สนธิ บุญยรัตกลิน เสนอญัตติด่วนเพื่อบรรเทาความหวังให้ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการปรองดอง โดยหารือเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และเสนอแนวคิดในการปรองดองเพื่อส่งเสริมความสามัคคีและความสงบเรียบร้อยของประเทศ พร้อมเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและพัฒนาความปรองดองแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ขออนุญาตเสนอญัตติด่วนต่อประธาน ด้วยเหตุผลเพื่อบรรเทาให้ความรู้สึกของประชาชนในสภาวะปัจจุบันมีความหวังที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการปรองดอง
ท่านประธานครับ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยสําคัญในความขัดแย้ง ทางการเมืองของพี่น้องประชาชนภายในประเทศ ผมคิดว่าเรื่องการปรองดองนั้นเป็นหัวใจหลัก ของสังคมไทยในเวลานี้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการปรองดองถ้าไม่เกิดขึ้นสังคมไทยจะยิ่งมีความ บอบช้ํามากขึ้นกว่าทุกวันนี้ ผมเองจึงได้ตัดสินใจในการนําญัตติการปรองดองเข้ามาสู่สภา ทุกท่านคงทราบดีครับว่ากว่าที่ผมเองจะตัดสินใจในการนําญัตตินี้เข้าสภานั้นมันคงไม่ง่ายนัก ผมเองได้พยายามประสานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับว่าจะนําญัตตินี้เข้ามานั้น ดีหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ผมเองก็ได้ พยายามที่จะล็อบบี้ (Lobby) เพื่อให้เห็นประโยชน์ของการปรองดองนั้นว่ามีความสําคัญ ในส่วนของทางด้านพรรคฝ่ายค้านนั้นก็ได้หารือในบางส่วน แต่อย่างไรก็ตามทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ มองเห็นว่าการปรองดองนั้นมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองในขณะนี้ คงไม่ต้องบอกละครับ ขณะนี้พี่น้องประชาชนในประเทศคงเห็นสภาพของสภาของเราในวันนี้เป็นอย่างไร ผมเชื่อได้ว่า ผลประโยชน์ของประชาชนจะเกิดมากขึ้นนับเป็นทวีคูณ ถ้าสภาแห่งนี้มีความรักกัน ประชาชนในชาติมีความรักกัน ผลที่ตอบมานั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์นั้นคือพี่น้องประชาชน จะเห็นว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาในห้วงเวลาหนึ่งความไม่สงบเรียบร้อยจนกลายเป็น ความรุนแรงทําให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจํานวนมาก สิ่งที่สําคัญครับ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากภายนอกประเทศ สาเหตุเพราะความแตกแยกของประชาชน ในชาติ ท่านประธานคงเห็นนะครับว่าเรามีการแบ่งเป็นสี เป็นกลุ่ม เป็นพรรค เป็นภูมิภาค สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าบังเกิดขึ้นในประเทศ ผมเองพยายามถามตัวเองเสมอครับว่า สาเหตุอย่างนี้ความเป็นชาติของเรานั้นน่าเป็นห่วงหรือไม่อย่างไร ผมเชื่อครับว่าทุกคนรักชาติ แต่ว่าทุกคนภูมิใจในความเป็นคนไทยในชาติหรือไม่อย่างไร อันนี้คือความสําคัญ ทุกคนรักชาติทุกคน แต่ภูมิใจหรือไม่เป็นปัจจัยที่สําคัญยิ่งกว่า ผมเชื่อครับว่าทุกคนรัก ทุกคนรักประเทศ อยากเห็นประเทศมีความสงบ มีความเรียบร้อย การที่พวกเราได้ กระทําการใด ๆ ที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะเรื่องของการยึดสนามบินก็ตาม ยึดพื้นที่ก็ตาม แม้กระทั่งการใช้กําลังก็ตาม ล้วนแต่ทุกคนมีความตั้งใจในการที่จะทําให้ชาติบ้านเมืองนั้น มีความสงบตามแนวทางของตน ผมเองได้พยายามถามตัวเองเสมอว่าทุกคนที่อยู่ใน เหตุการณ์ทุก ๆ เหตุการณ์นั้นรักชาติหรือไม่นะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนนั้นรักชาติ ทุกวันนี้ ผมได้มีความปรารถนาครับว่าการที่มาสร้างความปรองดองในวันนี้ต้องการเห็นประชาชน ในทุกภาคส่วนนําความรักที่มีอยู่นั้นกลับมาสร้างความรักให้เป็นพลังไทย เพื่อสร้างประเทศไทย ของเราให้มีความเจริญยิ่งกว่าทุกวันนี้
ท่านประธานครับ เรากําลังอยู่ในยุคของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เราเคยพูดกัน เสมอครับว่าสงครามทางเศรษฐกิจ เราพูดกันอยู่เสมอว่าสงครามทางการค้า ท่านเชื่อ ไหมครับว่าขณะนี้หลายประเทศเห็นบ้านเรากําลังเป็นอยู่อย่างนี้เขาดีใจ เพราะระบบทุนนิยมนั้น คือระบบของการต่อสู้และแข่งขัน ใครมีกําลังที่มากกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ผู้นั้นได้เปรียบ ท่านประธานครับ เวลาที่ผ่านมาได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ได้ไปในพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ ภัยพิบัติจากน้ําท่วมในคราวนี้ ผมเรียนครับว่าพี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศเจอผม ที่ไหนก็ตามมักจะถามว่าเมื่อใดบ้านเมืองจะสงบเสียที อยากเห็นคนไทยรักกัน ท่านครับ คําถามเป็นพัน ๆ ครั้งที่ผมได้เดินทางไปทุกภูมิภาค แม้กระทั่งภาคอีสานและภาคเหนือ ผมในฐานะที่เป็นนักการเมืองใหม่ก็ตาม ท่านครับ ความรู้สึกในใจที่เรามีกับความรู้สึก ที่ประชาชนกําลังคิดอยู่นั้นเขากําลังคิดอะไร เราขาดความรับผิดชอบของการเป็น นักการเมืองที่ดีหรือเปล่าในการที่จะซ่อมแซมหัวใจของเขาเหล่านั้น ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมการแจกประกาศ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ท่านมหาเธร์ที่มหาวิทยาลัยยะลา จังหวัดยะลา ท่านครับ ในระหว่างที่ ทานข้าวอยู่ในมื้อกลางวันนั้น ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ท่านพูดว่า เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๑ หรือ พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านบอกว่าประเทศไทยนั้นมีความเจริญกว่าประเทศมาเลเซียมากมาย แต่ท่านก็ตอบแต่ประโยคที่ ๒ ว่า ณ วันนี้ประเทศมาเลเซียมีความเจริญ แล้วท่านก็บอกว่า ความเจริญและความสําเร็จในการบริหารประเทศนั้นเกิดจากคนในชาติของท่าน ไม่ว่าจะเป็น ชาติพันธุ์ใด ศาสนาใด เขามีทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ และฮินดูอยู่ในประเทศของเขา เขาบอกว่าคนเหล่านั้นรักประเทศมาเลเซีย แล้วก็มีความรักและสามัคคีกันในประเทศ คงไม่ต้องตอบละครับว่าที่ท่านมหาเธร์พูดอย่างนั้นมีความหมายอะไร ผมคิดว่าพวกเราคงจะ มีความรู้สึกครับว่า ณ วันนี้เรากําลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศเรา
ท่านประธานครับ เราเคยเป็นที่ ๑ ในอาเซียน เราเคยเป็นต้น ๆ ในเอเชีย ท่านทราบไหมครับว่าตอนนี้เราเป็นอย่างไร เราเคยดูตัวเราไหม ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นผู้ดูแล เขมร ๓ ฝ่าย ที่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีชาวเขมร ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ คน ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ส่วนหนึ่งผมได้มีหน้าที่ในการรวมชาติเขมรจนเขาได้เป็นรัฐบาล จนทุกวันนี้ เขาเคยเดินทางมาประเทศไทยแล้วเขาบอกว่าประเทศไทยคือสวรรค์ ท่านครับ ณ วันนี้ผมอยากทราบว่าเขากําลังมองเราอย่างไร เรามองตัวเราอย่างไรเป็นปัจจัยสําคัญครับ ท่านประธานครับ ความขัดแย้งยังคงมี ความแตกแยกอันร้าวลึกลงไปคงไม่ต้องอธิบาย ท่านคงเห็นเมื่อสักครู่ เราคนไทยด้วยกันทั้งประเทศ มาถึงวันนี้ผมเหนื่อยมาพอแล้วนะครับ ก้าวเข้ามาสู่การเมืองเพื่อที่จะมาหาหนทางต้องการปรองดองในวันนี้มากกว่า ๒ ปี เดินทางเข้ามาในสภาไม่ใช่เพิ่งคิดนะครับ ผมเคยร่วมคิดกับนักธุรกิจ เคยร่วมคิดกับ นักวิชาการ แต่ไม่สามารถทําอะไรได้ วันนี้เข้ามาในสภาสิ่งแรกที่อยากทําคือสร้างการปรองดอง ผมรู้ดีว่ารัฐบาลทุกรัฐบาล แม้กระทั่งรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ที่ผ่านมาท่านปกครองบริหารประเทศด้วยความยากลําบาก ผมให้กําลังใจทุกรัฐบาลทุกนายกรัฐมนตรี เห็นใจครับ มาวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศ ผมถามว่าท่านเหนื่อยไหมกับสภาวะของประชาชนภายในชาติ กับปัญหาความแตกแยกภายในสังคมไทย ผมเชื่อครับว่าทั้ง ๒ รัฐบาลที่ผ่านมาเหนื่อย ถอยหลังกลับไป ๔๐ ปี เราเคยเป็นที่ ๑ ในอาเซียน เราเคยเป็นต้น ๆ ในเอเชีย วันนี้เรากําลัง อยู่ท้าย ๆ ในอาเซียน ท่านประธานครับ จากวิกฤติของภัยธรรมชาติพี่น้องประชาชน ๓๐ กว่าจังหวัดได้รับความเดือดร้อน รัฐเองก็สามารถช่วยในระดับหนึ่ง ท่านทราบไหมครับ ว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศรวบรวมทุนทรัพย์ให้การช่วยเหลือบริจาคเข้ามายังองค์กร ต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคกลาง ให้รัฐบาล ให้มูลนิธิ เพื่อที่จะช่วยเหลือประชาชนที่กําลังประสบ อุทกภัย ท่านครับ วันนี้เป็นโอกาสเป็นจังหวะที่เราทําวิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างความรัก ความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ ที่ผ่านมาทางพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามจัดตั้ง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. นั้น โดยมีท่านคณิต ณ นคร ขออนุญาตกล่าวนาม เป็นประธาน ผลการดําเนินการมีความคืบหน้าชัดเจนและมีประโยชน์ สมควรจะนําข้อมูลแหล่านั้น มาต่อยอดเพื่อสร้างให้เป็นรูปธรรมต่อไป จากปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในชาติ จึงถือเป็นเรื่องสําคัญและมีความเร่งด่วนที่จะต้องเร่งระดมสรรพกําลังที่มีความรู้ความคิดและ มีความตั้งใจร่วมกันแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการสร้าง ความปรองดองในบ้านเมืองอย่างยั่งยืน โดยหลักคิดที่ว่า ลืมอดีต คิดแต่ปัจจุบัน เพื่อสร้าง อนาคตของประเทศและเพื่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ปัญหาของสังคมที่ทําให้เกิด ความขัดแย้งของประเทศเกิดจากการเริ่มต้นจากการเมือง ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องแก้ด้วย การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาแห่งนี้จะต้องเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความปรองดอง ผมจึงเสนอญัตติด่วนเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การสร้างความปรองดองแห่งชาติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ และข้อ ๔๒ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ส่วนเหตุผลและ รายละเอียดจะชี้แจงในโอกาสต่อไป ต้องขอขอบคุณและหลายพรรคการเมืองที่ช่วย มีส่วนร่วมในการรับรองญัตติในครั้งนี้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ