อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ วิพากษ์วิจารณ์ความซื่อสัตย์สุจริตและประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบริหารประเทศและการสื่อสารกับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารและข้อมูลที่เชื่อถือได้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ในงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ด้วยการติดตามที่ใกล้ชิดแล้วก็มีความ คาดหวังว่าร่างพระราชบัญญัติสําคัญฉบับนี้จะสะท้อนถึงความเข้าใจในปัญหาของ พี่น้องประชาชนของประเทศ และมีการจัดสรรงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ทั่วถึงเป็นธรรม และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แต่กระผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทําได้อย่างที่ ผมมีความคาดหวัง ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาอ่านคําแถลงงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ บอกว่าจะทําตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจะบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสําคัญ เราจะอนุมัติงบประมาณฉบับนี้ให้รัฐบาลไปใช้จ่ายได้เมื่อเรามีความมั่นใจว่า รัฐบาลนี้บริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีประสิทธิภาพ ผมไม่มั่นใจในความ มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ มีเรื่องที่ประกอบความไม่เชื่อของ ผมก็คือในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้หลายรายการที่แสดงออกมาแล้วทําให้เกิด ความไม่สบายใจ
เรื่องแรก คือเรื่องการสื่อสารของรัฐบาลในภาวะวิกฤติ ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ น้ําท่วมใหญ่ครั้งนี้ต้องเรียนกับท่านประธานว่าสาหัสจริง ๆ ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติทาง ธรรมชาติครั้งนี้ตกอยู่ในภาวะที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ไหลทะลักยิ่งกว่าน้ําท่วม แต่เป็นข้อมูล ข่าวสารที่ไม่ได้มีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง รัฐบาลไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที พี่น้องประชาชนรับรู้ข้อมูลแต่เรื่องข่าวร้ายทั้งสิ้น พนังกั้นน้ําที่นั่นแตก ประตูน้ําที่นั่นพัง น้ําสูงขึ้นที่นั่น น้ําเริ่มท่วมเข้ามาเขตนั้นเขตนี้ ต้องอพยพเขตนั้นเขตนี้ตลอดเวลา ประชาชนอยู่กับความวิตกกังวลเหล่านี้ ข่าวร้ายเหล่านี้ เติมความทุกข์ความเดือดร้อนความรู้สึกกังวลของพี่น้องประชาชนตลอดเวลา รัฐบาล ไม่สามารถที่จะเข้าไปบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องประชาชนสบายใจได้ มีความพยายามในการที่จะสื่อสารสิ่งที่ดี ๆ เสนอข่าวดี ๆ กับประชาชน ว่าแก้ปัญหา ที่นั่นได้แล้ว น้ําที่นั่นลดแล้ว พื้นที่นี้ปลอดภัยแล้ว เรามีพระเอกขี่ม้าขาวชื่อบิ๊กแบ็กมาช่วยแล้ว แต่เอาเข้าจริงข่าวดี ๆ เหล่านั้นประชาชนไม่เชื่อ ไม่เชื่อเพราะเหตุผลหลายประการครับ ท่านประธาน ในท่ามกลางวิกฤติ การสื่อสารของรัฐบาลต่อประชาชนเป็นสิ่งสําคัญ ในกระบวนการสื่อสารกับประชาชนมีองค์ประกอบสําคัญอยู่ ๔ ส่วน ๑. คือตัวผู้ให้ข่าวสาร หรือผู้ส่งสาร นี่เป็นหลักพื้นฐานของการสื่อสารทฤษฎีการสื่อสารทั่วไป ถ้าผู้ส่งสารไม่เป็นที่ น่าเชื่อถือ ออกมาพูดแต่ละครั้งพูดผิดพูดถูก พูดกลับไปกลับมา ความน่าเชื่อถือก็ลดลง สิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นในตัวของนายกรัฐมนตรีตลอดมา นายกรัฐมนตรีออกมาพูดแต่ละครั้ง คนไม่เชื่อ ศปภ. ออกมาพูดแต่ละครั้งแถลงแต่ละครั้ง คนไม่เชื่อ นักวิชาการใน ศปภ. ออกมา พูดเรื่องน้ํา คนไม่เชื่อ ถามตัวเองบ้างไหมครับว่าทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ทําไมนักวิชาการอิสระ อื่น ๆ คนในองค์กรพัฒนาเอกชนที่มาพูดเรื่องน้ํา คนกลับเชื่อ ข่าวสารที่มาจากแหล่ง อื่น ๆ ที่ไม่ใช่แหล่งข้อมูลจากรัฐคนกลับเชื่อ เพราะอะไรครับ นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องกลับไป ทบทวน
ส่วนที่ ๒ ก็คือข่าวสารที่เสนอไปยังพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าจําเป็นที่รัฐบาล จะต้องกลับไปทบทวนนะครับ การเตือนภัย การอพยพแต่ละครั้งที่ไม่มีความชัดเจนเลย แต่ละครั้ง บอกเพียงว่าให้ประชาชนเขตนั้นอพยพ อพยพไปไหน อพยพไปแล้วไปอยู่อย่างไร บ้านเรือนที่ทิ้งไปใครจะดูแล ไม่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่น่าเชื่อถือเป็นที่ไว้วางใจของพี่น้อง ประชาชนเลย แล้วสิ่งที่สื่อสารออกไปนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ยังสู้ ใครถาม ครับ ประชาชนไม่เคยถามเลยว่านายกรัฐมนตรีท้อไหม แต่สิ่งที่ประชาชนถามก็คือว่า น้ําจะลดอย่างไร จะทําอย่างไรไม่ให้น้ําท่วมในพื้นที่อื่น จะจํากัดบริเวณน้ําได้อย่างไร และมี หลักประกันไหมว่าน้ําจะท่วมในเวลาที่จํากัดที่รัฐบาลบอก นั่นคือสิ่งที่พี่น้องประชาชน ต้องการ จะร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายที่ไหนไม่สนใจหรอกครับ วันนี้ประชาชนต้องการเห็น ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา
เรื่องที่ ๓ คือช่องทางในการสื่อสาร ท่านประธานครับ มีสถานีโทรทัศน์ ทุกแห่ง ทุกช่องเป็นเครื่องมือในการสื่อสารในช่วงวิกฤตินี้ เขาพร้อมที่จะให้รัฐบาลนี้ใช้งาน เพื่อที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน แต่รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการสื่อสารกับประชาชน มียุทธศาสตร์เพียงแต่จะใช้ช่อง ๑๑ ช่องเดียวในการสื่อสารกับประชาชน จัดตั้งเป็น สถานีน้ําท่วมรวมน้ําใจ แล้วก็สนุกสนานกับการเอาคนเสื้อแดงมาออกทีวี เอาพรรคพวก ของตัวเองของรัฐบาลไปออกทีวีกันสนุกสนานเลยครับ พี่น้องประชาชนรอคอยข่าวสารที่ ถูกต้อง รอคอยความหวัง ต้องการความรู้ ต้องการความจริงของสถานการณ์ ท่านกลับใช้ สถานีโทรทัศน์ของรัฐไปโปรโมท (Promote) คนของท่านเอง เอาคุณวิมออกมา เอาคุณตวงพรออกมา เอาคุณศุภรัตน์ออกมา คุณจอม คุณแซม คุณอะไรต่อมิอะไร สนุกสนานกันใหญ่เลยครับ ประชาชนเขาไม่ได้สนุกสนานด้วย ช่อง ๑๑ มีปัญหาในการ ทํางานเรื่องนี้ เพราะเขาถูกแทรกแซง เขาถูกบังคับจากรัฐบาลว่าให้ทําแบบนั้น ไปดูช่องอื่น สิครับ ช่อง ๓ ทําไมจึงเป็นที่นิยมของพี่น้องประชาชน พึ่งพาข้อมูลข่าวสารได้ เชื่อถือได้ ช่อง ๗ กระชับได้ใจความรู้อะไรเป็นอะไร เตือนพี่น้องประชาชนได้ ไทยพีบีเอส เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่เป็นที่พึ่งของพี่น้องในยามวิกฤติอย่างนี้ได้ ทําไมช่อง ๑๑ ในการดูแลของรัฐบาลถึงไม่สามารถบริหารจัดการในภาวะวิกฤติให้พี่น้องประชาชน ได้สามารถอยู่อย่างอุ่นใจได้ มีความหวังได้ นี่เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ผมขอนิดเดียวครับ ท่านประธาน ที่พูดเรื่องนี้ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี รัฐบาลนี้ ได้มีนโยบายให้งบประมาณกับกรมประชาสัมพันธ์ไว้ ๑,๖๐๘ ล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้ว ๒๐๐ ล้านบาทนะครับ และที่สําคัญมีอยู่รายการหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสําคัญ ก็คือในงบรายจ่ายอื่นในหัวข้อที่ ๘ บอกว่าค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์นโยบายเร่งด่วน ในภาวะวิกฤติ ๒๐ ล้านบาทครับ เอาไปทําอะไร ถ้ารัฐบาลยังไม่มียุทธศาสตร์ในการสื่อสาร กับประชาชนอย่างมีระบบ อย่างมีแบบแผนเช่นนี้เอาเงิน ๒๐ ล้านบาท ไปละลาย เสียเปล่าครับ ขอท้วงติงรัฐบาลไว้ แล้วก็ขอให้รัฐบาลกลับไปคิดทบทวนตัวเองนะครับ ท่านจะชื่นชม ท่านจะยินดีกันเองอย่างไรก็ตาม แต่พี่น้องประชาชนไม่เห็นด้วยกับท่านครับ ขอบคุณครับ