สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยอธิบายว่าความปรองดองไม่ใช่การเห็นตรงกันหมด แต่เป็นความแตกต่างทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย และว่าความปรองดองไม่ใช่การยกเว้นหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม และยังหารือเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยมองว่าไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์รัฐประหารในเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๙ แต่มีรากฐานและโครงสร้างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความยากจน ปัญหาการกระจายรายได้ และความขัดแย้งทางชนชั้น และอ้างว่าสมุดปกขาวของ คมช. เสนอเหตุผลที่แท้จริงของการปฏิวัติ
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริง ผมก็เป็นคนหนึ่งครับที่เมื่อสักครู่นี้ก็เห็นว่าการจัดลําดับความสําคัญของญัตติในสภานี้น่าที่จะ จัดลําดับในเรื่องปากท้อง ก็คือปัญหาเรื่องยางพาราขึ้นมาก่อน จนกระทั่งทําให้พวกเรา ในฝ่ายค้านหลายคนพยายามที่จะทักท้วง ที่ทักท้วงเมื่อสักครู่นี้นั้นก็คงไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับ เรื่องของความปรองดอง แต่เราก็เห็นว่าประเด็นเรื่องของปัญหาปากท้องเรื่องยางพารานี้ จะส่งผลกระทบกับคนจํานวนมาก ในที่สุดเมื่อมีการพยายามที่จะให้มีการรวบรัดแล้วมีการ ลงมติไปนั้น พวกกระผมฝ่ายค้านก็เลือกวิธีการแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะวอล์คเอาท์ (Walk out)ด้วยการเดินออกจากห้องประชุม แต่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าสิ่งที่พวกเรา ทําไปนั้นก็ไม่ได้ใช้วิธีการที่จะให้มีการป่วนหรือนับองค์ประชุมกันแต่ประการใด เราก็คิดว่าเมื่อเราแสดงอออกว่าเราไม่เห็นด้วย เนื่องจากเราเห็นว่าญัตติเรื่องปากท้องเป็น เรื่องใหญ่แล้วก็แสดงกันให้สังคม ให้สภาได้รับทราบ ว่านี่คือจุดยืนของพวกเราฝ่ายค้าน เมื่อมีการลงมติไปแล้วหยิบยกเรื่องของญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอก็คือการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นมา เมื่อมีวาระอันเหมาะสมพวกกระผมก็เข้ามาเพื่อที่จะแสดงความคิดความเห็นในเรื่องญัตตินี้กัน แต่ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ก่อน เพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าจุดยืนของพวกเราฝ่ายค้าน ในพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นอย่างไร มิเช่นนั้นก็จะเกิดการเข้าใจผิดไปว่ามีความพยายาม ที่จะตีรวนหรือขัดขวางหรือไม่เห็นด้วยกับการสร้างความปรองดอง กระผมจะค่อยอธิบายให้ ท่านประธานได้เห็นทีละประเด็นว่าความจริงแล้วทั้งในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านในปัจจุบันนี้ และในฐานะเป็นรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดพาดพิงกล่าวหาใส่ร้าย แล้วก็ใช้ข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมากล่าวหาทําให้เกิดความเสียหาย เช่น ไม่มีความจริงใจกับเรื่องความปรองดองบ้าง ข้อเท็จจริงแล้วจริง ๆ แล้วนั้นเป็นอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสําคัญ ประการแรกทีเดียวท่านประธานครับ ผมคิดว่าในญัตติที่จะตั้ง คณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองมันมี ๒-๓ เรื่องที่ต้องพูดกันครับ
ในประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าจะต้องทําความเข้าใจกันให้ชัดเจนก็คือคําว่า ปรองดองนี่นะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตทางการเมืองในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมาได้ยิน คําว่าความปรองดอง ในหลากหลายมิติ ในหลากหลายความเข้าใจ แล้วก็ในหลากหลาย วัตถุประสงค์ บางทีมันมากเสียจนมีความรู้สึกว่าเราใช้คํานี้เฝือไปหรือเปล่า ใคร ๆ ก็จะอ้าง ความปรองดองเพื่อให้ดูว่าเป็นคนดี เป็นคนที่อยากให้เกิดความสามัคคี แต่ในบางครั้งเราใช้ หน้ากากของความปรองดองไปชี้หน้ากล่าวหาใส่ร้ายคนอื่น บางครั้งเรายกขบวน ยกคนกันไป ยกม็อบกันไปกดดันองค์กรใดองค์กรหนึ่งให้ทําตามความต้องการของตัวเองแล้วก็ใช้ข้ออ้าง ของความปรองดอง ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่ คณะกรรมาธิการที่จะไปทํางานถ้าหากว่า สภาได้เห็นชอบไปแล้วท่านก็ต้องชัดเจนว่าความปรองดองของท่านนั้นแปลว่าอะไร จะแปล ความปรองดองว่าจะต้องเอาเรื่องเอาราวกับคนที่ตนเองไม่ชอบ ตนเองเห็นว่าคนนั้นผิด แล้วเรียกว่าความปรองดองอย่างนั้นหรือเปล่า จะไปสร้างความชอบธรรมกับคนซึ่งอาจจะมี การดําเนินการทําอะไรไปที่ผิดกฎหมายแล้วก็ใช้ข้ออ้างเพื่อความปรองดองไปยกเว้นหลักของ กฎหมาย หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมอย่างนั้นหรือเปล่า การทําความเข้าใจตรงนี้จึงเป็น เรื่องสําคัญ จะพูดสั้น ๆ เพียงแต่ว่าศึกษากันเพื่อความปรองดอง เอาง่ายที่สุดในสภานี้ ที่อภิปรายกันมาหลาย ๆ คนมองความปรองดองกันคนละมุม ใช้ความรู้สึก ใช้ทัศนคติ ใช้ความจริงกันคนละชุด แล้วก็มีหลายคนที่ชี้หน้ากล่าวหารัฐบาลชุดที่แล้วหรือคนที่ตนเอง มีความไม่เห็นด้วยภายใต้ข้ออ้างของความปรองดองเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าสังคม ประชาธิปไตยความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ คําว่าปรองดองคงไม่ได้ แปลว่าทุกคนเห็นตรงกันหมด หรือผู้นําในกลุ่ม หรือผู้นําประเทศคนใดคนหนึ่งคิดว่า สิ่งนี้จะต้องสีนี้ สิ่งนี้จะต้องไปซ้าย สิ่งนี้จะต้องไปขวา แล้วทุกคนเห็นตามกันหมดนั้น คือความปรองดอง แล้วก็ชี้หน้ากล่าวหาคนที่ไม่เห็นด้วยว่าเป็นคนละสี เป็นคนละกลุ่ม เป็นคนละพวกและบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อตราหน้าคนเหล่านั้น ตลอดจนกระทั่งมีมาตรการ ที่ไปกดดันไปบีบบังคับเขาอย่างที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ หมู่บ้าน ในหลาย ๆ ตําบล ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้จากข่าวคราวของความพยายามไปสร้างหมู่บ้านของ คนเสื้อสี เช่น หมู่บ้านเสื้อแดง เหล่านี้เป็นต้น ผมเริ่มต้นอย่างนี้ก็ไม่ได้กล่าวหา แต่ว่าจะพูดความจริงว่าถ้าจะพูดเรื่องความปรองดองนี่ต้องนําความจริงทุกมิติมาพูดกัน แล้วไม่เลือกหยิบเฉพาะบางมุมขึ้นมาพูด ผมมีตัวอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงครับ เจ้าหน้าที่ของ พรรคประชาธิปัตย์มีบ้านอยู่ที่จังหวัดแห่งหนึ่งในทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทย พ่อแม่มีอาชีพทํานา ลูกสามารถเข้าทํางานในพรรคประชาธิปัตย์ได้ก็ทํางานกับ พรรค ระยะเวลาที่ทํามาก็ ๕-๖ ปี เมื่อมีความขัดแย้งทางด้านการเมืองมากเข้า เจ้าตัวเอง ก็พยายามจะบอกพ่อแม่ที่บ้านให้งดการแสดงความคิดความเห็นซึ่งอาจจะเกิดความขัดแย้ง เข้าใจผิด แต่ช่วงหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อครั้งที่ผ่านมา และเมื่อมีการตั้งรัฐบาล ชุดปัจจุบันเสร็จแล้ว มีความพยายามไปก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่นั่น ในบรรดาคนที่ไปทํานั้น พยายามจะชี้ว่าบ้านไหนไม่ใช่พวกเดียวกันกับคนที่ก่อตั้ง สุดท้ายพยายามไปกดดัน จนในที่สุดครับ ๒ คนสามีภรรยาที่มีอาชีพทํานาต้องย้ายบ้าน เพราะถูกกดดัน ถูกข่มขู่ทุกวัน สภาพเช่นนี้คงไม่ใช่ความปรองดองละครับ ความปรองดองในบ้านเมืองนั้นต้องยอมรับ ความคิดที่แตกต่าง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าแต่ละคนที่มีความคิดต่างนั้นก็มีหน้าที่ ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ร้อยรัดสังคมเอาไว้ก็คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และใช้หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม คือหลักกฎหมาย ผมเริ่มต้นประเด็นนี้ก่อนครับ จะมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติของความปรองดอง ที่คณะกรรมาธิการจะต้องไปพูดคุยกันให้ชัดเจน แม้แต่กระทั่งการอภิปรายในสภานี้ ถ้าใช้ข้ออ้างความปรองดองไปชี้หน้ากล่าวหาแล้วผมคิดว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ออกจะเป็น ปัญหาจริง ๆ นี่คืออันที่ ๑ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องความจําเป็นครับที่ต้องพูดเรื่องความปรองดอง กันก่อนให้ชัด ผมเคยพูดกับเพื่อน ๆ นักข่าวด้วย กับคนที่ทํางานด้วยกันครั้งหนึ่งว่า ผมมีความรู้สึกในช่วงหนึ่งว่าผมเบื่อกับคําว่าปรองดอง เพราะทุกคนอ้างความปรองดองเพื่อ ผลประโยชน์ของตัวเอง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ประสงค์ที่จะ ตั้งใจจะไปศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง มีความจําเป็นครับที่ต้องไปทําความเข้าใจ กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ อย่าเลือกเชื่อเฉพาะบางมุม อย่าเลือกพูดเฉพาะ ในด้านที่ตนเองเห็นว่ามันถูกแล้วชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นว่าผิด เพื่อนสมาชิกอย่างน้อย ๒ ท่านที่ผมนั่งฟัง กล่าวหารัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งกระผมจําเป็นที่จะต้องอภิปรายด้วย เพราะกระผมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนั้น และได้รับผลกระทบถูกพาดพิงเสียหายโดยตรง ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่าไม่มีรัฐบาลไหนหรอกครับที่อยากทําให้บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่มีรัฐบาลไหนหรอกครับที่อยากทําให้บ้านเมืองมีปัญหา และไม่มีรัฐบาลไหนหรอกครับ ที่จะเป็นตามข้อกล่าวหาก็คือ ออกคําสั่งให้ใช้กําลังทหารไปปราบปราม ไปเข่นฆ่าประชาชน ไม่มีหรอกครับ เพียงแต่ในแต่ละขั้นตอนของเหตุการณ์ที่ต้องทําความเข้าใจนี่ มันมีความซับซ้อน คนเราไม่ควรจะอธิบายเฉพาะมุมของตัวเองครับ มันมีมุมอื่น ๆ อีก ที่เกี่ยวข้อง ผมเรียนท่านประธานว่าหลายครั้งที่เราพูดถึงความขัดแย้งในสังคมไทย เรามักจะ ตั้งต้นจากการรัฐประหารในเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๙ แล้วบอกว่าตรงนั้นเป็นบ่อเกิดของ ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย ผมคิดว่านั่นเป็นคําอธิบายที่ออกจะเข้าข้างตัวเอง ในการหยิบเหตุการณ์มาอธิบายว่าความขัดแย้งเกิดจากตรงนั้นแล้วถือเป็นความขัดแย้งของ สังคมไทย เพราะมันจะมีคําถามครับว่า ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และมีรากที่สืบทอดกันก่อนหน้าจากนั้น หลายครั้งที่เกิดการปฏิวัติ รัฐประหารขึ้นในประเทศไทย ทั้งที่สําเร็จ ไม่สําเร็จ เป็นกบฏ และหลายครั้งที่มีการชุมนุม ทั้งในอดีตและในปัจจุบันนั้นมันล้วนแต่มีรากเหง้าที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในสังคมไทย ในหลายเรื่องทั้งสิ้น ความขัดแย้งทางสังคมไทยในทางการเมืองไม่ได้จํากัดเฉพาะการรัฐประหารก็ยึดอํานาจ บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แล้วเราซึ่งเป็นคนที่สนับสนุนบุคคลคนนั้นรู้สึกว่า จุดนั้นแหละ เป็นจุดที่ทําให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทย เพราะอะไรครับ เพราะความขัดแย้งในสังคมนี้ มันมีเรื่องของความยากจน มันมีเรื่องของปัญหาการกระจายรายได้ ยุคหนึ่งท่าน จําได้ไหมครับ มีการลุกขึ้นมาของคนในพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ติดอาวุธ คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เงื่อนไขการต่อสู้ ซึ่งนําไปสู่การต่อสู้ทางชนชั้น นั่นก็เป็น รากฐานหรือโครงสร้างปัญหาทางโครงสร้างอันหนึ่งของสังคมไทย ของทางการเมือง ในขณะนั้นถึงความขัดแย้ง แต่พอหยิบคําอธิบายว่า รัฐประหารปี ๒๕๔๙ เป็นต้นเหตุของ ความขัดแย้งแล้วเราจะอธิบายคนที่มาจากรัฐประหารว่าเป็นพวกตรงกันข้ามกับพวก ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลในขณะนั้นซึ่งถูกโค่นล้มไป จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปดูสมุดปกขาวของ คมช. ความจริงท่านอดีตประธาน คมช. ท่านก็อยู่ที่นี่ต้องขออนุญาต ท่านเขียนถึงสาเหตุของการปฏิวัติ ๓-๔ ข้อเพื่อนสมาชิกกล่าวไปแล้ว แต่เป็นประเด็นซึ่งนําไปสู่ความขัดแย้ง ในสังคมไทย ขณะนั้นทั้งสิ้นจะเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ความจริงในสมุดปกขาวท่านเขียนชัดกว่านี้นะครับ ท่านระบุไปเลยว่า เช่น เรื่องของการแปลงภาษีสรรพสามิต เรื่องการเอื้อประโยชน์ กลุ่มโทรคมนาคม เรื่องของการแตกหุ้น โดยไม่มีการเสียภาษี เหล่านี้เป็นต้น เหตุผลข้ออื่น เรื่องความขัดแย้งก็ดี เรื่องของการไปกระทบกับสถาบันก็ดี เป็นเหตุผลในการปฏิวัติ รัฐประหารขณะนั้น