สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอญัตติด่วนเรื่องปัญหาน้ำท่วมและดินถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง และขอให้สภาพิจารณาแนวทางป้องกัน แก้ไข และให้การช่วยเหลือโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่นำไปสู่น้ำท่วมครั้งใหญ่ และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับว่าบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและธุรกิจ หลังภัยน้ำท่วม ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมีแผนการเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐบาลที่สร้างความไม่เชื่อมั่นของประชาชน และเรียกร้องการความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำท่วม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ผู้ที่เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปัญหาวิกฤติภัยพิบัติน้ําท่วม ดินถล่มครั้งใหญ่ในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรงเพื่อหาแนวทาง มาตรการป้องกันแก้ไขและให้การช่วยเหลือโดยเร่งด่วน

ผมอยากจะกล่าวสรุปญัตติว่า ผมกับคณะรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งกับ ทั้งการปฏิบัติการตอบรับต่อเรื่องญัตติในเรื่องนี้จากรัฐบาล ตลอดระยะเวลาที่เรามีการ พิจารณาญัตติด่วนกันมาตั้งแต่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นกรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้มีปัญหาวิกฤติภัยน้ําท่วมอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เราแทบจะไม่ได้รับความสําคัญจาก รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีมารับฟังอย่างเอาจริงเอาจัง และมีการตอบ คําถามอย่างครบถ้วนกระบวนความเลยแม้แต่วันเดียว เราจะมีรัฐมนตรีที่สลับสับเปลี่ยนกันมาตอบในบางเรื่องบางราว ซึ่งค่อนข้างที่จะไม่ได้ตรงกัน หรือสอดคล้องทันกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ที่น่าเสียใจไปมากกว่านั้นก็คือ ความพยายามในการรวบรัดปิดการอภิปรายของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งได้พยายามทํากันมาตั้งแต่ เปิดประชุมช่วงบ่าย ๒ โมงเศษ ๆ ที่ผ่านมา ผมพยายามจะฟังการขอเสนอปิดอภิปรายกันมา ตั้งแต่ตอนที่ท่านลุกขึ้นเสนอปิดแล้วว่าในเวลานี้จะมีทุกข์ใดของคนไทยที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า ทุกข์เรื่องวิกฤติภัยน้ําท่วมในขณะนี้ มีเรื่องใด มีญัตติใดในสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ที่จําเป็น เร่งด่วนมากกว่าเรื่องน้ําท่วม ที่คนเดือดร้อนหลายล้านครอบครัว สถานการณ์น้ํายังไม่จบ ยังมีวิกฤติเกิดขึ้นทุกวัน สื่อมวลชนรายงานทุกวัน ยังมีคนซึ่งประสบภัยที่มีการออกอากาศผ่าน ทางสื่อมวลชนสถานีโทรทัศน์ทุกช่องทุกวัน มีเรื่องใดใหญ่กว่าเรื่องนี้ ท่านเพียงแต่จะบอกว่า รัฐบาลนั้นมีการขอให้รัฐสภามีการพิจารณาแล้ว มีการอภิปรายเรื่องของน้ําท่วม ตอนงบประมาณแล้ว ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปดูทั้ง ๒ วันนั้น การรับฟังความคิดเห็น ในรัฐสภาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เราจะหาคนซึ่งเอาจริงเอาจังมารับฟังอย่างเอาใจใส่ ตอบทุกคําถามก็ยากเต็มทน ท่านนายกรัฐมนตรีมาท่านก็สรุปของท่านและท่านก็ไป ท่านบอกว่าประชุมสภาสําคัญน้อยกว่าที่จะรับไปปฏิบัติเสียอีก แต่เรื่องที่เสนอกันในสภา เอาง่ายที่สุดครับ เรื่องบิ๊กแบ็ก ในเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอปิดการประชุมเมื่อสักครู่นี้ ก็มีทวิตเตอร์นักข่าวรายงานว่ามีการรื้อบิ๊กแบ็กอีกแล้วที่แยก คปอ. แล้วน้ําก็ไปเพิ่มที่ทาง สะพานใหม่ พหลโยธิน ทุกอย่างมันชี้ให้เห็นว่าเรื่องน้ําท่วมกับญัตติที่พวกกระผมได้เสนอไป และสมาชิกอีกหลายท่านนั้นไม่ได้รับความสนใจอย่างเอาใจใส่ เอาจริงเอาจังจากภาครัฐ จากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แม้แต่กระทั่งทางซีกฝั่งของรัฐบาล คําถามด้วยความน้อยใจ จึงเกิดจาก ส.ส. ซีกฝั่งธนบุรีอย่างคุณวัชระ เพชรทอง ผมก็มีคําถามในใจครับว่าถ้าวันนี้น้ําท่วม ในภาคอื่นของประเทศที่เป็นฐานเสียงใหญ่ของรัฐบาล มิพูดกันข้ามวันข้ามคืนหรือครับ หรือว่ากรุงเทพฯ ที่เดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้เขาไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่คนที่เลือกรัฐบาลนี้มา แล้วตัวเองก็เลยไม่ใส่ใจที่จะเปิดญัตตินี้ให้มีการอภิปรายต่อ ผมพูดอย่างนี้เพื่อสรุปให้ ท่านประธานเห็นว่า อย่าเห็นว่าญัตติเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องขอไปที และเป็นเรื่องรัฐมนตรีมาตอบ ตามพิธีกรรม มันไร้ค่าที่จะถูกเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภานี้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าตลอดระยะเวลาที่เราพูดกันถึงเรื่องญัตติด่วนเรื่องน้ําท่วม มันคาบเกี่ยวสถานการณ์ค่อนข้างที่จะยาวนาน มีญัตติเดียวครับที่พวกกระผมกับคณะเป็น คนเสนอที่ใช้คําว่าวิกฤติภัยพิบัติ รัฐบาลเองก็กระมิดกระเมี้ยนที่จะไม่พูดถึงคําว่า วิกฤติภัยพิบัติ เสมือนกับว่าน้ําท่วมเป็นภัยธรรมชาติ แต่ที่ผมใช้คําว่าวิกฤติตอนนั้น ผมมีข้อสังเกตว่าในเวลานั้นน้ํายังไม่เข้ากรุงเทพมหานคร แต่ที่ใช้คําว่าวิกฤติ เพราะมี การคํานวณกันแล้วครับ ว่าความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้จะใหญ่หลวงมาก และถือว่า เป็นวิกฤติภัยครั้งใหญ่ ตั้งใจจะใช้ชื่อญัตตินี้เพื่อกระตุ้นเตือนสติทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่ารับมือ แบบวิกฤติกันเถอะ อย่าไปรับมือแบบปกติธรรมดาที่เคยทํากันเลย ไม่เช่นนั้นความเสียหาย จะมากมายสุดคณานับ แล้วสุดท้ายก็จริง มาถึงวันนี้ที่วิกฤติภัยยังไม่จบจึงมีคําถามสะท้อน กลับมาว่ารัฐบาลบริหารแบบตั้งใจให้น้ําท่วมกรุงเทพฯ หรือเปล่า การบริหารน้ําท่วมครั้งนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า เป็นสะท้อนคําถามของคนที่เขา ประสบภัยพิบัติครับ ตลอดระยะเวลาหลายวันการอภิปรายเรื่องน้ําท่วมผมสนใจติดตามฟัง เกือบจะทุกคนครับที่มีการอภิปรายและการตอบจากรัฐบาล ท่านประธานถ้าฟังตลอด ท่านประธานจะเห็นครับว่า คําถามที่กระผมยกขึ้นมาถามมันสะท้อนถึงข้อเท็จจริงและ การบริหารจัดการของรัฐบาลที่เกิดมาตั้งแต่ต้นครับ เราพูดถึงพายุที่เข้า ๔-๕ ลูก เราพูดถึง การเก็บกักน้ําในเขื่อน เราพูดถึงการบริหารจัดการน้ํา เราพูดถึงการผันน้ําตะวันตก ตะวันออก เราพูดถึงการจัดการบริหารน้ํา การป้องกันอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร แต่ตลอดระยะของการอภิปรายและตลอดทางที่น้ําเดินทางมาจากปิง วัง ยม น่าน จากลุ่มน้ําเจ้าพระยาจนกระทั่งมาถึงกรุงเทพมหานครและกําลังจะลงทะเลนั้น เราไม่เคย ได้รับคําตอบที่ชัดเจนจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าในแต่ละขั้นแต่ละตอน ท่านบริหารจัดการน้ํา และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ามีการเตรียมการเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติภัย ที่กระทบเศรษฐกิจกับผู้คนมากมายในขั้นตอนไหน เพียงใด อย่างไร ไม่มีครับ ตลอดเวลา ก็มีความพยายามกล่าวอ้างว่าอุทกภัยครั้งนี้มันใหญ่ ฝนตก พายุเยอะ ถึงขนาดมีการบอก ออกมาครั้งหนึ่งว่า โดย ส.ส. ซีกรัฐบาลว่าสภาพการณ์เช่นนี้รัฐไทยรับมือไม่ไหว โดยการ มองข้ามข้อเท็จจริงไปว่าสังคมไทยอยู่กับน้ํามาตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย มาถึงอยุธยา รัตนโกสินทร์ จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน เอาเฉพาะในยุคปัจจุบัน เราลงทุนเรื่องของ ระบบชลประทานไปแล้วหลายล้านล้านบาท ท่านผู้นําฝ่ายค้านพูดชัดครับ แม้แต่กระทั่ง ประตูระบายน้ําที่ทําขึ้น

สุดท้ายการบริหารจัดการของรัฐบาลก็ใช้มวลชนไปบังคับให้มีการเปิดปิด ประตูน้ําเอาตามกําลังของมวลชน สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการเรื่องน้ําของ รัฐบาลโดยสิ้นเชิง ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่าญัตติที่พวกกระผม เสนอมานี้และต้องการให้มีการพิจารณานั้นมันมีที่มาที่ไป และมันต้องการสะท้อนให้เห็นถึง ความสามารถในการบริหารจัดการน้ําของรัฐบาล เราไม่ได้รับคําตอบที่ถูกต้อง เราไม่ได้รับ คําตอบที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นมีการบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นระบบ จนในที่สุดปัญหาสถานการณ์น้ําก็บานปลายกลายเป็นน้ําท่วมใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล รวมถึงจังหวัดอื่น ๖๔ จังหวัด มีคนตายไปแล้วในเวลานี้เกือบ ๖๐๐ คน เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับประเทศของเรา ครั้งหนึ่ง ส.ส. ทางซีก รัฐบาลด้วยซ้ําไปพยายามจะหยิบยกสถานการณ์น้ําในเขื่อนมากล่าวหารัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ ประเด็นนี้จึงกลายเป็นประเด็นตอบโต้ทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่ประเด็นน้ําในเขื่อนนั้นเป็นเพียง ประเด็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้นของสาเหตุของการเกิดน้ําท่วม แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าในซีก รัฐบาลนั้นเองนะครับที่ทําให้น้ําท่วมกลายเป็นเรื่องการเมือง ประเด็นนี้จึงวัดความจริงใจของ รัฐบาลตลอดมาจนกระทั่งถึงวันนี้ท่านยังไม่ได้ยอมเลยว่าท่านบริหารจัดการน้ําผิดพลาด จนกระทั่งเกิดเหตุที่เป็นวิกฤติภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นในประเทศ ผมยกตรงนี้ขึ้นมาพูดก่อนครับ เพราะนี่คือการสรุปญัตติที่ผมคิดว่าเป็นญัตติที่สําคัญกับสภานี้

ในประการถัดมาที่ผมอยากจะสรุปก็คือว่าสมาชิกพยายามเสนอความคิด ความเห็นในทํานองมีการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน จะเรื่องการผันน้ําก็ดี จะเรื่องของ มาตรการในการฟื้นฟูเยียวยาภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรรม ภาคอื่นก็ดี ไม่มีเลยครับ รัฐมนตรีท่านใดที่ลุกขึ้นมาตอบถึงข้อเท็จจริงที่ชัดเจน การเยียวยาเรื่องเกษตร การเยียวยาเรื่อง ๕,๐๐๐ บาท ขั้นตอนท่านเดินอย่างไร แม้แต่กระทั่งเรื่องภาคเกษตรกรรม เรื่องการจ้างงานที่จะเกิดขึ้น คนจะตกงานหลายแสนเกือบจะเป็นล้านคน แต่ขอโทษนะครับ รัฐมนตรีหลายคนที่ลุกขึ้นตอบ ท่านก็ตอบตามโพยที่ข้าราชการเขียนมาว่ากระทรวงท่าน ทําอะไรไปบ้าง ผมถึงบอกว่านี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะสถานการณ์น้ําที่มาถึงวันนี้ การฟื้นฟูจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ครม. อนุมัติถึง เมื่อวานนี้ครับ จ่ายเงิน ๕,๐๐๐ บาทไปแล้วเกือบ ๆ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน แต่ในเวลานี้ มีหลายหน่วยงานภายใต้รัฐบาลชุดนี้ไปเพิ่มเติมขั้นตอนของเงิน ๕,๐๐๐ บาท จนกระทั่ง คนจะได้เงิน ๕,๐๐๐ บาทนี่ยากลําบากมากครับ ทั้ง ๆ ที่เจตนารัฐบาลชุดที่แล้ว ๕,๐๐๐ บาท ที่ทําขึ้นมาเป็นครั้งแรกนั้น เจตนาคือคนได้เงินเยียวยาเบื้องต้นสําหรับที่จะไปใช้จ่าย จับจ่ายใช้สอยในเวลาที่ความช่วยเหลืออื่นยังไม่มา รัฐบาลสัญญา ๔๕ วัน แต่วันนี้ยังไม่เห็น นะครับว่าทิศทางตรงนั้น ๕,๐๐๐ บาท นี่เขาจะได้ใน ๔๕ วันอย่างไร ในหลายที่ที่น้ํายังไม่ลด ด้วยซ้ําไป ข้อเรียกร้อง ส.ส. กรุงเทพฯ ก็ต้องใช้ขั้นตอนการหารือวันนี้ บอกว่าน้ําท่วม ๗ วัน นี่ ๕,๐๐๐ บาทก็รับได้ แต่เป็นเดือนละครับจะมีการปรับไหมก็ไม่มีคําตอบจากรัฐบาลต่อ สภานี้เช่นเดียวกัน เรื่องการจ้างงานคน เรื่องของการควบคุมราคาสินค้าซึ่งแพงและหายาก และจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติภัยน้ําท่วมครั้งนี้ไปแล้วไม่มีคําตอบให้กับสภานี้แม้แต่น้อย

คําถามของผมก็คือว่า น้ําท่วมตลอดระยะเวลา ๓-๔ เดือน ในเวลาที่เราพึ่ง รัฐบาลไม่ได้ คนจึงไม่ผิดที่จะไปรู้สึกว่าเขาพึ่งทหารได้ เขาพึ่งสื่อมวลชนได้ เขาพึ่งอาสาสมัครได้ เขาพึ่งฝ่ายอื่น ๆ ได้ แต่ฝ่ายการเมืองนําโดยรัฐบาลกําลังสร้างความถดถอยให้กับ ความเชื่อมั่นของคน แต่เราไม่ใช้สภานี้ฟื้นฟูความเชื่อมั่นเหล่านั้น ผมพูดตรงนี้อย่างน้อยที่สุด ในตอนสรุปนี่ครับ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าภารกิจหลังน้ําท่วมนี้มันมีอีกเยอะครับ ต้องเร่ง สร้างความชัดเจน แต่ถ้าจะแวะตรงนี้สักเล็กน้อยก็คือว่า ในเวลาที่วิกฤติภัยยังไม่จบ การแก้ปัญหาวิกฤติหลังน้ําท่วมจะใหญ่กว่านี้ รัฐบาลชุดนี้กําลังสร้างวิกฤติการเมืองซ้อนทับถม วิกฤติน้ําท่วม เรื่องของพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษที่กําลังเป็นข่าวในปัจจุบัน หลายฝ่าย ถึงวิจารณ์ว่าเป็นการฉกฉวยโอกาสในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนจากเรื่องน้ําท่วมไปทําเรื่อง เพื่อช่วยคนบางคน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบครับ และจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มี คําตอบที่ชัดเจน รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็อ้างว่าเป็นเรื่องลับ ทั้ง ๆ ที่ท่านรู้ว่าเรื่องนี้ ถ้ามีการหยิบยกขึ้นมาก็จะมีความวุ่นวาย ความไม่เห็นด้วยเกิดขึ้น เราสร้างวิกฤติการเมือง มาซ้ําซ้อนทับถมกับวิกฤติชาวบ้านที่เดือดร้อนอยู่แล้วเพื่ออะไร ชาวบ้านยังเดือดร้อนไม่พอ หรือครับ หรือว่าฉวยโอกาสในเวลาที่ชาวบ้านกําลังเดือดร้อนเรื่องน้ําท่วม สื่อก็หันไปสนใจ เรื่องอื่น ท่านก็ทําเรื่องวิกฤติการเมือง