดนี้ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่าความตายที่เกิดขึ้น ในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสีใด เกิดเหตุการณ์ที่ใด ต้องได้รับการเยียวยา นี่ก็เป็นการ เริ่มต้นการปรองดองกันได้อย่างหนึ่ง ผมเรียนกับท่านประธานว่าแต่ความที่เราเป็น นักการเมือง มีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน แล้วก็มีความเชื่อตลอดระยะเวลากันว่า เราต้องแข่งขันกันตลอดเวลา แล้วรู้สึกว่าต้องรักษาหน้าของตัวเองไว้ให้นานที่สุด นี่จะเป็น หนทางของความไม่สําเร็จอะไรเลย ผมเองก็ภาวนาว่าการตั้งคณะกรรมาธิการครั้งนี้มันไม่ใช่ รวมเล่มมา บางครั้งไม่กล้าให้รายงานที่ประชุมด้วย มันจะไม่มีความหมายอะไรเลย เราอยู่ใน สภาแห่งนี้เรารู้เลยว่ามันจะเดินทางและประสบความสําเร็จกันอย่างไร แล้วผมเองนี่นะครับ ดัดจริตไม่เป็น เห็นอะไรก็ว่ากันตามนั้น แต่เอากันว่าถ้าเราต้องตั้งหลักกันจริง ๆ วันนี้มันต้อง เริ่มต้นกับทุกฝ่าย ไม่ใช่ว่าฝ่ายไหนพูดก่อน อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเล่นตัวเดี๋ยวจะเสียฟอร์ม ถ้าไปปรองดองด้วย ถ้าบ้านเมืองคิดกันแบบนี้มันไปไหนไม่ได้ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ในวันนี้ผมต้องการให้บรรยากาศสภาแห่งนี้ ซึ่งความจริงเริ่มต้นก็เป็นไปได้ยากแล้ว แต่เราเองก็ยังมีความหวังอยู่ ความหวังว่า ถ้าปรองดองกันได้มันก็ดี มันก็ดีกับทุกฝ่าย ปรองดองกันไม่ได้ก็ต้องสู้กันต่อ นี่ไม่มีปัญหา อะไรเลย แต่ทุกคนไม่ใช่อยู่ดี ๆ ว่าจะต้องต่อสู้ จะต้องรบราฆ่าฟัน ลองไปคุยกับนักรบ ทั้งหลายสิครับ นักรบจริง ๆ นั้นสุดยอดของนักรบคือการไม่รบทั้งสิ้น แต่ว่ามันไม่มีทาง หลีกเลี่ยงก็ต้องรบกันไป เวลานี้ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนไปยัง ท่านประธานว่า การอภิปรายท่านประธานคุมแบบผมดีแล้ว แล้วก็ควรปฏิบัติต่อทุกคนแบบนี้ด้วย เพื่อเราจะได้ผ่านบรรยากาศนี้ ความจริงบรรยากาศของการอธิบายความวันนี้เราจะได้พูด เรื่องที่มีความละมุนละไม แต่ทั้งหมดนั้น ในโลกนั้น ในความจริงนั้นมันไม่ศิวิไลซ์ มันไม่ได้ สวยงามอย่างที่เราคิด เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนนี้เราพูดคําว่าสมานฉันท์ จนกระทั่งเวลาเขาจะ พูดว่าสมานฉันท์ คนไม่ได้มีความรู้สึกทันทีว่าคุณจะโกหกผมเรื่องอะไร วันนี้คําว่าปรองดอง ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่เอาหัวใจมาแบวางเอาไว้ท่านประธานที่เคารพ ปากคนนี่พูดอย่างไรก็ได้ พูดดีก็ได้ พูดร้ายก็ได้ มารยาสาไถยอย่างไรก็ได้ แต่หัวใจถ้าเราไม่แบกัน ยังคิดว่าตัวเอง ได้เปรียบคนอื่นเขาอยู่ไม่มีทางจะปรองดองได้ แต่เอาความรู้สึก เอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจของผู้ฆ่าไปดูใจคนถูกฆ่า ลูกเมียเขาอยู่อย่างไร ลองตามไปดูครอบครัวเขาบ้าง จะได้มีความรู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่น่าไปฆ่าเขาเลย แต่ตราบใดมีความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ไม่เห็นชะตากรรม ท่านประธานที่เคารพ พระพุทธเจ้าทําไมพูดเรื่องกรรมละครับ กงกรรมกงเกวียนที่เราพูดกันมานั้น เวลานี้กงกรรมกงเกวียนมันก็เดินหน้าของมัน แต่วันนี้เรา กําลังมาแก้ไขวัฏจักรของประเทศนี้ว่ามันจะวนเวียนเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนเหตุการณ์ ยึดอํานาจวัฏจักรของประเทศนี้เป็นอีกแบบ หลังยึดอํานาจมาวัฏจักรประเทศนี้ก็เป็นอีกแบบ ผมไม่ต้องการให้กงล้อทั้ง ๒ กงล้อที่ว่านั่นมันดํารงอยู่ในประเทศนี้ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนกับท่านประธานเป็นการสรุปว่า ผมเองก็มีความวาดหวังว่าถ้าจะใช้สภาแห่งนี้ เพื่อจะชําแหละกัน ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องการจะนําความเพื่อนําพาสู่การปรองดอง การพูดคุยของการตั้งต้นเริ่มต้นใหม่ของประเทศนี้ คุณต้องแบหัวใจมา ฝึกความอดทน ท่านประธานก็รู้ว่าตลอดระยะเวลานี่นะครับ ผมนี่ถ้าไม่อดทนอภิปรายในสภาแห่งนี้ไม่ได้ แต่ทั้งหมดนั้นเราไม่ใช่เจอหน้าแล้วต้องไปทะเลาะ แล้วจะต้องไปเหมือนกับจะต้องวิวาทกัน เราเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีทางเลือกที่ดีกว่าเราต้องเลือกหนทางนั้น เพราะฉะนั้นด้วย ความคาดหวังว่าคณะกรรมาธิการที่ตั้ง ซึ่งตั้งมาด้วยความหลากหลายจากทุกพรรคการเมือง ให้แต่ละพรรคตั้งใจเสียก่อนว่าถ้าไม่ต้องการปรองดองอย่าเข้าไปเลยครับ มันจะไม่มีความสําเร็จ จาก ๓๐ ก็ขยายเป็น ๖๐ แล้วโน่นละครับ ปีกว่าก็มานําเสนอ ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ว่าถ้าเราคิดว่าเราปล่อยประเทศเดินหน้าต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว เราเข้าไปเพื่อเสนอแนวทางออกกัน แต่ละพรรคการเมืองมีแนวว่าอย่างไร คุยเฉพาะแนวว่า จะปรองดองกันอย่างไร ไม่ได้ขึ้นมาว่าจะหาเรื่องกันอย่างไร จะกล่าวหากันอย่างไร เริ่มต้นไม่มีทางได้ ที่ท่านประธานบอกว่าไปพูดกันในคณะกรรมาธิการต่อ ถ้าคิดว่าจะไปพูด เรื่องนี้อย่าเลยครับ แต่ถ้าบอกว่าแต่ละฝ่ายมีโจทย์คิด ผู้เสนอไม่ว่าจะเป็น พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล มีโจทย์ความคิดอย่างไรที่เป็นรูปแบบ เสนอเป็นไอเดีย (Idea) ตั้งต้น พรรคเพื่อไทยว่าอย่างไร พรรครักประเทศไทยว่าอย่างไร พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ว่าอย่างไร ทั้งหมดนั้นมันจะเริ่มต้นเดินหน้าได้ แต่ถ้าว่าฟลอร์ (Floor) คณะกรรมาธิการเป็นฟลอร์ของการอวดรู้กัน และกดขี่ข่มเหงกัน เราจะเสียเวลาเปล่า เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือว่าท่านประธานต้องถามใจสมาชิกว่าพร้อมจะปรองดองหรือไม่ ถ้าพร้อมปรองดองพวกผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าถ้าบอกไม่ปรองดองพร้อมจะสู้ต่อก็พร้อมจะสู้ ขอบคุณท่านประธาน