กนก วงษ์ตระหง่าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

กนก วงษ์ตระหง่าน วิพากษ์วิจารณ์สัดส่วนงบประมาณสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เน้นจัดซื้ออุปกรณ์มากกว่าการพัฒนาคุณภาพครู และเรียกร้องให้เพิ่มงบวิจัยอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมทั้งหารือปัญหาการลดลงของงบประมาณวิจัยอุดมศึกษาโดยตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับทิศทางนโยบาย

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ที่จะอภิปรายในงบประมาณส่วนของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้รับการจัดสรรในปีนี้ ๔๑๘,๖๑๖ ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้ว ๖.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยของการเพิ่ม การจัดสรรงบประมาณนั้นในทางนโยบายถือว่าเป็นการจัดลําดับความสําคัญที่ชัดเจนที่เป็น รูปธรรมของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าท่าน ให้ความสําคัญกับเรื่องอะไร ท่านจัดลําดับความก่อนหลังอย่างไร งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ๖.๖๗ เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ถ้าเราลงมาดูในรายละเอียด รายละเอียด ฉากแรกที่เราพบก็คืองบของสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มขึ้น ๕.๖๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังต่ํากว่าค่าเฉลี่ยนะครับ ที่น่าสนใจก็คือว่างบของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น ๙.๓๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าท่านกําลังบอกเราว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเรื่องที่สําคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ แล้วก็งบของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ๓.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ถือว่าต่ํากว่าค่ามาตรฐาน แต่ที่น่าสนใจคือมหาวิทยาลัยทั้งหมด ประมาณ ๘๐ แห่งโดยประมาณนี่นะครับ มีอยู่ ๑๕ แห่งที่ได้รับงบประมาณน้อยกว่าปีที่แล้ว คือ ปี ๒๕๕๔ นะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น สถาบันราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ปทุมธานี สถาบันราชภัฏศรีสะเกษ เลย ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ เพชรบูรณ์ เป็นต้น และที่น่าสนใจมาก ก็คือว่ามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์นะครับ ได้รับงบประมาณน้อยกว่าปีที่แล้วถึง ร้อยละ ๓๐ นะครับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก็ได้รับงบประมาณน้อยกว่าปีที่แล้ว ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ท่านจะต้องมีคําตอบว่าทําไมงบประมาณของมหาวิทยาลัย ๑๕ แห่งเหล่านี้จึงได้รับน้อยลง และที่น่าสนใจก็คือว่าสภาการศึกษานะครับ ซึ่งถือว่าเป็น หน่วยงานที่เป็นมันสมองของการปฏิรูปการศึกษา การยกระดับคุณภาพการศึกษา งบประมาณได้รับน้อยลง ๑๐.๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วก็ที่สําคัญงบประมาณของ คณะกรรมาธิการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นกําลังสําคัญของการยกระดับทักษะแรงงานของ ประเทศนะครับ งบประมาณลดลง ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ และงบประมาณของสํานักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจหรือเป็นมันสมองของประเทศลดลง ๑๖.๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ ตรงนี้หมายความว่ารัฐบาลได้ละเลยในเรื่องที่สําคัญหลายเรื่อง แล้วก็ท่าน กําลังบอกว่าท่านให้ความสําคัญกับเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน เอาละครับ ตรงนี้ผมยก ประโยชน์ให้กับท่าน ผมลองมาดูต่อไปครับว่าการให้งบประมาณทางด้านการศึกษา ขั้นพื้นฐานนั้นหัวใจของเราวันนี้ในฐานะที่ผมเป็นครูบาอาจารย์มาก่อน เราบอกว่าคุณภาพ การศึกษาจากนี้ไปเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด ไม่ใช่ปริมาณ เพราะว่าประเทศไทยของเรากําลัง จะต้องเข้าไปสู่การแข่งขันในยุคใหม่ เพราะฉะนั้นคุณภาพการศึกษาจึงเป็นหัวใจของการ พัฒนาประเทศ เรามาดูสิครับว่าสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นท่านทํา อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพการศึกษา ผมเข้าไปดูงบประมาณในรายละเอียดพบว่า มีโครงการใหญ่อยู่ ๓ โครงการงบประมาณทั้งหมดรวม ๘,๔๐๐ ล้านบาท จากงบ ๒๖๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษนะครับ

โครงการแรก คือโครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาซึ่งใช้ งบประมาณ ๔.๐๕๕ ล้านบาทนะครับ ท่านประธานครับ งบประมาณส่วนนี้เป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเดินทางไปต่างประเทศสูงถึง ๓,๑๐๐ ล้านบาทนะครับ เป็นงบที่จะทําให้ เกิดการพัฒนาคุณภาพไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๙๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง

โครงการที่ ๒ คือโครงการมัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติการนะครับ งบประมาณ ๓,๐๖๗ ล้านบาท ในงบนี้เป็นงบครุภัณฑ์ทางด้านการศึกษา การปรับปรุงอาคารรวมกัน ๒,๖๐๐ ล้านบาทครับ ที่จะทําให้เกิดคุณภาพในการเปลี่ยนแปลงของการทํางานประมาณ เพียง ๔๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง

โครงการที่ ๓ คือโครงการพัฒนาครูทั้งระบบตามศักยภาพของครูนะครับ ใช้งบประมาณ ๑,๓๑๘ ล้านบาท แต่เป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการสัมมนา การว่าจ้างที่ปรึกษาต่าง ๆ ๘๐๐ กว่าล้านบาท เหลือเป็นเงินทํางานเพียงประมาณ ๔๘๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง

ถ้าดูตัวอย่าง ๓ โครงการหลัก ๆ ของสํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานนะครับ พบว่างบ ๘,๔๐๐ กว่าล้านบาทนี้นะครับ ใช้เพื่อการทํางานจริง ๆ สําหรับการยกระดับ คุณภาพเพียง ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่เหลือเป็นเรื่องของการจัดซื้ออุปกรณ์ จัดซื้อครุภัณฑ์ แล้วก็ซ่อมแซมห้องเรียนต่าง ๆ เป็นเงินถึง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าผมลองเทียบสัดส่วนตรงนี้ หมายความว่างบพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สพฐ. ๑๐๐ บาท ๗๕ บาท ท่านใช้ในการ ซื้อของครับ ๒๕ บาท ท่านใช้ในการทํางาน ตรงนี้กําลังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลนะครับท่านประธาน กําลังบอกกับเราว่าคุณภาพการศึกษา นั้นคือการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์อุปกรณ์ทางด้านการศึกษาครับ ซึ่งเราทราบดีอยู่นะครับ คนในวงการศึกษาทราบดีว่าคุณภาพการศึกษาของเราอยู่ที่ครูครับ อยู่ที่ความตั้งใจ การทํางานของครูครับ ไม่ใช่การจัดซื้อจัดจ้าง คุณภาพมีเรื่องอีกมากมายที่ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างที่ท่านน่าจะคิดถึง เช่น ทําอย่างไรจึงจะสร้างครูให้มีแรงบันดาลใจในการเป็นครูที่ดี ทําอย่างไรในการจะปรับวิธีการเรียนการสอนของครูให้มีคุณภาพมากขึ้น ทําอย่างไรจะให้ครู ได้มีโอกาสพบกับคนที่มีคุณภาพและประสบความสําเร็จในด้านการเรียนการสอนเพื่อจะ ยกระดับตนเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นเรื่องที่ดีท่านไม่ได้ทํานะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากขอพูดคือเรื่องของงบประมาณทางด้านการวิจัย การวิจัยถือว่าเป็นการค้นหาองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ เศรษฐกิจของเราซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ การวิจัยเป็นหัวใจของด้านการศึกษานะครับ แต่งบประมาณการวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการนี้มีเพียง ๔,๒๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือใน ๔,๒๐๐ กว่าล้านบาทนี้เป็นการวิจัยในเรื่องของอาชีวศึกษาเพียง ๙๔ ล้านบาท เท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ สถาบันอาชีวศึกษาทั้งหมดมีงบการวิจัยเพียง ๙๔ ล้านบาท ทั้งประเทศนะครับ ตรงนี้ท่านลองนึกภาพดูสิครับว่าเรากําลังต้องการอาชีวะที่มีการวิจัยในการที่จะผลิต ทักษะ เพิ่มผลิตภาพที่จะเป็นประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ แต่ท่านให้ ๙๔ ล้านบาท

ในเรื่องของการวิจัยในระดับอุดมศึกษานะครับ ท่านให้งบประมาณในส่วนนี้ ๑,๖๑๑ ล้านบาท ซึ่งจากปีที่แล้วรัฐบาลได้ให้ ๒,๕๔๗ ล้านบาท หายไปเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วที่หายไปในส่วนนี้ผมไปดูในรายละเอียดครับ พบว่างบประมาณเพื่อการวิจัยของ มหาวิทยาลัยแห่งชาติที่จะเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งปีที่แล้วนะครับ รัฐบาลที่แล้วได้ให้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้แค่ ๘๓๓ ล้านบาทเท่านั้นเอง ตรงนี้ผมอยากจะตั้งคําถามกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าท่านกําลังส่งสัญญาณอะไร ท่านกําลังจะบอกมหาวิทยาลัยใช่ไหม ว่าต่อไปนี้ไม่ต้องวิจัยอีกแล้ว ประเทศชาติไม่ต้องการงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างนั้น หรือไม่ และงบวิจัยที่ท่านให้ตรงกับมหาวิทยาลัยทั้งหมดประมาณ ๘๐ แห่ง คือประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านหารเฉลี่ยแล้วเหลือมหาวิทยาลัยแห่งละประมาณ ๓๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง ตรงนี้เป็นสัญญาณที่อันตรายมากครับท่านประธาน เพราะว่าวิสัยทัศน์ของ ท่านรัฐมนตรีในเรื่องของการวิจัยกับการศึกษาและการพัฒนาประเทศดูค่อนข้างจะมีปัญหา

ในเรื่องถัดมาก็คือกองทุนตั้งตนเองนะครับ ในการหาเสียงของท่าน ท่านบอก ว่ากองทุนตั้งตัวได้ท่านจะให้มหาวิทยาลัยละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท มหาวิทยาลัยทุกแห่ง มีความหวังและเฝ้ารอนะครับ แต่ท่านจัดงบประมาณตรงนี้ไว้เพียง ๑,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ก็หมายความว่าถ้าตามเกณฑ์มาตรฐานของท่าน เราจะใช้เงินได้แค่ ๑.๕ มหาวิทยาลัย เท่านั้นเอง และที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นท่านเอาเงินตรงนี้ไปวางไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรมนะครับ แล้วก็ท่านมีบอร์ดตัดสินของท่านเอง แทนที่ท่านจะไปตั้งไว้ที่สํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาซึ่งทําได้อยู่แล้ว วิธีการโยกงบประมาณไปตั้งที่กระทรวงศึกษาธิการตรงนี้ทําให้ มีข้อสังเกตว่าท่านจะใช้งบตรงนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเปล่า ที่จะให้มหาวิทยาลัย มาทําตามนโยบายหรือตามสิ่งที่ท่านต้องการ ตรงนี้ท่านอย่าลืมนะครับว่าอิสรภาพของ มหาวิทยาลัย เสรีภาพของมหาวิทยาลัยในทางวิชาการเป็นเรื่องที่สําคัญ กรุณาเถอะครับ อย่าใช้งบประมาณเพื่อมาทําลายเสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย เงินกู้ยืม เพื่อการศึกษานะครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พูดแล้วนะครับ ปีหน้า เงินกู้ยืมสําหรับคนยากคนจนจะหมดนะครับ แล้วท่านบอกท่านจะไปตั้งปีถัดไป ปีถัดไป ท่านต้องตั้งอย่างน้อยอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ คําถามก็คือเป็นไปได้หรือไม่ ผมอยากจะขออนุญาตที่จะขออนุญาตสรุปนะครับว่างบประมาณของท่านนั้น คุณภาพ การศึกษาไม่ดีขึ้น อนาคตเพื่อองค์ความรู้ใหม่สําหรับประเทศชาติก็จะไม่เกิดขึ้น และที่น่าเป็นห่วงมากก็คืองบประมาณของท่านเน้นไปในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างมากกว่า ที่จะพัฒนาคุณภาพหรือคนที่เป็นหัวใจที่สําคัญที่สุดของการศึกษานะครับ

ผมขออนุญาตฝากข้อสังเกตเป็นประเด็นสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธานว่า ในการจัดงบประมาณนั้นขอให้กระจายงบประมาณทางด้านการศึกษาลงไปให้ครบทุกจังหวัด เรามีสถานศึกษาครบทุกจังหวัดนะครับอย่างเป็นธรรม เราต้องการคุณภาพการศึกษา ทุกจังหวัดของประเทศนะครับ ไม่ใช่บางจังหวัด เราต้องการการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ทุกจังหวัดครับ ไม่ใช่บางจังหวัด และเราต้องการครูที่เพิ่มขึ้นในทุกจังหวัดนะครับ ไม่ใช่ บางจังหวัดเท่านั้น และที่สําคัญเราต้องการเงินกู้ยืมสําหรับเด็กนักเรียนยากจนทุก ๆ จังหวัด ไม่ใช่บางจังหวัด สิ่งเหล่านี้ผมหวังว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะนําไป พิจารณาแล้วก็ปรับโยกย้ายแก้ไขใหม่ ยังไม่เสียหายนะครับ ขอให้ท่านรับฟังข้อสังเกตจริง ๆ เพื่อประโยชน์คุณภาพแล้วก็ลูกหลานของเราในอนาคต ขอขอบพระคุณครับ