ปลอดประสพ สุรัสวดี หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทำให้เกิดน้ำท่วม และการปรับตัวของประเทศไทยให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผมคงขออนุญาตอธิบายเพียงสั้น ๆ เท่านั้นเอง เฉพาะที่พาดพิงนะครับ ผมได้พูดจริง ๆ นะครับ ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ว่า ประเทศไทย ประเทศไทยนะครับ ขอย้ํานะครับ น้ําคงจะท่วมอีก ท่วมบ่อย แล้วก็ท่วม เยอะ ๆ อย่างนี้ แต่ผมไม่ได้พูดเรื่องสิ่งก่อสร้าง นิคม ว่าเราจะป้องกันได้หรือไม่ได้ อันนี้ ต้องเข้าใจข้อที่ ๑ ก่อน ถามว่าทําไมผมถึงมีตั้งสมมุติฐานอย่างนั้น ในแวดวงวิทยาศาสตร์ เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าทั้งโลกนี้เรากําลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าไคลเมท เช้นจ์ (Climate change) คือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ในตําราเขาบอกว่า โดยธรรมชาติก็มักจะเกิดขึ้นทุก ๒๐๐,๐๐๐ ปี แล้วก็เกิดขึ้นเล็ก ๆ ทุก ๒๐,๐๐๐ ปี โดยประมาณนะครับ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่สิ่งซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างเดียว มนุษย์ไปเสริม เติมแต่ง โดยกระบวนการพัฒนาทางอุตสาหกรรมไปเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ใน ชั้นบรรยากาศ ผลสุดท้ายโลกก็ร้อนขึ้น เพราะฉะนั้นไคลเมท เช้นท์ ที่เราพูดกันในขณะนี้ จะเป็นเรื่องเน้นไปที่โกลบัล วอร์มมิ่ง (Global warming) ก็คือโลกร้อน ถามว่าโลกร้อนแล้ว มันเป็นอย่างไร โลกร้อนก็มีไอน้ํามาก ไอน้ํามากมันเป็นอย่างไรล่ะครับ ไอน้ํามากก็แปลว่า เมฆมาก เมฆมากก็แปลว่าฝนเยอะ ฝนก็ตกบนแผ่นดินเสียส่วนหนึ่ง ตกในทะเลเสีย ๓ ส่วน บรรยากาศก็แปรปรวนคาดการณ์ได้ยาก อย่างเช่นประเทศไทยโดยปกติแต่ละปีเราจะมีพายุ หางพายุว่าอย่างนั้นเถอะ เข้าปีหนึ่ง ประมาณสัก ๒ ลูก ปีนี้โดนเข้าไป ๕ ลูกเป็นต้นนะครับ แล้วก็มาเร็วกว่าปกติ ร่องความกดอากาศ จะมาก็ไม่มาจะไปก็ไม่ไปนะครับ ยืนอยู่บนประเทศไทย อยู่ทางตอนกลางบ้าง ตอนเหนือบ้าง ก็ตกเอา ตกเอา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้นะครับ ฝนจึงตกในประเทศไทย มากกว่าปกติถึง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วเร็วกว่าปกติถึงเดือนครึ่งนะครับ ประกอบกับน้ํา ที่มีอยู่ในเขื่อนซึ่งผมจะยังไม่พูดในวันนี้นะครับ ก่อนที่เราจะมาเป็นรัฐบาลน้ําที่อยู่ในเขื่อน มากกว่าปกติหลายเท่านักนะครับ ซึ่งผมขออนุญาตยังไม่พูดเดี๋ยวนี้เพราะว่าไม่ใช่ประเด็น ที่พูดถึง ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้แล้วท่านได้พูดถึงผม เพราะฉะนั้นด้วยสมมุติฐานนี้ซึ่งก็น่าจะ เกิดขึ้นจริง แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะผม หรือไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยนะครับ ชาติไหนในโลกก็คิด คล้าย ๆ ผม เราก็คาดการณ์ว่ามันคงมีน้ําเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา ก็คือบอกประชาชนให้รับรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่าน้ําจะเยอะนะ ฝนจะเยอะนะ บรรยากาศจะแปรปรวนนะ จึงเป็นหน้าที่ของทุกประเทศ ทุกรัฐบาลที่จะต้องเผชิญหน้ากับ สิ่งเหล่านี้นะครับ ส่วนหนึ่งคือการเผชิญหน้า เพราะมนุษย์ก็ไม่ควรจะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ กับ ๒. ก็คือปรับตัวเองไป ที่เรียกว่า อะแดปทีฟ (Adaptive) ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมากให้เข้ากับ สภาพการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลปัจจุบันก็เช่นกันนะครับ รับรู้ในสิ่งซึ่งหลาย ๆ คนพูด รวม ทั้งตัวผม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมแพ้ เพราะการยอมแพ้ก็แปลว่าอยู่ไม่ได้นะครับ การยอมแพ้ก็จะ คล้าย ๆ อย่างที่ท่านพูดนะครับ ในที่สุดก็จะมีเงื่อนไขเยอะแยะทําให้เราต้องเสียเปรียบ เช่น บริษัทประกันเป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ของผู้ประกอบการ ของทุกท่าน ที่จะต้องยอมรับในสิ่งนี้ แล้วก็มาร่วมกันคิดหาทางทั้งป้องกันและทั้งปรับตัวเองให้อยู่ใน สภาพนี้ได้นะครับ รวมทั้งบริษัทประกันด้วยซ้ําไป อันนี้ผมพูดแบบไม่จริงจังนักนะครับ คือถ้าบริษัทประกันไม่ยอมเชื่ออย่างนี้แล้วก็บอกไม่ยอมรับรู้ว่าน้ําท่วม บริษัทประกันก็ต้อง ไปขายปาท่องโก๋นะครับ เพราะจะเป็นอย่างนี้ทั้งโลก ทุกบริษัท แต่ว่าเราจะไปบังคับให้เขา ทําธุรกิจมันไม่ได้หรอกนะครับ หน้าที่ของเราอย่างที่ท่านเห็นเมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลเองได้ตั้งกรรมการมาหลายชุดนะครับ ชุดหนึ่งก็คือชุดที่เกี่ยวกับการปรับ โครงสร้างของประเทศอันสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพื่อให้เราอยู่ได้และอยู่ให้ได้ อย่างได้เปรียบด้วยนะครับ อันที่ ๒ อีกชุดหนึ่งคือชุดว่าด้วยเรื่องของน้ํา ซึ่งผมก็มีโอกาส ได้เป็นกรรมการด้วยในฐานะตัวเองนะครับ ไม่ใช่ฐานะตําแหน่ง เพราะฉะนั้นก็จึงกราบเรียน มาเพื่อทราบว่าผมเองเพียงแต่จะบอกความจริงทางวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนทราบนะครับ แล้วก็หวังจะกระตุ้นความพยายามของทุกคนในการที่จะต่อสู้ให้อยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อมนี้ได้ แล้วก็สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมโลก แล้วก็สามารถที่จะได้เปรียบคนอื่น ประเทศอื่นที่ ยอมรับหรือเข้าใจในเรื่องนี้ได้น้อยกว่าเรา ก็กราบเรียนมาเพื่อทราบครับ ขอบพระคุณครับ