ธีระ สลักเพชร หารือเรื่องงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรมที่ลดลงและผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 5 จังหวัดภาคใต้ และเรียกร้องการเพิ่มงบเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและการต่อต้านการทุจริตของคนไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการต่อต้านการทุจริตและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และยังหารือเรื่องการผลักดันและสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของชาติ โดยมีการร่างยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธีระ สลักเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคประชาธิปัตย์ ดึกมากแล้ว ท่านประธานครับ ภายใต้เวลาที่จํากัดนะครับ ผมขออนุญาตที่จะพูดถึงกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะที่เคยไปนั่งเป็นผู้บริหารอยู่ในช่วงปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ ในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ ผมได้ดูเรื่องของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน ๕ จังหวัดภาคใต้ จะเป็นรัฐบาล ของท่านอภิสิทธิ์นะครับที่หยิบยกเรื่องของมิติวัฒนธรรมเข้ามาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา แต่ว่าได้ดูงบประมาณในช่วงปีนี้นะครับเป็นที่น่าเสียดายมาก ๆ ผมไม่พูดย้อนกลับไป ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เอาแค่ปี ๒๕๕๔ นี่ครับ กระทรวงวัฒนธรรมได้งบในส่วนนี้ ๒๐๘ ล้านบาท แต่ว่าในปี ๒๕๕๕ เหลือเพียงแค่ ๘๐ ล้านบาท จําได้ว่ารัฐบาลท่านอภิสิทธิ์เราเคยมี ครม. ที่ดูแลภาคใต้โดยเฉพาะ ผมลงไปภาคใต้ได้ฟังผู้นําทางด้านความมั่นคง ทั้งทหาร ทั้งตํารวจ ผู้นําศาสนา ได้เข้ามาคุยกับผมนะครับด้วยความชื่นชมว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ที่นํามิตินี้เข้ามาใช้ในการแก้ไขปัญหา เพราะเขาก็ใช้มิตินี้ในการเข้าหาชุมชน เข้าไปเตรียม พื้นที่นะครับ ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับว่างบส่วนนี้หายไป แล้วก็มีการเอาไปกองไว้ที่ สํานักงานปลัดกระทรวงเพียงหน่วยงานเดียว แต่ว่ายังมีงบก้อนเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ที่ สํานักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย โครงการสานใจรักงานศิลป์ถิ่นแดนใต้ แล้วก็มีเงินอุดหนุน นักเรียน นักศึกษา ๕ จังหวัดภาคใต้ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ๑๔ ล้านบาท เรื่องนี้เป็น เรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากไปถึงรัฐบาลนะครับ เมื่อเช้าท่านอภิสิทธิ์ได้พูดถึงว่างบก้อนนี้ถูก ตัดไปทั้งหมด ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศนะครับเรื่องของงบการแก้ไข ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ฝากไว้ถ้าหากว่าแปรเพิ่มเข้ามาได้จะเป็นสิ่ง ที่ดีเพราะมิตินี้มีความอ่อนโยนมากในการที่จะสร้างความสมานฉันท์ในท่ามกลาง ความหลากหลายวัฒนธรรมทางภาคใต้
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ รัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ ผมชื่นชมที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริม คุณธรรมแห่งชาติเอง ท่านเป็นประธานเองไม่ได้มอบท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านใด และในตอนนั้นเราได้มีการขับเคลื่อนเรื่องของวาระแห่งชาติ คือเรื่องการส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและการต่อต้านการทุจริตของคนไทย เรื่องการผลักดันวาระแห่งชาติ เรื่องนี้เราได้เชิญทุกภาคส่วนเลยนะครับมาช่วยกันยกร่าง แล้วก็ในสมัยผมทําไม่เสร็จส่งต่อ มาถึงท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มาเสร็จในช่วงผ่าน ครม. เมื่อ ๑๒ ตุลาคม ปี ๒๕๕๓ ผมได้ดู ความเคลื่อนไหวหลังจากที่ ครม. ผ่านเรื่องนี้แล้วและยังติดตามมาเรื่อยมาจนถึงงบปี ๒๕๕๕ ติดตามการทํางานแล้วก็ไม่เห็นมีโครงการที่สานต่อเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าน่าเสียดาย อย่างยิ่งนะครับถ้าหากว่าเราละเลยเรื่องนี้ ซึ่งท่าน ส.ส. ผุสดี ตามไท ได้พูดเรื่องนี้มาก่อน หน้านี้แล้ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ๆ วันนี้ไม่เฉพาะผู้ใหญ่นะครับ เด็กและเยาวชนเองก็เริ่มที่จะมีความเห็นคล้อยตามผู้ใหญ่ที่ว่ารัฐบาลจะโกงกินบ้าง ก็ไม่เป็นไร ขอให้ครอบครัวเขาอยู่ดีกินดี ยอมรับเรื่องวัฒนธรรมการกินตามน้ํา สิ่งเหล่านี้เป็น สิ่งที่น่ากังวลนะครับ เพราะฉะนั้นอยากฝากไปถึงรัฐบาลนะครับว่าถ้าท่านเห็นความสําคัญ ในเรื่องของการต่อต้านการทุจริต เรื่องปัญหาคอร์รัปชันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถขับเคลื่อน ได้เลยนะครับ แล้วก็รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ทํากันอย่างรัดกุม เชิญทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ในการทํานะครับ
มีอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ได้ขับเคลื่อนไว้ เพราะเราเห็น ความสําคัญในเรื่องของมรดกทางวัฒนธรรม จะเป็นต้นน้ําที่สําคัญในการไปขับเคลื่อน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วก็เราได้ทําแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการผลักดันส่งเสริม ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของชาติเรานะครับ ซึ่งวันนี้เราเข้มแข็งมากถึงขนาดมี พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์เกิดขึ้น แล้วก็มีคณะกรรมการซึ่งเป็นบอร์ด (Board) ชาติ คณะกรรมการวัฒนธรรมและวีดิทัศน์แห่งชาติ เราก้าวมาไกลพอสมควรนะครับว่าวันนี้เรามา ไกลถึงขนาดว่าเรามีเรื่องของการร่างยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๒ แล้วนะครับ ที่เราจะส่งเสริม อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์นะครับ
แผนระยะที่ ๒ ร่างยุทธศาสตร์เรามาไกลถึงปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ จะผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในเอเชีย แต่ผมดูแล้วงบประมาณที่ได้ งบอุดหนุนที่ได้ในปี ๒๕๕๕ นี่ครับ ได้น้อยมาก ๆ แทบไม่ปรากฏเลยครับ ปรากฏเป็นงบอุดหนุนเพียงแค่ ๑๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมว่า น้อยเกินไป แล้วก็ไปส่งเสริมค่อนข้างจะหลากหลาย เพราะว่าศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเรามี หลายสาขา รัฐบาลเคยทดลองทําโดยใช้งบไทยเข้มแข็งเมื่อปี ๒๕๕๓–๒๕๕๔ นะครับ จัดงบ ให้กระทรวงวัฒนธรรมไป ๑๕๐ ล้านบาท แล้วก็ผลสําเร็จออกมาค่อนข้างจะดีมากนะครับ ภาพยนตร์หลายเรื่องที่เราจัดงบให้ได้รับรางวัลเป็นที่น่าพอใจ ท่านประธานหรือท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติคงจําได้นะครับ เราคงรู้จักคุณเจ้ย คุณอภิชาติพงศ์ ที่ทําภาพยนตร์เรื่องลุงบุญมี ระลึกชาติ ได้รับรางวัลปาล์มทองคําจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และมีภาพยนตร์เรื่อง ที่รัก ได้รับรางวัลไทเกอร์ อวอร์ด (Tiger Award) จากเทศกาลภาพยนตร์รอตเทอร์ดามแล้วก็ มีภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง อย่างไฮโซได้รับการฉายไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องปาดังเบซาร์ ได้รับการฉายโชว์ที่ปูซานที่เกาหลีใต้ ภาพยนตร์เรื่องเบบี้ อาราเบีย ได้รับการฉายโชว์ทั่วโลก แล้วล่าสุดเรื่องคนโขน ได้รับการคัดเลือกจากเมืองไทยให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ภาพยนตร์ ๖ เรื่องนะครับเป็นภาพยนตร์ที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมเราจัดงบไทยเข้มแข็งให้ไปจํานวน ไม่มากหรอกครับ และเราถือว่าประสบความสําเร็จ เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้มีการ แปรญัตติเพิ่มงบประมาณเข้าไป เพราะว่าขีดความสามารถของอุตสาหกรรมด้านนี้ของ เมืองไทยเราไม่แพ้ใครครับในเอเชีย แม้กระทั่งในโลกนี้ผมก็คิดว่าเราไม่แพ้ใคร ถ้าหากว่า เรามีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง และวันนี้ผมถือว่าเรามาถูกทางแล้ว เรามี พ.ร.บ. รองรับแล้ว เรามีคณะกรรมการระดับชาติแล้วที่จะทํางานด้านนี้ ถ้าหากว่าเรามีโอกาสได้ส่งเสริมเขา อย่างต่อเนื่อง จะทําให้เราสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยใช้ฐานรากทางวัฒนธรรมเป็นต้น น้ําในการผลักดัน ก็เป็นเรื่องที่อยากนําเรียนฝากไปถึงรัฐบาลเพื่อที่จะทําให้การพัฒนาในด้านนี้ ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ