สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สุนัย จุลพงศธร อภิปรายเรื่องปรองดองในญัตติปรองดอง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าใจและควบคุมกลไกของระบบการเมือง และการให้เวลาแห่งประวัติศาสตร์ให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย แต่วันนี้ขออนุญาตอภิปรายในญัตติปรองดองโดยมายืนอยู่ในฝั่งของพรรคประชาธิปัตย์ ใช้ไมโครโฟนตัวเดียวกันกับคุณวัชระ เพชรทอง ท่านประธานครับ เพื่อเป็นการยืนยันให้เห็นว่า การใช้กลไกเดียวกันนั้นมนุษย์ต้องควบคุมกลไกนั้นครับ ไม่ใช่เอากลไกมาควบคุมมนุษย์ วันนี้เราอภิปรายกันเรื่องปรองดองคนที่เจ็บปวดที่สุดคนหนึ่ง แต่เสียดายจริง ๆ ที่เธอ ไม่มีโอกาสจะได้พูดเพราะเวลามันหมด คนคนนั้นเป็นคนหนึ่งในหลาย ๆ ร้อยคนที่ญาติ เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่คนคนนั้นอยู่ในสภา คนคนนั้นคือคุณขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวของ เสธ. แดง ที่บิดาของเขาถูกยิงอย่างโหดร้ายติดตาตรึงใจเขา ผมได้นั่งคุยกับเธอ ผมถามว่า น้องถ้าเกิดมันจะต้องจบลงด้วยการปรองดองและบิดาของเธอได้เสียชีวิตไป และสุดท้ายก็ยัง ไม่รู้ว่าจะหาคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่ เธอจะทําใจอย่างไร จะยอมไหม คุณขัตติยา หรือน้องเดียร์นี้เธอบอก ถ้าเป็นผลประโยชน์ของส่วนใหญ่เธอก็ต้องยอม แต่จะให้เธอลืมภาพ ของพ่อเธอที่ถูกยิงนั้นเธอลืมไม่ได้ ท่านประธานครับ นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุด วันนี้ผมได้นั่ง อยู่กับคุณวัชระ เพชรทอง เมื่ออภิปราย ผมขอให้คุณศุภชัย ใจสมุทร ที่แดงก็เกลียด เหลืองก็รําคาญมานั่งอยู่กับผมตรงนี้ ผมขออนุญาตน้องรังสิมาว่าพี่พูดข้างหลังน้องนะ แต่ขอให้ น้องพูดเรื่องปรองดองด้วย เธอก็บอกว่าไม่เอา ไม่เป็นอะไรครับท่านประธานครับ แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้ต้องขอประทานโทษท่านสาทิตย์ที่ผมลุกขึ้นประท้วงหลายครั้ง แต่ผมต้องกราบ ขอบพระคุณท่านสาทิตย์ที่ขึ้นพูด และกราบขอบพระคุณท่านเพื่อนพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ที่ขึ้นพูดวันนี้ อย่างน้อยที่สุดทําให้ความฝันเราเห็นว่ามันน่าจะเป็นจริง เพราะครั้งแรกมีการ วอล์คเอาท์ไป แต่แล้วก็กลับเข้ามา คุณจุติก็เป็นเพื่อนกัน ผมรู้ครับว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเห็นความยากลําบากและเห็นร่วมกับเพื่อนพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แต่อาจจะต่างกันตรงที่ผมคิดส่วนตัวของผมคือเราต้องพยายาม ท่านประธานครับ การพยายามที่ดีที่สุดวันนี้ก็คือต้องทําความเข้าใจกับเรื่องเวลา วันนี้ได้พิสูจน์แล้วครับ ท่านประธานว่าปัญหาใหญ่ของกลไกแห่งระบบ อย่างที่ผมเปรียบเทียบว่าผมใช้ไมโครโฟน ตัวเดียวกัน แต่ว่าเราต้องเข้าไปควบคุมระบบและเข้าใจกลไกนั้น สังคมไทยอยู่ในโครงสร้าง ระบบการเมืองที่มีภาวการณ์สุญญากาศทางอํานาจ เรารู้ความจริงหมดครับ แต่เราอาจจะไม่เอาความจริงในรายละเอียดมาพูดกันตรงนี้ เพราะยังไม่ใช่เวลาของมัน เราให้เวลาแห่งประวัติศาสตร์ ให้เวลาแห่งอนาคต ผมเชื่อมั่น เหลือเกิน ต้องขออภัยที่จะต้องเอ่ยนามบุคคลที่เป็นตัวแสดงสําคัญที่สุดในรอบเวลา ๕ ปีมานี้ ก็คือผู้ที่เสนอญัตตินี้คือ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านรู้อะไรเยอะแยะครับ ผมไม่มีโอกาส จะไปพูดกับท่าน แต่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนพูดกับท่าน ผมก็สอบถาม แต่ละคนที่ผ่านไปปรากฏว่าท่านไม่แพร่งพรายแม้แต่น้อยว่าวันที่ ๑๙ กันยายนนั้นจริง ๆ คืออะไร เราจะให้เวลามัน ท่านครับ เรื่องของเวลานี้เองครับ มันได้พิสูจน์ความจริงแล้วว่า มนุษย์เมื่อมีเวลาเปลี่ยนไป ความเข้าใจ ความคิด โอกาสต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปหมด ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่มากนักในสภาแห่งนี้ที่เคยร่วมงานกับพรรคการเมืองตั้งแต่ซ้ายสุดจนถึง ขวาสุด ผมเคยเข้าป่าอยู่ในป่าร่วมกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับคุณรัชฎาภรณ์ ผมอยู่ถึงฝั่งขวาสุดเป็นเลขา พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อก่อนเกลียด พลเอก ชาติชาย แต่วันหนึ่งไปอยู่กับ พลเอก ชาติชาย ได้เรียนรู้ว่าชีวิตมีความเข้าใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อเวลาเปลี่ยนไปเปลี่ยนไปหมด พลเอก ชาติชาย ได้ให้คติอันหนึ่งว่าสุนัยจําไว้ว่า ถ้าจะเป็นใหญ่ทางการเมืองอย่าจําแม่น ใครก็ตามทีครับ ที่จําแม่น แม่น แม่น ไปได้ไม่กี่น้ําครับ สูงสุดจะเป็นอีกก็ยากครับ ความจริงได้พิสูจน์แล้วครับ วันที่ รสช. รัฐประหาร ซึ่งผมขอ อนุญาตท่านประธานที่จะเอาบทเรียนจริง ๆ ที่นักการเมืองหลายคนไม่รู้ แม้จะเป็น นักการเมืองเก่าก็ไม่รู้ เพราะมันอยู่ข้างในครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าวันที่ยึดอํานาจนั้น รสช. โกรธและต้องการจะประหารคนคนหนึ่งที่วันนี้เป็นคนที่ รสช. รักที่สุดครับ นั่นคือ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เวลาผ่านไปไม่พอปีครับ เลือกตั้งอีกทีหนึ่ง พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นั่งอยู่ที่บ้าน คนที่ยึดอํานาจ พลเอก ชาติชาย หัวหน้าใหญ่ชื่อ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ควงแขนมากับบุคคลที่ไม่น่าจะเชื่อว่าจะฆ่ากันเมื่อ ๑๒ เดือนที่แล้วคือ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ครับ สิ่งที่ไม่น่าเชื่ออีกครับ พอไปถึงห้องโถงใหญ่ของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ท่าน พลเอก ชาติชาย นั่งหัวโต๊ะ คนที่ยึดอํานาจครับ ที่ด่า พลเอก ชาติชาย เสีย ๆ หาย ๆ ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๙ กันยายน พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ คลานสี่เท้าครับ ไปกราบขอขมา พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ให้อภัย พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้สร้างประวัติศาสตร์ อันหนึ่งของสภาแห่งนี้ตรงที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยชอบนั่งกันที่เรียกว่า วิทยาคาเฟ่ ตรงนั้น เมื่อก่อนเป็นห้องครับ เรียกว่า ห้องสหประชาชาติ นั่นหมายความว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ใครอย่างไรแล้วแต่เข้ามาอยู่ด้วยกันตรงนี้ไปทานไวน์กัน สมัยก่อนนะครับ ดังนั้น ห้องสหประชาชาติคือไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ในสภาก็ว่ากันไป แต่ว่าเราถูกนักวิชาการโจมตีว่า พวกนักการเมืองเป็นพวกที่ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร คบไม่ได้ นักการเมืองหลายคนตกอยู่ใน วาทกรรมอันนี้ ก็เลยพยายามจะพัฒนาว่าต้องเอาเป็นมิตรแท้ ศัตรูถาวร เลยล่อกันไม่หยุดครับ บรรพบุรุษของเราใช้คําว่าเล่นการเมือง เราก็บอกว่าเล่นการเมืองไม่ถูกต้อง ต้องเอาจริงเอาจัง ก็ขนาดเล่นกันยังฆ่ากันขนาดนี้ เอาจริงจะขนาดไหน ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมจะหยิบยก อีกตัวอย่างหนึ่ง เพื่อขอความกรุณาให้ทุกฝ่ายให้เวลากับมันเถอะครับ แล้ววันหนึ่งเราเดินไป ข้างหน้าย้อนกลับมาข้างหลังเราจะหัวเราะกับตัวเราเอง ผมกําลังหัวเราะกับตัวผมเองที่ผมดันไปเข้าอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเลย ผมกําลังหัวเราะตัวเองว่าวันนั้นเราทําไมต้องเกลียดคนนี้ แล้ววันนี้เราทําไมมารักคนนั้น พลเอก ชาติชาย เสียไปแล้วแต่ตรุษจีนทีไรผมยังไหว้ด้วยครับ ผมไหว้เตี่ยผม ผมก็ไหว้ พลเอก ชาติชาย พร้อมกัน ยังบอกเตี่ยผมหาเพื่อนอดีตนายกรัฐมนตรีมากินข้าวกับเตี่ยแล้ว ท่านประธานครับ ความคิดมันเปลี่ยนได้ วันนี้ผมได้มีโอกาสในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศต้อนรับเอกอัครราชทูตจีน ท่าน ฯพณฯ ก่วนมู่ ไม่น่าเชื่อครับ จีนแผ่นดินใหญ่ยึดอํานาจรบกับพรรคก๊กมินตั๋งชนะกันเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๒ จะเอาเป็น เอาตายกันว่าไต้หวันจะเป็นจีนใหญ่ จีนพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะเป็นจีนใหญ่ แต่วันนี้ ไม่น่าเชื่อครับ เขาบอกว่าทัศนะของพรรคก๊กมินตั๋งถูกครับ และเขากลับมีความรู้สึกว่า พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของอดีตประธานาธิบดีเฉิน สุ่ยเปี่ยน ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะเฉิน สุ่ยเปี่ยน เสนอว่าไต้หวันให้แยกไปเลยไม่ต้องเป็นจีนอีกแล้ว เป็นจีนแบบไต้หวัน ไปเลย ผมบอกทําไมอย่างนั้นล่ะ เขาบอกว่าอย่างน้อยที่สุดจีนจะได้เป็นอันเดียวกัน แล้วค่อย ๆ คุยกัน เพราะทัศนะของก๊กมินตั๋งบอกจีนเดียวครับ ไม่มี ๒ จีน ทั้งที่อดีตก็รบกัน จะตายนะครับเพราะจีนเดียวนี่แหละ ผมมีโอกาสเดินทางไปไต้หวันกับท่านชวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ไปเจอกับรัฐมนตรีจีนไต้หวัน เขาบอกว่าตอนนี้เรากําลังสร้างสายการบิน ตรงแล้วครับ สนามบินจากไทเปถึงเซี่ยงไฮ้ ผมก็ถามไปว่าท่านและที่รบกันมาตลอด ๕๐ กว่า ปี ๖๐ ปี ว่าใครจะเป็นจีนที่ ๑ ไปไหนเสียเล่า เขาบอกอันนั้นให้ลูกหลานมันไปคุย ตอนนี้ รุ่นอาปาอากงขอทํามาค้าขายกันก่อน โลกสมัยใหม่ครับ วันนี้ผมเชื่อว่าคนที่เคยเป็น เรด การ์ด (Red guard) กําลังยิ้มเยาะตัวเอง ประทานโทษเถอะครับ บุคคลสําคัญ ๆ ที่เป็น ในรัฐบาลจีนวันนี้เขาก็กําลังยิ้มเยาะตัวเองต่ออดีตที่มันผิดพลาดไป ท่านประธานครับ ในประเทศเราเราก็เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ๖ ตุลาคมครับ เสียดายเหลือเกินน้องวัชระเพิ่งออกไป ไปกล่าวหาว่าคนนั้นไม่จงรักภักดี คนนี้จะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ นั่นเรากําลังพูดวันนี้ ถูกหรือเปล่า ในวันนั้นครับท่าน พวกเราต้องหนีการรัฐประหารเมื่อ ๖ ตุลาคม ไปอยู่ป่าสู้กับรัฐบาล ท่านครับ วันนั้นคนที่ไปอยู่ป่าไม่ใช่มีนักศึกษาลูกครึ่งจีนอย่างผมนะครับ ลูกนายทหารก็ไป ลูกนายตํารวจก็ไป ลูกทหารอากาศก็ไป ลูกทหารบกก็ไป พ่อขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดตูม ลูกกูอยู่ข้างล่างหรือเปล่าวะ พ่อเป็นทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่เข้าไป ลูกกูอยู่ที่เขาค้อ หรือเปล่าวะ พ่อกับลูกรบกันครับ แรงกว่าวันนี้อีกครับ แต่ทุกอย่างจบได้ ในวันนั้นสื่อมวลชน หลายฝ่ายเสนออย่างนี้ครับ ปรองดองกันเถอะ ปรองดองกัน ขอประทานโทษเถอะครับ วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีชื่อ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ท่านบอกว่าไม่ได้ คุณสมัครเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมกับคุณสมัครนี้ก็ไม่ถูกกันเลยครับ แต่วันหนึ่งต้องมา รักกันอีกแล้วครับ ท่านประธานครับ มันต้องยิ้มเยาะต่ออดีตจริง ๆ ปรากฏว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ยอมให้เกิดการปรองดอง โดยอ้างแบบเดียวกับเพื่อน ส.ส. บางคนที่บอกว่าพวกนักศึกษาถูกล้างสมองแล้ว ไปอยู่ในป่าแล้ว กลับมาก็จะมาล้มล้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็พูดกันอยู่อย่างนั้นครับ แล้วก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้เหมือนวันนี้ครับ ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่เขาไม่ยอมกัน แต่ว่ามันต่างกันตรงที่วันนี้รัฐบาลนี้พยายามจะยอม พยายาม จะผ่อนทุกอย่างเพื่อกลับมาสู่ความสามัคคี แต่วันนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯ ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนามท่านจริง ๆ ครับ ก็คือท่านธานินทร์ยังไม่ยอม ด้วยทฤษฎีอย่างนี้ ในที่สุดใครจะ ตัดสินละครับจริงไม่จริง แต่ในวันนั้นโชคดีเหลือเกิน คนบางคนอาจจะบอกโชคร้ายแต่ผมว่า โชคดี มี พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ตัดสินใจทํารัฐประหารล้มรัฐบาลท่านธานินทร์ แล้วก็ประกาศพิสูจน์ทฤษฎีว่ามันจะจบกันได้ไหม ให้กลับมาคืนสู่เหย้าเถอะ บุคคลเหล่านั้น คืนสู่เหย้า ยินยอมให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่ากลับมาได้ครับ โดยไม่เชื่อว่าจะมาล้มล้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสุดท้ายบุคคลเหล่านั้นกลับมาเป็นอะไรครับ ผมไปเจอหมอใหญ่ ผ่าตัดหัวใจครับ ตาย อ้าวนี่เพื่อนกูเองนี่หว่าที่เข้าป่าด้วยกัน ผ่าตัดผู้นําการเมืองหลายคน ครอบครัวผู้นําการเมืองหลายคนให้รอดชีวิต บุคลากรดี ๆ ทั้งนั้นครับ เราเจอคนอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี วันนี้เราก็ทําลายเขาอีก เราเจออีกหลาย ๆ คนครับ ท่านครับ เรามีบทเรียนมากขนาดนี้ทําไมเราไม่ยอมให้เวลากับมันแล้วเดินไปข้างหน้า ทําไมต้องมาเริ่มต้นที่ทักษิณคนเดียว ความจริงอะไรก็รู้กันหมดแต่เราไม่พูดกัน วันนี้ผมถึงบอก รายละเอียดไม่ขอพูด ท่านประธานครับ สิ่งที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเหตุการณ์ปี ๒๔๙๐ ไทยก็เกิด สงครามนะครับ สงครามระหว่างทหารเรือกับทหารบก สงครามระหว่างฝ่ายท่านปรีดีกับฝ่าย จอมพล ป. ครับ จากการรัฐประหารกัน ปี ๒๔๙๐ จากปี ๒๔๙๐ เกิดกบฏ เกิดการต่อสู้ อีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คนที่เจ็บปวดคนหนึ่งที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน มิได้ตําหนิติเตียน แต่อยากจะให้เห็นใจคนคนนี้ด้วยครับ คนคนนี้ปู่เสียชีวิตในกบฏบวรเดช คุณพ่อต้องลี้ภัยไป อยู่ต่างประเทศในฐานะเป็นกบฏเสนาธิการ และคนคนนั้นก็มาดํารงตําแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรีในการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ชื่อ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านครับ เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดตีรันฟันแทงรบกันเกือบ ๑๐ ปีครับ ผมพูดหลายครั้งว่ามันต้องจบ อดีตอย่างนี้ครับ ในที่สุด จอมพล ป. ใช้ปี ๒๔๙๐ คนที่ลอบฆ่าจอมพล ป. คนที่ศาลตัดสินให้ ติดคุก เหมือนกับเพื่อนนักการเมืองบางคนบอกว่าศาลตัดสินแล้วนิรโทษกรรมไม่ได้ ไม่จริงครับ ไม่จริง ไปดูประวัติศาสตร์เลยครับ ปี ๒๔๙๙ จอมพล ป. เห็นว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ มันน่าจะจบลงได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเดินไปไม่ไหว จอมพล ป. ใช้เวลาอะไรรู้ไหมครับ เป็นไทมิ่ง (Timing) ที่ดีที่สุดซึ่งตรงกับขณะนี้ ผมถึงบอกว่าญัตตินี้เป็นญัตติประวัติศาสตร์ ผมไม่อาจจะขอบคุณ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ ณ วันนี้ แต่ผมจะขอบคุณ พลเอก สนธิ และเพื่อนสมาชิกทุกคนถ้าทุกอย่างมันจบลงได้จริง ท่านจะเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ ที่สําคัญที่สุดในจังหวะนี้ จังหวะนี้เหมาะที่สุดครับ เหมาะอย่างไรลองดูนะครับ จอมพล ป. ได้ใช้ปี ๒๔๙๙ ในโอกาสกึ่งพุทธกาล พุทธมณฑลที่สร้างอยู่นี้เกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป. ออกกฎหมายและใช้กึ่งพุทธกาลที่ชาวพุทธเชื่อว่าพระพุทธองค์นั้นประสูติมาแล้วศาสนาพุทธ จะยาวนาน ๕,๐๐๐ ปี ดังนั้นปี ๒๕๐๐ จึงกึ่งพุทธกาลแล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรม จบหมดครับ ใครเจอคดีจบหมดครับ วันนี้เราก็อยู่ครับนี่ เสื้อแดงยังติดตะรางอยู่ ประกันตัวไม่ได้ สิทธิการประกันตัวก็ไม่มี สุรชัย แซ่ด่าน สมยศ พฤกษาเกษมสุข ทั้งหมดนี่ครับ เรากําลังทําผิดหลักการทั้งหมดเลย ท่านครับ ที่ผมบอกว่าเหมาะที่สุดเวลานี้คืออะไร ทําไมเราไม่ใช้เวลาแห่งการเจริญพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสร้างความ ปรองดองขึ้นเสีย เพื่อให้พระองค์ทรงเกษมสําราญ ไม่มีพ่อแห่งแผ่นดินที่ไหนหรอกครับ เห็นลูกฆ่ากันไม่หยุดไม่หย่อนแล้วมันจะมีความสุขได้ ผมว่าเวลานี้เหมาะที่สุดครับท่าน เหมาะที่สุด เพื่อให้เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้อย่างสันติ แต่ทําอย่างไรได้ละครับ ๕ ปี พิสูจน์มาแล้วว่าสิ่งที่ทํามาไม่มีทางถูกได้เลยครับ และไม่มีทางจะจบลงได้ด้วยดีเลยครับ แล้วไปว่ากัน ใครแพ้ใครชนะ ใครมีความสามารถว่ากันไป ไม่ต้องใส่ร้ายป้ายสีกัน ท่านครับ แล้ววันหนึ่งเราจะหันกลับมาดูอดีตแล้วยิ้มเยาะสิ่งที่เรากําลังเป็นตัวละครที่ไม่รู้ว่าเรากําลังถูก กลไกนี้ผลักดันอยู่ ผมพูดเท่านี้ละครับท่านประธานครับ และขอขอบพระคุณจริง ๆ และหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนจาก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ ร่วมกัน และชื่นชมที่สุดครับวันนี้เราได้พูดกันอย่างนี้ ขอเรียกร้อง ขอเชิญชวนทุกท่านให้เวลา กับมันสักหน่อยแล้วเดินไปข้างหน้า แล้วหันกลับมามองอดีตอย่างยิ้มเยาะว่า อดีตไม่น่าโง่เลย พวกเรา ไม่น่าให้กลไกมันมากระทําต่อเราเลย นี่คือการพิสูจน์ว่ามนุษย์กุมกลไกได้ อย่าให้ กลไกมาทําร้ายเรา กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ