สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 โดยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเพิ่มขึ้นของงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประเทศ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบสุขภาพของรัฐ โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขโครงการที่เคยวางไว้เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลต่างจังหวัด

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ซึ่งรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ตั้งไว้ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ก็เป็นที่น่ายินดีที่งบประมาณได้เพิ่มขึ้นมาถึง ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่าในหลาย ๆ กระทรวงที่งบประมาณได้จัดทําขึ้นไม่ค่อยสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เนื่องจากขณะนี้ มีวิกฤติเรื่องน้ําท่วม มีความไม่ปกติเรื่องของประเทศ แต่ปรากฏว่างบประมาณทางด้าน สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือว่า งบบัตรทองเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ซึ่งตามปกติควรจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาปี ๒๕๕๒ ถึง ปี ๒๕๕๓ งบประมาณบัตรทองเพิ่มขึ้นประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ถึง ปี ๒๕๕๔ เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ถึง ปี ๒๕๕๕ คืองบประมาณที่กําลังจะตั้ง นี่นะครับ เพิ่มเพียงแค่ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๔ นั้น สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับรัฐมนตรีจุรินทร์เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขนั้น ได้เห็นชอบที่จะเพิ่มงบประมาณรายหัวประชากร ให้บัตรทองมีคุณภาพมากขึ้น แล้วก็แก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องของโรงพยาบาลต่าง ๆ จัดไว้รายหัวละ ๒,๘๘๙.๖๐ บาท แต่ผลของการปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ก็ปรากฏว่างบประมาณตรงนี้ได้หายไปประมาณถึงเกือบ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นความห่วงใยถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพพี่น้องประชาชน ซึ่งในภาวะที่มี อุทกภัยอย่างรุนแรงเช่นนี้ แน่นอนครับสุขภาพพี่น้องประชาชนจะต้องมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อจากน้ําท่วมก็ดี หรือโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายต่าง ๆ ก็ดี โรคเรื้อรังก็ดี และอย่างที่เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าประชากรโครงสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นโรคภัยไข้เจ็บมันมีต้นทุนในการที่จะดูแลมากยิ่งขึ้นไป ตามลําดับ แต่ขณะที่รัฐบาลก็ได้ตัดลดงบประมาณในกระทรวงสาธารณสุขลง แม้ว่าจะตัดไป ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคิดว่าในส่วนนี้ควรจะคงไว้ให้มีงบประมาณที่เหมาะสม เพราะว่าหลายโรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพยาบาลเล็กที่เป็นถิ่นทุรกันดารนี่ครับ รายหัวประชากรในอําเภอที่มีประชากรไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ คนจะมีปัญหาเป็นอย่างมาก เรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายหลักที่เกิดขึ้นซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า ฟิกซ์ คอสท์ (Fix cost) ค่าน้ํา ค่าไฟก็ดี ค่าบุคลากรต่าง ๆ ก็ดีก็จะไม่เพียงพอ โรงพยาบาลใหญ่ก็มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เนื่องจากว่าโรงพยาบาลเล็กส่งต่อมารักษาแล้ว โอกาสที่จะได้เงินคืนจาก สปสช. ก็ต้องใช้ เวลาในการที่จะเบิกจ่าย เพราะฉะนั้นในเมื่อปัญหาอุปสรรคเรื่องงบประมาณมันเกิดขึ้นจาก วิกฤติน้ําท่วมรัฐบาลก็ควรจะต้องมีการหาทางออกเกิดขึ้น ทางออกที่อยากจะเสนอแนะให้ รัฐบาลก็คือว่า

อันที่ ๑ ต้องผลักดันคนไข้ที่ไปที่โรงพยาบาลใหญ่ให้ไปสู่โรงพยาบาลเล็ก จากโรงพยาบาลเล็กก็คือโรงพยาบาลอําเภอก็ผลักดันไปที่โรงพยาบาลตําบล ซึ่งรัฐบาลในยุค ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้วางโครงสร้างไว้แล้ว คือ รพ.สต. คือโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบลหรือสถานีอนามัยเก่า เพราะว่าต่อ ๑ หน่วยการรักษาในโรคเดียวกัน เช่น โรคความดันสูง หรือเบาหวาน ถ้ารักษาที่สถานีอนามัยต้นทุนจะถูกกว่าที่โรงพยาบาล อําเภอ แล้วก็จะถูกกว่าที่โรงพยาบาลจังหวัดอย่างแน่นอน อันนี้ต้องเร่งผลักดันไปให้สําเร็จ ในส่วนของโรคเรื้อรังต่าง ๆ อย่างเช่น เบาหวานและความดันสูงนี่ครับ ถ้าดูแลไม่ดีก็จะเป็น ไตวาย เมื่อไตวายค่าใช้จ่ายในการรักษาปีหนึ่งหลายแสนบาท แล้วก็ต้องเร่งรัดที่จะมีการ ป้องกันโรค แต่เป็นที่น่าเสียใจว่างบในการป้องกันโรคนี้ก็ถูกตัดไปด้วยเช่นเดียวกัน ต้องเร่งรัด ป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพให้ผู้ป่วยเหล่านี้แม้ว่าไม่หายก็จะต้องดูแลสุขภาพอย่างดี เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่จะต้องมาใช้เงินใช้ทองในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้ ก็ฝากในเรื่องของการเน้นการป้องกันให้จริงจังให้มากกว่าในปัจจุบันนี้ แล้วก็เน้นการใช้ ทรัพยากรให้คุ้มค่านะครับ หลาย ๆ โรงพยาบาลนั้นก็มีการสั่งเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มา ทั้ง ๆ อยู่ใกล้กันในรัศมีแม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็ตาม จะต้องสร้างกฎเกณฑ์ ที่สามารถที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ โดยไม่ผิดระเบียบพัสดุ อันนี้ก็เป็นการลดต้นทุน ในภาครัฐที่จะต้องไปสั่งซื้อเครื่องมือแพทย์มาเป็นจํานวนมากแล้วก็มาแข่งกัน แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง เป็นที่ทราบกันว่าโรงพยาบาลรัฐบาลจะใช้อาคารสถานที่เพียงอาทิตย์ละแค่ ๕ วัน วันเสาร์ วันอาทิตย์ โรงพยาบาลบางตึกไม่ได้ใช้เลย ผิดกับโรงพยาบาลเอกชนเขามีตึกที่น้อยกว่า รัฐบาลเยอะ แต่เขาหมุนเวียนใช้ ๒๔ ชั่วโมง แล้วเขาใช้ทั้ง ๗ วัน หลายโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาลจํานวนมากก็ต้องมาขึ้นเวรเป็นแบบราชการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ทั้ง ๆ ที่สามารถ ที่จะจัดหมุนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลให้ขึ้นเวรสลับเหลื่อมกันได้ คนนี้ขึ้นวันจันทร์ ออกวันศุกร์ อีกคนขึ้นวันอังคารออกวันเสาร์ อีกคนหนึ่งขึ้นวันพุธออกวันอาทิตย์ จะได้หรือไม่ ลองไปคิดดู ว่าการหมุนเวียนทรัพยากรต่าง ๆ บางทีห้องตรวจโรคมีแค่ ๑๐ ห้องแต่มีหมอ ๒๐ คน มันไม่มี ห้องจะตรวจ ห้องผ่าตัดก็ไม่มีจะผ่า เวลาเลิกก็เลิกพร้อมกัน อย่างนี้ละครับ ก็คืออยากจะให้ รัฐบาลหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในภาวะที่งบประมาณไม่เพียงพอนะครับ แล้วก็ลองศึกษา ดูสิว่าไหน ๆ รัฐบาลจะเก็บ ๓๐ บาทกลับคืนมาใหม่ ก็ใจกล้า ๆ ที่จะลองศึกษาวิจัยดูสิว่าจะ สามารถจ่ายร่วมหรือโคเพเมนท์ (Co-payment) ได้หรือไม่ เพราะว่าการรักษาฟรี ผมคิดว่า อนาคตรัฐบาลประเทศคงไปไม่เป็นแล้วครับ เพราะว่าสภาพการแข่งขันที่จะต้องใช้ต้นทุน สูง ๆ มาก ๆ อย่างนี้มันจะไปไม่ได้ แต่ว่าเนื่องจากสูตรในการรักษาฟรีอันนี้เกิดขึ้นในรัฐบาล ของท่านอดีตนะครับ เป็นรัฐบาลในพรรคของท่าน เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องลองศึกษาดูสิว่า จะจ่ายร่วมได้อย่างไร เพื่อที่จะให้ลดต้นทุนและอนาคตระบบสุขภาพจะได้ไม่ล่มสลายไป นะครับ เนื่องจากเวลามีจํากัดนะครับ ก็อยากจะเรียนว่าการเก็บ ๓๐ บาทเพื่อมาชดเชย ในส่วนที่หายไปประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทนี่ครับไม่สามารถชดเชยได้ อย่างมากท่านก็เก็บ ได้ประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ ล้านบาท ยิ่งท่านรัฐมนตรีได้เรียนเมื่อสักครู่ว่าอาจจะลอง พิจารณาจังหวะในการเก็บเงินด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นงบประมาณท่านจะต้องมีปัญหาแน่ ในสภาพคล่องโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่ง

ในสุดท้ายนี้ก็อยากจะทวงรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่องที่กระทรวงสาธารณสุข เคยวางไว้ที่จะช่วยโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ก็คืออาคารหอพักพยาบาล ๓๒ ห้องของ โรงพยาบาลแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งสมัยก่อนจะได้ใช้งบไทยเข้มแข็งแต่ปรากฏว่าก็ขาดไป นะครับ ๔ ชั้น ๓๒ ห้อง ประมาณ ๒๕ ล้านบาท ก็ไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณ ต่อไปอาคาร ส่งเสริมสุขภาพโรงพยาบาลวังจันทร์ จังหวัดระยอง อาคารส่งเสริมสุขภาพโรงพยาบาล เขาชะเมาเฉลิมพระเกียรติ ประมาณ ๑๐ ล้านบาท ทั้ง ๒ โรงพยาบาลนี้ก็ยังไม่ได้บรรจุ ในงบประมาณ การขยายโรงพยาบาลบ้านค่าย ปลวกแดง นิคมพัฒนา เพื่อรองรับ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก็ยังไม่ได้มีการขยายโรงพยาบาลในช่วงนี้ในเล่มงบประมาณ ไม่ปรากฏว่ามีนะครับ

และสุดท้ายก็ขอทวงโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่ง ส.ส. จังหวัดระยองทั้ง ๔ ท่านคือ ส.ส. สาธิต ส.ส. วิชัย และ ส.ส. ธารา ก็ฝากมาทวงด้วย เช่นเดียวกันเพราะว่าเป็นความหวังของชาวระยอง จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และ สมุทรปราการที่ว่าเป็นรถไฟความเร็วสูง สมัยมติ ครม. ในช่วงเดือนกันยายน ๒๕๕๔ เป็น รถไฟสายแรก แต่ก็ไม่ปรากฏอยู่ในเล่มงบประมาณ ไปปรากฏอยู่ที่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-โคราช และกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งก็ไม่ได้อิจฉาใน ๓ สายนั้นนะครับ แต่ว่าสายนี้ มันได้หายไปได้อย่างไร ก็ขอให้รัฐบาลมีความจริงใจต่อชาวภาคตะวันออกซึ่งได้ผลิต เม็ดเงินภาษีเป็นอันดับสูงสุดเลยที่กระจายไปทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทยนะครับ ก็ขอกราบ ขอบพระคุณครับ