ผุสดี ตามไท หารือเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญและความขัดแย้งในสังคม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรองดองและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในการชุมนุม และเรียกร้องการปฏิบัติตามกฎหมาย และตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม นอกจากนี้ยังพูดถึงการเคารพสิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย และแสดงความเสียใจที่สภามีมติไม่รับญัตติเรื่องราคายางที่เป็นปัญหาปากท้องของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตแบ่งปันความคิดและความรู้สึกจริง ๆ นะคะ ถ้าหากจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา อยากจะบอกอย่างนี้จริง ๆ ว่า ไม่แน่ใจเลยค่ะว่าดิฉันควรจะ สนับสนุนไหม ด้วยเหตุที่ว่าประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมานั้น เมื่อ ๒ ปี ๓ ปีที่แล้ว ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ทํางานกันหามรุ่งหามค่ํา แล้วในท้ายที่สุดเกิดอะไรขึ้น วันนี้ความคิดของทุกคนก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากจุดไหนไปจุดอื่นเลยนะคะ นั่นก็ประเด็นที่ ๑
ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานคะ ความเป็นจริงในโลกนี้เวลาเกิด มีความขัดแย้งกันอย่างมากมาย คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งกันและกันยากนักหนา ที่จะปรองดอง โดยหลักแล้วเขาถึงได้พยายามจะหาคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับ เรื่องเหล่านี้มาเป็นตัวหลักในการที่จะเดินหน้าเรื่องของความปรองดอง ยกเว้นเสียแต่ว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นบรรลุสัจธรรมแล้ว แล้วก็สามารถเดินหน้าต่อไปในเรื่องความปรองดองได้
ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตแบ่งปันเรื่องข้อคิดเห็นตรงนี้นิดหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนี่นะคะ ต้องยอมรับว่าอย่างนี้ความขัดแย้งในทางความคิดที่อยู่ในสังคม ต้องถือเป็นเรื่องปกติค่ะ ท่านประธานคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยที่คนนั้น เห็นแย้งกันได้ และไม่เพียงแต่เห็นแย้งเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นเหล่านั้น ที่ไม่เหมือนกันได้ เพียงแต่ว่าในสังคมประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นนั้น วิธีการนําเสนอความคิด ที่แย้งกันหรือไม่เหมือนกันนั้น ก็ต้องไม่ใช้ความหยาบคาย แล้วก็ต้องเสนอกันไป อย่างตรงไปตรงมา ท่านประธานคะ ถ้าท่านประธานจะจําได้ในช่วงที่เขียนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นนี่นะคะ ทุกคืนในช่วง ๘ เดือนนั้นรายการโทรทัศน์จะมีการเชิญคน ๔-๕ คน นั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกัน แล้วก็วิพากษ์สาระในแต่ละเรื่องที่จะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ และคนที่นั่งอยู่บนจอเดียวกันนั้น ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นเหมือนกันเลย นั่นละค่ะเป็นช่วงที่ดิฉันมีความหวังมากที่สุดกับเรื่องของ ประชาธิปไตยในสังคมไทย เพราะคนที่นั่งฟังอยู่ที่บ้านก็ฟังในเวลาเดียวกัน ว่าคนที่เห็นอย่างหนึ่ง คนที่เห็นอีกอย่างหนึ่ง หรือคนที่เห็นอีกหลาย ๆ อย่างเขาเห็นกันอย่างไร และมีข้อเหตุผล สนับสนุนกันอย่างไร ดิฉันไม่เคยเห็นใครไปตีหัวกัน ไม่เคยเห็นใครด่าหยาบคาย ไม่เคยเห็น ใครไปทําร้ายซึ่งกันและกัน ทั้ง ๆ ที่มีความคิดเห็นต่างกันมากเหลือเกิน ในตอนช่วง ร่างรัฐธรรมนูญนั้น กระบวนการตอนนั้นละค่ะมันน่าที่จะสืบเนื่องดําเนินการต่อมาจนถึงวันนี้ ได้นะคะ
ในประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันคิดว่าเป็นข้อเท็จจริงที่อาจจะต้องทําความเข้าใจ ตรงกัน หรืออย่างน้อยดิฉันก็ขออนุญาตแบ่งปันก็แล้วกันนะคะ ในเหตุการณ์ชุลมุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะไปดูฟุตบอล ไม่ว่าจะไปดูกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองอะไรก็แล้วแต่ ท่านประธานคะ ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ภายใต้ความปรารถนา ของใครก็แล้วแต่มันยากมากเหลือเกิน เพราะเกิดอะไรขึ้นนิดหนึ่งก็ควบคุมได้ยากเสียแล้ว และต้องยอมรับความเป็นจริงว่าในเหตุการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นนั้นจะสามารถถูกมองจาก มุมได้หลายมุม และในหลายครั้งในประวัติศาสตร์ก็บ่งบอกว่าไม่อาจที่จะเสาะแสวงหา ข้อเท็จจริงได้เลยก็เป็นไปได้ด้วยเหมือนกันนะคะ
ในประเด็นที่ ๓ ดิฉันอยากจะบอกว่าการปรองดองมันเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน ท่านประธานคะ ถ้าเผื่อมีการใช้ความรุนแรง ความรุนแรงที่นี้ดิฉันไม่ได้หมายถึงการทําร้าย ร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว แต่การใช้วาจาอันหยาบคาย กระแนะกระแหน เสียดสีอย่างนี้ มันก็ดึงส่วนไม่ดีของพวกเราทุกคนกันออกมา ดิฉันเชื่อโดยสุจริตใจว่ามนุษย์ทุกคน พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ฐานะใดก็ตามมีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี ปัญญาของเรา ที่ควรจะใช้ก็คือทําอย่างไรถึงจะดึงเอาพลังสร้างสรรค์ของทุกคนนั้นออกมากองรวมกัน เพื่อที่จะขับเคลื่อนประเทศ ขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนสภาให้เดินไปข้างหน้า สามารถทําหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง เพื่อผลประโยชน์ของ พี่น้องปวงชนชาวไทยจริง ๆ เพราะฉะนั้นความรุนแรงตรงนี้ละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคําพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทําร้ายร่างกาย และหรืออื่น ๆ ต้องทําไม่ได้ กองกําลังทหารก็ดี กองกําลังติดอาวุธก็ดีอย่างนี้เราก็ต้องดูแล้วละค่ะว่าการชุมนุมทั้งหลายที่บอกกันว่า ชุมนุมโดยสันตินั้นเป็นจริงหรือไม่ เพียงใด ดิฉันเชื่อจริง ๆ โดยสุจริตใจว่า หากผู้ชุมนุม ชุมนุมกันโดยปราศจากอาวุธและสันติ ดิฉันเชื่อว่าไม่มีทหารคนไหนละค่ะที่อยากจะออก และไม่มีรัฐบาลไหนเลยที่อยากจะต้องใช้วิธีการอื่น ๆ ดิฉันเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ แต่เมื่อ ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นก็ต้องว่ากันไปนะคะ
ในประเด็นถัดมาท่านประธานคะ เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยแล้วก็กล่าวหาว่า บางพรรคการเมืองไม่เชื่อไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าตรงนี้อาจจะมีความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนและไม่ตรงกัน สําหรับดิฉันเองคิดว่าส่วนที่น่าจะต้องเน้นกันก็คือ เรื่องการเคารพสิทธิและเสรีภาพนั่นประเด็นหลัก ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของการปฏิบัติตาม กติกาตัวบทกฎหมายที่อยู่ในสังคม หากเราคิดว่ากฎหมายนั้นไม่ดี ก็ต้องมาร่วมกัน พินิจพิจารณาแก้ไขกันไปโดยวิถีทางที่ควรจะเป็น
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมากเลย ดิฉันเชื่อว่าตรงนี้ละค่ะที่หลายคน อาจจะพลาดก็คือ ในสังคมประชาธิปไตยต้องมีการถ่วงดุลในการใช้อํานาจ ไม่ว่าเราจะได้ เสียงสนับสนุนมากน้อยเพียงใดก็ตาม และไม่ว่าท่านจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ในจํานวนเท่าไรก็ตามที่ให้ใช้อํานาจ แต่การใช้อํานาจตรงนั้นก็ต้องอยู่บนความชอบธรรม และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ตรงนี้ละค่ะที่ต้องเชื่อเลยว่า ไม่ว่าเราจะได้เสียงสนับสนุนมาก อย่างไรก็ตาม ต้องเปิดให้กลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจเกิดขึ้นได้จริง ดิฉันคิดว่าในช่วง หลายปีที่ผ่านมาสภาเราไม่มีโอกาสในการที่จะตรวจสอบการใช้อํานาจของนายกรัฐมนตรี และนั่นเป็นแรงผลักดันทําให้เกิดการตรวจสอบที่อยู่นอกสภา เมื่อการตรวจสอบอยู่นอกสภา ท่านประธานคะ ยากมากเลยที่จะควบคุม เราอยู่ในสภา ถ้าดิฉันพูดหยาบท่านประธานก็บอกให้หยุดพูด ดีไม่ดีก็ให้ดิฉันออกไปข้างนอกเลย ท่านทําได้ แต่นอกสภาท่านจะไปสั่งใครคะ ไม่มีใครสั่งใครได้ละค่ะ อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ละค่ะ ในข้อเสนอแนะเมื่อสักครู่นี้ที่มีการพูดกันถึงเรื่องของเหตุการณ์ของปี ๒๕๕๓ ท่านประธานคะ ถ้าพูดต้องพูดให้หมดเหมือนกับที่ท่าน ส.ส. รัชฎาภรณ์ พูด ปี ๒๕๕๒ รถซึ่งนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ ถูกทุบขนาดนั้น ดิฉันไม่เคยเห็น ผู้นําประเทศที่เกิดอย่างนี้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยเห็นจริง ๆ หวั่นใจ การใช้ความรุนแรงอย่างนี้ต้องยุติ ท่านประธานคะ ดิฉันมีข้อเสนอแนะใน ๒ เรื่องด้วยกันจะฝากท่านกรรมาธิการ ถ้าจะมีนะคะเกิดขึ้นมา คือต้องช่วยกันคิดหาวิธีหยุดยั้งพฤติกรรมต่าง ๆ ที่จะนําไปสู่ความแตกแยก ดิฉันหารือกับ ท่านประธานมาสองครั้งสองหนแล้วนะคะ ในเรื่องของการหยุดยั้งพฤติกรรมที่นําไปสู่ ความแตกแยก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งหมู่บ้านสีแดง อําเภอสีแดง จังหวัดสีแดง หรือแม้แต่ สื่อสีแดง ดิฉันคิดว่าการที่ทําให้คนจะต้องฟังเรื่องเดียวคนละข้าง คนละสี ไม่มีวันที่จะ เคยได้รับฟัง ๒ เรื่องที่ต่างกัน และอย่างนี้ไม่มีวันที่จะปรองดองกันได้เลย
ในส่วนที่ ๒ ดิฉันคิดว่าอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานฝาก ไปยังคณะกรรมาธิการถ้าจะมี หรือไม่อย่างนั้นก็ไปถึงผู้นํา ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเขียนไว้เลย เป็นนโยบายเร่งด่วนเพื่อจะสร้างความปรองดอง และท่านก็ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าท่านจะใช้ ความเป็นผู้หญิงนําทุกคนเข้าสู่ความปรองดอง ดิฉันก็เชื่อจริง ๆ ว่าท่านจะใช้ได้และดิฉัน ก็เชื่อเหมือนกันว่าผู้หญิงจะมีโอกาสสร้างความปรองดองได้ดีนะคะ เพราะท่านก็พูดเองว่า ผู้หญิงนั้นมีความนุ่มนวล ท่านประธานคะ ผู้นําจะต้องทําในทุกวิถีทางที่จะต้องโน้มน้าว จูงใจ ผู้สนับสนุน หรือผู้ติดตามให้ยุติพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น การเป็นผู้นําคงจะอ้างไม่ได้ว่ายุติ หยุดยั้งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเป็นผู้นําไม่ได้ ท่านประธานคะ สุดท้ายดิฉันอยากจะ บอกก็คือว่า วันนี้ดิฉันเสียใจจริง ๆ ที่สภามีมติไม่รับญัตติเรื่องของปัญหาราคายาง ซึ่งเป็น ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนกว่า ๖๐ จังหวัด ดิฉันก็ต้องขอแสดงความเสียใจไว้ด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็จะพยายามต่อไป เพราะเราถือว่าการดูแลปัญหาพี่น้องประชาชนนั้น เป็นเรื่องใหญ่ ขอบพระคุณค่ะ