สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องความเข้าใจผิดของสื่อและการรายงานข่าวที่ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังและข่าวเท็จ เขายังวิพากษ์วิจารณ์ผู้พูดก่อนหน้าเกี่ยวกับการชุมนุมปี 2553 และการเคารพหลักนิติธรรม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผมก็เพียงแต่จะลําดับความ ให้ท่านประธานเห็นครับว่า ผมพูดถึงประการที่ ๑ คือการทําความเข้าใจเรื่องความปรองดอง ให้ตรงกัน

ประการที่ ๒ ที่ผมพูดอยู่ ก็คือการทําความเข้าใจกับข้อเท็จจริงให้ตรงกัน ผมลําดับความมาถึงว่าหนทางสร้างความปรองดองประการหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะต้องศึกษา ก็คือไปดูเรื่องของสื่อซึ่งมีการรับฟังกันโดยทั่วไปและปราศจากกฎเกณฑ์กติกา ไปควบคุม เพราะปัญหามันเกิดขึ้นแล้วครับ ความจริงเรื่องที่ผมยกตัวอย่างให้ฟังที่เกี่ยวข้อง กับอดีตท่านหัวหน้า อดีตนายกรัฐมนตรีในพรรคของผมเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นชัดว่า ถ้าปราศจากการไปควบคุมกํากับดูแลแล้ว การไปปลุกระดมสร้างความเข้าใจผิดมันทําให้ คนฟังเกิดความรู้สึกโน้มน้าวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งแล้วเกลียดชัง แล้วเอาไข่ไก่มาปา มาขว้าง ก็เกิดเป็นข่าวจริงออกทั้งทีวี ทั้งวิทยุ ทั้งหนังสือพิมพ์ อันนี้ก็คือแนวทางหนึ่งซึ่งต้อง ไปพูดกัน แม้แต่กระทั่งเรื่องเว็บไซต์ท่านประธานครับ ความจริงทั้งวิทยุชุมชนก็ดี ทีวี ดาวเทียมก็ดี เรื่องของเว็บไซต์ก็ดี ปัจจุบันก็ยังมีครับ ที่มีการให้ข้อมูลก็ดี ทําให้กระทบกระทั่งถึงสถาบัน โดยเฉพาะเรื่องเว็บหมิ่นที่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ไอซีที (ICT) ท่านหนึ่งได้ลุกขึ้นอภิปรายไว้ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ท่านฝากไว้แล้ว

อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมเพียงแต่จะชี้ให้เห็นต่อครับว่า รัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งท่านกล่าวหาเอาไว้ว่าไม่สนับสนุนแนวทางปรองดองก็ทํางานต่อไปด้วย ความอดทน จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ใหญ่ก็คือเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ท่านนิพิฏฐ์ประทานโทษเอ่ยนามเป็นคนพูดครับว่า เพื่อนสมาชิกอภิปรายก่อนหน้าผม ๒-๓ ท่าน บอกว่าเลวร้ายยิ่งกว่าสงครามโลก ครั้งที่ ๑ หรือครั้งที่ ๒ ผมก็เรียนท่านประธานว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าท่านประธานจําได้ครับ การชุมนุมที่เกิดขึ้นนี่ ขยายจากตั้งแต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงที่แยกราชประสงค์ ถ้าการชุมนุมเป็นการชุมนุม ที่ถูกต้องก็ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วก็เคารพครับว่าเป็น การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แต่ท่านเป็นประธานทวนความจํากันนิดหนึ่งนะครับ มีคําพิพากษา หรือคําวินิจฉัยของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นคําวินิจฉัยของศาลแพ่ง ลงหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ ๖ เมษายน ปี ๒๕๕๓ ในเวลานั้นมีคนไปร้องศาลว่ามีการปลุกระดมและมีคนร่วม ชุมนุมปิดกั้นกีดขวางเส้นทางการคมนาคมและยานพาหนะ ศาลแพ่งก็วินิจฉัยว่าการชุมนุม ลักษณะเช่นนั้นเป็นการชุมนุมที่จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แล้วในคําวินิจฉัยนั้น ก็ระบุไปด้วยว่ารัฐบาลในขณะนั้นซึ่งมีกลไกที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายมีอํานาจในการเข้าไปกํากับ ควบคุมสถานการณ์ก็ดําเนินการไป ก็เป็นการดําเนินการตามกฎหมายทุกประการ อย่าลืมนะครับ ทางผู้อภิปรายซีกรัฐบาลบอกว่า ความปรองดองต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพกฎหมาย และหลักนิติธรรม มันคงไม่ใช่เลือกเชื่อนะครับ สักครู่นี้เพื่อนสมาชิกบางท่านก็พูดทํานองว่า ไม่แน่ใจว่าทําผิดหรือเปล่าแต่ศาลลงไปแล้ว เหล่านี้เป็นต้น แต่เพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ก็บอกว่าถ้าจะปรองดองต้องเคารพเรื่องของหลักกฎหมายและนิติธรรม นิติรัฐ เพราะฉะนั้น หลักนิติธรรม นิติรัฐไม่ใช่เรื่องเลือกเชื่อครับ ว่าถ้าเรื่องไหนตัดสินใจตรงกับใจตัวแล้วบอกว่า ยุติธรรม แต่ตัดสินใจไม่ตรงกับใจตัวก็บอกไม่ยุติธรรม อย่างนี้ความปรองดองมันเกิดไม่ได้ ถ้าตัดสินใจที่จะยอมรับหลักกฎหมายนิติธรรม นิติรัฐก็ต้องยอมรับครับว่านั่นคือกระบวนการ ที่เรามี แล้วกฎหมายก็ออกไปจากรัฐสภา ผมเชื่อไม่มีศาลไหนครับ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวมีโอกาสจะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพราะกฎหมายในระบบของเราก็ถูกบัญญัติมาเช่นนั้น แล้วก็รองรับสิทธิพื้นฐานของ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ท่านก็ยกตัวอย่างผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ถูกตัดสินเรื่องกรณี เผาศาลากลาง แต่ทัศนคติของท่านผมก็เป็นห่วงนะครับ ท่านบอกศาลากลางประเทศไทย เผาไปอีกสัก ๑๐๐ แห่งก็สร้างใหม่ได้ ทําไมไม่คิดละครับว่าถ้าความคิดเห็นการเมือง ไม่ตรงกันทําไมต้องไปเผาด้วย มีวิธีการแสดงออกอย่างอื่นเยอะแยะครับ เพราะศาลากลาง เขาสร้างขึ้นจากเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ใครนึก จะไปเผาก็เผาได้ หรือท่านบอกว่าเผาไปแล้ว อีก ๑๐๐ แห่งก็สร้างใหม่ได้ มันไม่ใช่เป็น เช่นนั้น การเคารพในหลักของกระบวนการยุติธรรมก็เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องยึดถือ การชุมนุม ปี ๒๕๕๓ ก็เช่นเดียวกันครับ