สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

อภิรักษ์ โกษะโยธิน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเน้นประเด็นสมมุติฐานรายรับและการจัดตั้งรายจ่าย รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ และการบริหารจัดการ อุทกภัยน้ําท่วมในครั้งนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสียหาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับลดโครงการประชานิยม เพื่อใช้เงินฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการบริหารจัดการงบประมาณปี 2555 อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นในเรื่องของสมมุติฐานที่มีการกําหนดรายรับไว้อยู่ที่ประมาณ ๑,๙๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากปีงบประมาณที่แล้วประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออยู่ที่ ประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ล้านบาท ซึ่งประเด็นดังกล่าวผมเชื่อว่าท่านเพื่อนสมาชิกจะทราบดีว่า สถานการณ์ในวันนี้ยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่ง มวลน้ํา ที่เคลื่อนตัวลงมาจากทางเหนือ ภาคเหนือที่มาจ่ออยู่บริเวณพื้นที่ตอนเหนือ ของกรุงเทพมหานครก็ยังไหลบ่าเข้าในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ยังท่วมขังอยู่ที่ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และอีกหลายจังหวัด หรือแม้แต่ในพื้นที่ภาคกลางเอง ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังมีน้ําท่วมขัง ฉะนั้นประเด็นที่มีการตั้งสมมุติฐานว่าจะสามารถจัดเก็บ รายได้ให้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วอีกกว่า๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่สมมุติฐานที่พูดถึงการเติบโต ของจีดีพีในปี ๒๕๕๕ ก็เป็นเรื่องที่น่าจะมีผลในเรื่องของการเตรียมแผนการรองรับในกรณี ที่ไม่สามารถจัดเก็บรายได้

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการจัดตั้งรายจ่าย ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดตั้งงบประมาณขาดดุลที่จะมีการกู้เงินอีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งประเด็นดังกล่าวผมจะพูดอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ ในเรื่องของการบริหารจัดการ การฟื้นฟู การป้องกันอุทกภัยน้ําท่วมในครั้งนี้

โดยในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ที่ได้มีการกําหนดการสร้างรากฐานการพัฒนา อย่างสมดุลให้กับพี่น้องประชาชน ก็ได้มีการกําหนดการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเยียวยาฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย อย่างบูรณาการ เป็นงบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงงบประมาณอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นงบประจํา ซึ่งได้จัดสรรไว้ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว ในกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท การบริหารทรัพยากรน้ํา ซึ่งมีงบประมาณรวมกันถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้ะวที่สําคัญในเรื่องของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอีกประมาณ ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนสมาชิกและท่านประธานจะได้พิจารณาถึงการเริ่มเข้ารับตําแหน่ง ของคณะรัฐมนตรีในชุดปัจจุบัน ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้มีการเรียกประชุมหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการดูแลแก้ไขปัญหาน้ําท่วมตั้งแต่ช่วงประมาณต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งถ้าเราดูในรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นมติ ครม. ในเรื่องของการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในพื้นที่ประสบภัยน้ําท่วม เริ่มตั้งแต่ประมาณวันที่ ๑๐ สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลา ที่รัฐบาลได้เริ่มเข้ามาดําเนินการ ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วงนั้นความกระตือรือร้น ของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ของ ครม. หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีความตื่นตัวในการที่จะเข้าไปดูแล แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง การท่วมขังของน้ําท่วมในช่วงนั้นก็เริ่มตั้งแต่บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิจิตร จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก มีดินโคลนถล่มที่จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือแม้แต่น้ําท่วม ในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดตาก จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น แต่ว่าอย่างไรก็ดีในช่วงที่รัฐบาล ได้เร่งรัดในการดําเนินการ หรือแม้แต่การประกาศแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เรียกกันว่า บางระกําโมเดล ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้เคยอภิปรายไปเมื่อคืนที่ผ่านมา ก็จะพบว่ารัฐบาลเอง ใช้ระยะเวลากว่า ๒ เดือนในการที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกว่าที่รัฐบาล จะได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการดูแลแก้ไขปัญหาน้ําท่วมที่มี ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน ได้มีการตั้งคณะกรรมการที่เรียกกันว่า คอส. และมีการประชุมเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ซึ่งก็ผ่านช่วงระยะเวลาไปประมาณ ๑ เดือน กว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ ที่เรารู้จักกันดีในนามของ ศปภ. ในวันนี้ก็ใช้เวลาต่อเนื่องไปอีก ๑ เดือน ก็คือประมาณ วันที่ ๘ ตุลาคม เพราะฉะนั้นปัญหาวันนี้ที่พี่น้องผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นน้ําเริ่มลดระดับลง ในจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสุโขทัย มีการรวมกลุ่มกันในเรื่อง ของการที่จะฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็ยังพบว่ายังมีปริมาณน้ําที่ท่วมขังในอีกหลายพื้นที่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา จริง ๆ แล้ว ถ้ารัฐบาลโดย ศปภ. จะสามารถบริหารจัดการน้ําอย่างเป็นระบบ ผมเชื่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบโดยตรงไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา หน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย คือ ปภ. ที่จะดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการเข้าไป ดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ก็จะพบว่าการบริหารจัดการน้ําในพื้นที่ลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา จะเป็นการบริหารจัดการตามเส้นทางน้ําไหลที่เราเรียกกันว่า ฟลัดเวย์ บริหารจัดการ ตามพื้นที่ที่มีความสูงต่ําในเรื่องของการเร่งระบายน้ําลงสู่ทะเลที่อ่าวไทย ไม่ว่าจะเป็น ในพื้นที่ด้านตะวันตกที่จะต้องบริหารจัดการน้ําลงพื้นที่แม่น้ําท่าจีน ในพื้นที่ส่วนกลาง ก็คือลงพื้นที่ในส่วนของแม่น้ําเจ้าพระยา และผันน้ําไปทางตะวันออกที่จะลงสู่แม่น้ําบางปะกง และลงสู่อ่าวไทยต่อไปในอนาคต แต่พบว่าตลอดระยะเวลา ๒ เดือนกว่าในช่วงเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน การบริหารจัดการน้ําของ ศปภ. หรือรัฐบาลเอง ก็จะมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่การแจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ เราจะพบว่าพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลาย จังหวัดในภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างภาพที่เห็น เราจะพบสภาพของพี่น้องประชาชนที่จะต้อง เร่งอพยพ เพราะว่าไม่มีการแจ้งเตือนภัยจากทางรัฐบาลหรือ ศปภ. เราจะพบว่าทางรัฐบาลเอง หรือ ศปภ. ได้มาออกประกาศในเรื่องของน้ําที่กําลังเคลื่อนตัวเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม หลายแห่ง อย่างน้อย ๗ แห่งในพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานีว่า รัฐบาลก็ดี หรือ ศปภ. สามารถที่จะป้องกันได้ ความหมายก็คือว่าถ้ามีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ถึงปริมาณระดับน้ํา ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ผู้ประกอบการภาคเอกชนเองก็จะสามารถ มีมาตรการที่ป้องกัน หรือแม้แต่การเตรียมการในการอพยพคน อพยพเครื่องจักร ความเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งวันนี้เราประเมินค่าความเสียหายเบื้องต้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ยังไม่มี ตัวเลขที่ชัดเจน อย่างน้อยนิคมอุตสาหกรรม ๗ แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและ จังหวัดปทุมธานี ก็จะพบว่ามีความเสียหายมากกว่า ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีคนงานที่จะต้องตกงานอย่างน้อยชั่วคราวก่อนที่สถานประกอบการจะเปิดให้กลับมาทํางานได้ อย่างน้อยอีกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ คน อันนี้เฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีโรงงานอีกหลายแห่งนอกนิคมอุตสาหกรรม และห่วงโซ่ที่มีการทํางานร่วมกัน ที่เรียกกันว่า ซัพพลาย เชน (Supply Chain) อีกเป็นจํานวนหลายแสนคน รวมแล้ว เป็นจํานวนถึงประมาณเกือบล้านคน เพราะฉะนั้นสมมุติฐานที่ทางรัฐบาลได้ใช้ในการ ดําเนินการจัดทํา พ.ร.บ. งบประมาณในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องรายรับก็ดี รายจ่ายในการ จัดสรรงบประมาณอย่างน้อย ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทในการที่จะเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกัน หรือแม้แต่งบเยียวยาฉุกเฉินที่ตั้งไว้ประมาณ ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลต้องมีรายละเอียด ที่จะชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิก หรือแม้แต่ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ทราบว่า มีแนวทางในการจัดตั้งงบประมาณดังกล่าวอย่างไร อย่างไรก็ดีถ้าเราพิจารณาถึงแนวทาง ในการที่จะดูแลฟื้นฟูพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ประสบภัย นอกเหนือจากเงินบริจาค ที่พี่น้องประชาชนได้ร่วมบริจาคให้กับรัฐบาลผ่าน ศปภ. มีการจัดทําถุงยังชีพ มีการให้บริการ ส้วมลอยน้ํา มีการบริจาคเรือ ก็จะพบว่าสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้ อพยพมาที่ศูนย์อพยพ หรือแม้แต่การเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการจัดตั้ง ศูนย์ส่วนหน้า จะพบว่าเราจะเห็นสภาพของความช่วยเหลือ เป็นความช่วยเหลือของ พี่น้องประชาชนที่เป็นจิตอาสา เป็นเครือข่ายอาสาสมัคร เป็นหน่วยงานเครือข่ายขององค์กร เอกชน สื่อมวลชน หรือแม้แต่กองทัพ ที่เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องของการ ไปตั้งโรงครัวส่วนหน้า การนําถุงยังชีพเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่ ท่านผู้นําฝ่ายค้านเอง ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน เราเองก็ได้มีการ เชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน หรือแม้แต่เครือข่ายอาสาสมัคร จัดตั้งศูนย์อาสา คนไทยช่วยน้ําท่วม เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม มีการระดมบริจาค รับบริจาคเงินและ ความช่วยเหลือต่าง ๆ สามารถที่จะส่งถุงยังชีพไปถึงประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ถุง แม้ว่าจะเป็นจํานวนที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับรัฐบาล แต่ว่าก็มีพี่น้องประชาชนและอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมในกิจกรรมที่ทางพรรคเองได้เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาสาสมัคร วันนี้มีการตั้งโรงครัวใต้ ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลทุกวันครับ ๒๐ กว่าแห่ง มีการที่จะระดมอาสาสมัครเข้ามาช่วยกันทําครัวกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กล่อง ที่นําไปส่งไปให้กับพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ผมสะท้อนให้ทางรัฐบาลได้ทราบถึงเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณและการดูแลพี่น้องผู้ประสบภัยก็จะพบว่าเป็นเรื่องที่เป็นปัญหา และอุปสรรคในเรื่องของการสร้างความมั่นใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณในเรื่องของ การเยียวยา ฟื้นฟู หรือแม้แต่การป้องกันในระยะยาว ว่ารัฐบาลจะมีประสิทธิภาพในการ ดําเนินงานมากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างก็คือว่า ในวันนี้เรามีพี่น้องผู้ประสบภัยอีก เป็นจํานวนหลายแสน หรือแม้แต่มากกว่าล้านคนที่ยังจมน้ําแล้วก็ไม่ได้อพยพมาที่ศูนย์อพยพ ซึ่งสาเหตุหลักก็คือว่าไม่มีความมั่นใจว่าเวลาปิดบ้านไว้แล้วจะมีโจรขโมยที่จะเข้ามา ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่จะต้องสร้างความมั่นใจในการเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนดังกล่าว ในขณะเดียวกัน การขาดประสิทธิภาพในเรื่องของการแจ้งเตือนภัย ในเรื่องของการประเมินสถานการณ์ ก็ทําให้พี่น้องประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เราก็จะพบสภาพปัญหาที่พี่น้องประชาชน ไประดมทั้งในเรื่องของการจับจ่ายซื้อของตามร้าน การซื้อของตามซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) ร้านโชห่วยต่าง ๆ ก็จะพบสภาพของการตื่นตระหนกในการที่จะไปเร่ง ตุนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหารสําเร็จรูป หรือแม้แต่น้ําดื่ม ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว ทาง ศปภ. เองก็ได้มีการดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่มาตรการในการที่จะมาตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่ดอนเมือง ซึ่งเราก็ทราบดีว่าพอประกาศมาจะตั้งดีซี (DC) ที่ดอนเมืองในวันรุ่งขึ้นก่อนที่จะมีการจัดตั้ง ศูนย์กระจายสินค้า ดอนเมืองก็น้ําท่วม ซึ่งอันนี้ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ในเรื่องของการสะท้อนปัญหาในเรื่องของการที่จะประเมินสถานการณ์ แม้แต่ในเรื่องของการที่จะเช็กสต็อก (Check stock) สินค้าต่าง ๆ ที่สามารถผลิตได้ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหารสําเร็จรูป น้ําดื่ม ปัญหาก็คือว่าเรามีสินค้า แต่เรา ไม่สามารถกระจายสินค้าได้ ซึ่งถ้ารัฐบาลจะได้ระดมสรรพกําลังจากกองทัพ จากหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่นํารถยนต์ที่จะสามารถขนส่งในพื้นที่ที่มีน้ําท่วม เราก็สามารถลดผลกระทบ จากการนําเข้าสินค้าซึ่งก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากหน่วยงานราชการด้วยกันเองหรือแม้แต่ พี่น้องประชาชน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่อยากกราบเรียนผ่านท่านประธาน เพื่อที่จะเป็นข้อสังเกตในการที่จะบริหารงบประมาณที่เหลืออยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้ เรายังพบว่าในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ถ้าเราดูข่าวก็จะพบว่าทุกวันก็จะมีการประเมิน สถานการณ์ แต่ว่าไม่ใช่การประเมินสถานการณ์จาก ศปภ. หรือรัฐบาล หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นการประเมินจากนักวิชาการว่าน้ําวิภาวดี พหลโยธินจะไปถึงไหน พื้นที่ ฝั่งตะวันออกจะรับได้ไหม สถานการณ์ที่มีการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่รวม สถานการณ์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมบางชันและนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ไม่รวมถึงน้ําถ้าจะเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน ซึ่งผู้ประกอบการได้ออกมาพูดแล้วว่าถ้าน้ําเข้ามาถึง ในบริเวณพื้นที่ชั้นในที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะมีพี่น้องประชาชนได้รับ ผลกระทบคนตกงาน ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลเองมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งประเมิน สถานการณ์ วันนี้พี่น้องประชาชนอยากทราบว่าน้ําจะท่วมไหม ท่วมแล้วสูงแค่ไหน ท่วมแล้วจะระบายได้เร็วแค่ไหน อย่างไรก็ตามเราจะพบว่ารัฐบาลได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน หรือคณะกรรมการที่จะเข้ามารับผิดชอบ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน รัฐบาลได้มีมติในการที่จะ แต่งตั้งคณะกรรมการที่จะฟื้นฟูทั้งในเรื่องของสภาวะเร่งด่วนและในเรื่องของการฟื้นฟู ในเรื่องต่าง ๆ อีก ๙ คณะ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะเร่งดําเนินการตั้งแต่เมื่อต้น เดือนสิงหาคมหรือแม้แต่ช้าที่สุดก็คือในเดือนกันยายน คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการในเรื่องของการที่จะเข้าไปกู้ภัย เข้าไปดูแลสภาพความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชนหรือเยียวยาในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังได้มีการตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ระยะยาวอีก ๒ ชุด ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศหรือ กยอ. ที่ได้เชิญดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร เข้ามาเป็นประธาน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การวางระบบบริหารทรัพยากรน้ําหรือ กยน. ที่มีท่าน รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ และเรียนเชิญดอกเตอร์สุเมธ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ

ประเด็นที่ผมอยากที่จะฝากถึงรัฐบาลในเรื่องของการที่จะนําเสนอแผน เพื่อที่จะฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชนชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดโครงการ ประชานิยมอย่างน้อยอีก ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโครงการลดภาระการผ่อนบ้าน หลังแรกที่ตั้งประเมินไว้ไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้พี่น้องประชาชนบ้านยังจมน้ํา ก็เน้นในเรื่องของการที่จะลดงบประมาณ ๓๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท โครงการลดภาษีรถยนต์ อีกประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการหรืองบประมาณในเรื่องของการลดภาษีนิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถประหยัดงบประมาณได้อีก ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบประมาณทั้งหมดนี้สามารถที่จะนํามาเป็นโครงการในเรื่อง ของการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ส่งเสริมการประกอบอาชีพ ดูแลในเรื่องของการจัดตั้งกองทุน เพื่อฟื้นฟูการทํางานของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือแม้แต่การวางแผนแม่บทในระยะยาว ซึ่งก็มีความจําเป็นที่จะต้องดูทั้งในเรื่องของการจัดวางผังเมือง การใช้สภาพที่ดินที่เป็น สภาพการระบายน้ําที่เรียกว่า ฟลัดเวย์ หรือแม้แต่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่อยากขอฝากรัฐบาลเพื่อที่จะบริหารจัดการในเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ