จตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายเรื่องการปรองดอง โดยกล่าวถึงความแตกแยกต่อเนื่องมา 5 ปี และไม่เชื่อว่าการปรองดองจะสำเร็จ
ท่านประธานที่เคารพ เพราะผมฟัง อย่างนั้นอย่างไร ผมจึงไม่อภิปรายอย่างนี้ เพราะว่าเรื่องนี้เราได้พูดในสภากันมาแล้วทั้งสิ้น เมื่อพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ได้ยื่นญัตติเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการ เรื่องการปรองดองนั้น ความจริงคนอย่างพวกกระผมนั้นไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องลุกขึ้น อภิปรายสนับสนุนพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หรือจะสนับสนุนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เพราะความเชื่อทางการเมืองที่ผ่านมานั้น เราจะอธิบายในมิติอย่างนั้นไม่ได้เลย แต่วันนี้เราก็ แลเห็นแล้วท่านประธานที่เคารพว่าบ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน นี่ไม่กี่วันผมไม่รู้ว่าจะเสียดินแดนหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้ความจริง พวกผมต้องขึ้นมาด้วยภาวะความคับแค้น หน้าที่ของพวกผมไม่ได้มาขึ้นขอความปรองดอง ถ้าผมคิดเรื่องส่วนตัวของผม พวกผมถูกกระทําตลอดสมัยรัฐบาลที่แล้ว วันนี้ผมมาเป็น รัฐบาล ผมจะต้องเอาคืน แต่ผมรู้ว่าการกระทําเช่นนั้นมันไม่มีวันที่จะยุติ มันไม่มีวันที่จะจบ ได้เลย เมื่อพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นําเสนอ ซึ่งความจริงอย่างที่ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าสิ่งที่พลเอก สนธิ นําเสนอก็ไม่รู้ว่าจะเป็นผลร้ายต่อพลเอก สนธิ หลังจากนี้ หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาที่ผ่านบรรยากาศในสมัยที่ผ่านมามีความรู้สึกทันทีว่า เรื่องนี้ไม่มีทางจะสําเร็จ เพราะฉะนั้นบรรยากาศการอภิปรายจึงไม่ได้เป็นแนวทางว่า เราจะปรองดองกันอย่างไร เพราะฉะนั้นผมขอเรียนกับท่านประธานว่าพวกกระผมนั้น ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ยากแค้นมีความว่าได้โปรดเถิด ช่วยปรองดองกับพวกกระผมหน่อย ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เรารู้เลยว่าชะตากรรมของชาติบ้านเมืองนั้น เราจะปล่อยไว้ในสภาพแบบนี้ไม่ได้ ท่านประธานอยู่กับสภาในสมัยที่แล้วมาด้วยกัน บรรยากาศเวลาที่เราบอกว่า ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาเรื่องสมานฉันท์ เรื่องการปรองดอง เราพูดในยามหลังจาก การถูกเข่นฆ่าทั้งสิ้น หลังจากมีความสูญเสีย มีความเจ็บปวดรวดร้าว เราจึงพูดปรองดอง เพราะต้องการให้คนลืมเรื่องการเข่นฆ่ากัน ในสมัยที่แล้วไม่ต่ํากว่า ๒ ครั้ง เราได้ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการตั้งโดยประธานสภา หรือจะเป็นคณะกรรมาธิการ แต่เราไม่เคย ปรองดองได้สําเร็จแม้แต่เพียงครั้งเดียว วันนี้เราไม่มีบรรยากาศของการเข่นฆ่ากันครับ ที่มีการเสนอกันเป็นบรรยากาศของความหายนะจากภัยธรรมชาติน้ําท่วม ซึ่งเราได้พูดกันมา หลายวันกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นนี่เป็นคนละบรรยากาศกัน ผมขอกราบเรียนกันว่า ถ้าเดินหน้าจะจัดการปฏิบัติ ตนเหมือนกับรัฐบาลที่แล้ว ผมว่าวันนี้จะยิ่งหนักยิ่งขึ้น และพวกกระผม ผมเรียนกับ ท่านประธานด้วยความรู้สึกว่าในตลอดระยะเวลา ๕ ปีมานั้น เหตุผลที่พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้ ๑ ใน ๔ ของการยึดอํานาจ คือเรื่องความแตกแยกวันนี้มันก็ยังแตกแยกอยู่ วันนี้มาคุยเรื่องปรองดอง มันยิ่งแตกหนักเข้าไปอีกเห็นไหมครับ ผมถามพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าถ้าท่านรู้ว่าอีก ๕ ปีความแตกแยกยังอยู่ วันนั้นท่านจะยึดอํานาจหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่แสวงหาว่าคนที่ผมเข้าใจความรู้สึกเหมือนกันว่า เมื่อเหตุเริ่มต้นมาจาก ท่านเวลานั้น ก็เดินเข้ามาสภานี่นะครับ ก็คิดว่านี่จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะยุติปัญหาของคน ในชาติได้ แต่ผมเรียนกันว่าที่ผ่านมาความรู้สึกมันจึงไม่เท่ากันนะครับ เพราะอีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับการปฏิบัติทางกฎหมายอย่างไม่เท่าเทียมกัน คดีความต่าง ๆ ที่มีการหยิบยกความมานั้น เกิดเหตุการณ์วันเดียวกัน คดีปาไข่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีชวนอธิบายสั่งจําคุกนะครับ แต่มือยิงสไนเปอร์ (Sniper) ที่ยิงหัวคน เวลานี้ผ่านไปเกือบร่วม ๒ ปีนั้นยังขังใครไม่ได้ ยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน นี่ผมบอกให้เอาบุญครับ เมื่อวานนี้โฆษก ศอฉ. ไปให้ปากคํา กับสถานีตํารวจของกองบัญชาตํารวจนครบาลระบุว่า การใช้กําลังทหารในกรณีเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นคนฆ่านั้นเขาได้รับคําสั่งจาก ศอฉ. ไม่ใช่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขอกราบเรียนกับ ท่านประธานว่า แต่นี่เป็นคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ทั้งที่จริงเราเรียนกฎหมายมาด้วยกัน ในชั้นพนักงานสอบสวนเวลาไม่เกิน ๑ เดือน ขยายไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๑ เดือน แปลว่าขยายได้ ๓ เดือนรวม ชั้นพนักงานอัยการก็วิธีเดียว ๑ เดือน ขยายไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๑ เดือน แปลความกันว่า