เกียรติ สิทธีอมร วิจารณ์มาตรการบริหารจัดการสินค้าขาดแคลนของรัฐบาล โดยเฉพาะการกักตุน การกำหนดราคา และการนำเข้าที่ไม่เหมาะสม โดยชี้ให้เห็นปัญหาโลจิสติกส์ ความปลอดภัยอาหาร และผลกระทบจากการตั้งคลังสำรองอาหาร
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออภิปรายงบประมาณ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วนะครับ รายละเอียดยังไม่มีว่าจะเยียวยา อย่างไร ฟื้นฟูอย่างไร ป้องกันอย่างไร จริง ๆ แล้วเยียวยาเราพอจะมองออกจากมาตรการ ที่ออกมาและมาตรการที่เคยทํามาในอดีตจากรัฐบาลชุดต่าง ๆ แต่การฟื้นฟูในครั้งนี้และ การป้องกันในครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากแล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนในแง่ของรายละเอียด ที่นําเสนอต่อสภาแห่งนี้นะครับ ใน ๓ เดือนที่ผ่านมาที่เริ่มเกิดวิกฤตการณ์ของอุทกภัย ที่เกิดขึ้นนี้นะครับ หากผมประเมินความรู้สึกของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ต้องยอมรับว่าตอนนี้ สับสนนะครับ สับสนมาก แล้วก็ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลดลงเป็นลําดับนะครับ ข้อมูล ที่มาถึงประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้ําท่วมไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยก็ดี หรือข้อมูล ว่าพื้นที่ใดจะท่วมหรือไม่ท่วมก็ดีนี่ ต้องยอมรับเลยว่าผิดพลาดพอสมควร ขัดแย้งกันมาก การส่งสัญญาณต่อผู้แทนที่ทํางานในเรื่องนี้ก็ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างจะสับสนและไม่ตรงกัน ตอนนี้สังคมออนไลน์ (On line) นะครับเยอะมากเลยครับ ผมมีเป็นปึ๊งเลยครับที่ออกมา ล้อเลียนรัฐบาลในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น มีวลีเด็ด ๆ ออกมาเยอะครับ เรื่องเอาอยู่ เอาไม่อยู่ พื้นที่บอกว่าจะท่วมก็ไม่ท่วม พื้นที่บอกว่าท่วมก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงนะครับ มีประเด็นเรื่องเอาคนจบปริญญาไปตักทราย เอาจุด จุด จุด ไปบริหาร การเมืองขวางน้ํา มีเรื่องอุ้ม มีเรื่องงุบงิบ เรื่องอม เรื่องแอบอ้าง สิ่งเหล่านี้ครับไม่เป็นสิ่งที่ดีสําหรับรัฐบาล ผมเป็นห่วงนะครับ ตอนนี้สังคมอยากรู้ชัด ๆ ครับว่ารัฐบาลมีแผนที่จะเยียวยาอย่างไร รวดเร็วแค่ไหน ฟื้นฟูอย่างไร ป้องกันอย่างไรนะครับ ตอนนี้ที่ผมเป็นห่วงมากก็คือว่า ถ้ารัฐบาลบอกว่ายังไม่ทราบเลยครับว่าจะฟื้นฟูอย่างไร แสดงว่ายังไม่ได้คิดหรือครับ ปัญหา น้ําท่วมเกิดขึ้นมาแล้วร่วม ๓ เดือนนะครับ กว่า ๓ เดือนด้วยซ้ําไป ยังไม่คิดหรือครับว่าจะมี โครงการอะไรมาฟื้นฟูพื้นที่ใดบ้าง จริง ๆ แล้วการทํางบประมาณเช่นนี้ไม่ให้รายละเอียด มันก็สะท้อนถึงประสิทธิภาพการทํางานของรัฐบาลส่วนหนึ่ง หลาย ๆ ท่านที่เป็น ครม. อยู่ เคยอยู่ภาคเอกชนมา ถ้าเป็นภาคเอกชนนี่นะครับปัญหาเกิดขึ้นมาแล้ว ๓ เดือน วิ่งมาขอ งบประมาณจากกรรมการแล้วบอกว่ายังไม่ทราบว่าจะทําอะไรนี่เขาไล่ออกทั้งกรรมการนะครับ แต่นี่เป็นรัฐบาลก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง มันสะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจริง ๆ ครับ เอาละการที่เราจะแก้ปัญหากับไปฟื้นฟูให้ถูกจุดนี่ ผมเองก็พยายามจะศึกษาว่าปัญหา มันเกิดอะไรขึ้น ผมพยายามไปดูสถิติของปริมาณน้ําฝนที่ตกมาในแต่ละปีที่ผ่านมา ผมย้อนหลังไปหลายปีครับ แต่เปรียบเทียบเอาปีนี้กับปีที่แล้วก็พอ ปีนี้ฝนตก ๔ ภาคนะครับ เอาภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมกันจนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ๖,๙๒๑ มิลลิเมตร ปีที่ผ่านมาปี ๒๕๕๓ เท่าไรครับ ๕,๙๐๒.๗ มิลลิเมตร เพิ่มขึ้น ๑๗.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ปริมาณน้ําเพิ่มขึ้น ๑๗.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ้าผมไล่ดู แต่ละเดือนเลยครับ เดือนมกราคมมาจนถึงเดือนตุลาคม ไล่ดูเดือนต่อเดือนมาเลย ก็ไม่พบ ความผิดปกติในแต่ละเดือนมากจนเกินไป กลับกันนะครับ เดือนกันยายนปีนี้ฝนตกอาจจะ มากหน่อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่เข้าเดือนตุลาคมปั๊บฝนน้อยกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ํา แล้วลอง มาดูความเสียหายที่เกิดขึ้นสิครับ ปีก่อน ๆ ย้อนไปเลยนะครับ เอาละ อาจจะมีน้ําท่วมบ้าง ๒๐ จังหวัดบ้าง ๓๐ จังหวัดบ้าง น้ําท่วมขังอาจจะ ๒ อาทิตย์ ๓ อาทิตย์ เดือนหนึ่งอย่างมาก ปี ๒๕๕๔ ตอนนี้ ๖๓ จังหวัดเข้าไปแล้วครับ ๖๓ จังหวัดนะครับ กระทบกับประชากรตอนนี้ ๓.๓ ล้านครัวเรือน อันนี้รายงาน ณ วันที่ ๗ พฤศจิกายน หรือ ๑๑ ล้านคนเข้าไปแล้ว ยังไม่รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นใน กทม. นะครับ ๑๑ ล้านคนแล้วครับ ๗ นิคมอุตสาหกรรม จมน้ํา ไม่เคยจมมาก่อน สนามบินดอนเมืองชื่อก็บอกนะครับว่าอยู่ดอนเมือง อยู่ที่ดอนครับ ที่สูงสุดในกรุงเทพฯ ครั้งหลังสุดที่สนามบินดอนเมืองเกิดน้ําท่วมปี ๒๔๘๕ ครับ จากวันนั้น จนถึงวันนี้ไม่เคยน้ําท่วมเลย พื้นที่น้ําท่วมขังเริ่มตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม วันนี้หลายพื้นที่ ยังไม่หายท่วมครับ ความเสียหายที่รัฐประเมินไว้เอง ณ วันนี้จนถึง ๒๘ ตุลาคม ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กระทบเศรษฐกิจ ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สํานักอื่นประเมินเกินกว่านั้น เยอะมากนะครับ ภาคเกษตรหายไป ๑๐ ล้านไร่ เฉพาะข้าวอาจจะเสียหายประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ประเด็นที่สําคัญตอนนี้สังคมถามก็คือว่า ฝนมันหยุดตก ตั้งนานแล้วครับ ยังบอกไม่ได้หรือครับว่าพื้นที่ใดจะท่วมนานเท่าไร และพื้นที่ไหนจะมีการสูบน้ํา ออกไปเมื่อไร ตรงนี้คือการบริหารจัดการทั้งสิ้นครับ ไม่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติแล้วครับ ยังไม่มี การส่งสัญญาณบอกมาเลยครับว่าพื้นที่ไหนจะท่วม แล้วก็จะแห้งเมื่อไร ผมอยากย้ํานะครับ ประเด็นของผมก็คือว่าปริมาณน้ําฝนเพิ่มขึ้น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ความเสียหายเพิ่มขึ้น เป็น ๑๐๐ เท่าครับ ครอบครัวที่เสียหาย ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ตอนนี้ทุกกลุ่มครับไม่ใช่ เฉพาะบางกลุ่ม รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องอธิบายให้ได้ครับ เพราะว่าสถิติมันฟ้องครับ มันฟ้องว่ามันเกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดมากกว่าภัยธรรมชาติ เป็นครั้งแรกนะครับที่ ๗ นิคมจมน้ํา สนามบินดอนเมืองจมน้ํา สมาชิกหลายท่านพูดถึง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไปแล้วนะครับ แต่ในส่วนของชิ้นส่วน ยานยนต์เองกระทบอีก ๘ ประเทศนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะการผลิต ในประเทศไทย ในประเทศไทยตั้งเป้าหมายว่าจะผลิต ๑,๘๐๐,๐๐๐ คันปีนี้ครับ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ไปถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คัน ณ วันนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คันก็อาจจะมีปัญหาแล้วครับ ผลิตไม่ได้ กระทบอีก ๘ ประเทศที่ผมเรียนให้ท่านประธานทราบ หมายความว่าอย่างไร เวลาผมไปดู ประมาณการรายรับนี่ผมก็ไม่เห็นว่าประมาณการรายรับสะท้อนสิ่งเหล่านี้เลย เพราะฉะนั้น รายรับนี่มีโอกาสที่จะมีน้อยกว่าที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณอย่างมาก อีกส่วนหนึ่ง ที่สําคัญครับที่ผมไม่เห็นในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณก็คือนอกนิคมอุตสาหกรรมครับ มีผู้ประกอบการอีกมากนะครับ ใน ๓๗ จังหวัดนะครับ อย่าคิดแค่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานีนะครับ นอกอุตสาหกรรม ๓๗ จังหวัดเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน เป็นอุตสาหกรรม ขนาดกลาง ขนาดย่อมทั้งสิ้น มีทั้งหมด ๒๔๐,๐๐๐ รายนะครับ จ้างงาน ๖๗๐,๐๐๐ คน สร้างรายได้เดือนหนึ่ง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ กว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้นี่ ๖ เดือนนะครับอย่างต่ํา รายได้หายไปกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมไปดูงบประมาณ ที่จะมาช่วยเอสเอ็มอีไม่มีครับ ไม่มีงบประมาณส่วนไหนเลยครับที่บอกว่าจะเข้าไปดูแลบริษัท ขนาดกลาง ขนาดย่อม ตรงนี้ผมก็ต้องขอแสดงความเป็นห่วงไว้นะครับ ส่วนแรงงานนี่ ประเมินกันชัดเจน มีการเลิกจ้างชั่วคราวแน่นอนประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน จะดูแลคนเหล่านี้ อย่างไร ผมประเมินคร่าว ๆ ต้องใช้งบประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็ไม่มีปรากฏอยู่ ในร่าง พ.ร.บ. ทีนี้การฟื้นฟูนี่นะครับ จะทําได้สําเร็จประชาชนต้องเชื่อมั่นครับ คนต้อง เชื่อมั่น นักธุรกิจต้องเชื่อมั่นต่อรัฐบาล มีนโยบายที่ดี ถูกต้อง มีงบประมาณใช้ และคนที่ทํา ต้องน่าเชื่อถือครับ ผมอยากขอยก ๒ ตัวอย่างที่สร้างความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นนะครับ
ตัวอย่างที่ ๑ ครับ ตอนช่วงต้น ๆ ที่เริ่มมีอุทกภัยเกิดขึ้นนี่มีภาวะของขาด ของแพงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นไข่ น้ํา ปลากระป๋อง สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ อย่างแรกที่รัฐบาลทํา พอของขาดรัฐบาลจริง ๆ แล้วประกาศข่าวสร้างความตื่นตระหนก ให้ประชาชนพอสมควร คนเข้าไปกักตุนสินค้า แทนที่กระทรวงพาณิชย์จะไปคุยกับ ผู้ประกอบการให้เตรียมปริมาณสินค้ามารองรับให้ดี ไม่นะครับ นั่งประชุมกําหนดราคาสินค้า มันผิดแนวทางมากนะครับ ควรจะคุยกับผู้ประกอบการไม่ใช่นั่งกําหนดราคาสินค้า เพราะภาวะอย่างนั้นนี่สินค้าขาดอย่างไรก็มีคนฉกฉวยโอกาสอยู่ดี
ประการที่ ๒ พอศูนย์กระจายสินค้าของผู้ประกอบการรายใหญ่บางราย จมน้ําครับ กระจายไม่ถึง ปัญหาอยู่ที่โลจิสติกส์ คือการบริหารจัดการด้านการขนส่ง ขนส่ง ท่านแก้ด้วยวิธีไหนครับ ประกาศให้นําเข้าทั้ง ๆ ที่ภาคเอกชนก็บอกของมีพอ ท่านก็บอกนําเข้า เอกชนหลายคนก็ไปช่วยท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมก็เห็นในข่าวทั่วไป นี่นะครับ ก็ไปครับ ไปช่วยขาย เอาของไปขายในรายการธงฟ้าในที่ต่าง ๆ แต่เขาก็ยังบอกกับ ผู้สื่อข่าวทุกคนบอกของมีพอ แต่รองนายกรัฐมนตรีก็บอกผมจะนําเข้าไข่นะครับ พอจะนําเข้าไข่ เข้าไม่ได้ เพราะว่ามันติดปัญหาเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร ท่านก็ไปขู่เสียอีกครับบอกว่า จะปลดอธิบดีกรมปศุสัตว์ อันนี้ผมว่าไม่ถูกต้องนะครับ สินค้าจากประเทศไทยจะไปเข้า ประเทศอื่นนี่ต้องใช้เวลาผ่าน อย. ของประเทศนั้น ๆ ๓ เดือน ๕ เดือนครับ แล้วประเทศไทย อยู่ดี ๆ จะนําเข้าสินค้าเกษตรไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเสี่ยงสูงมากครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีต้องทําความเข้าใจกับเรื่องความปลอดภัยอาหารให้ดีกว่านี้นะครับ ตอนนี้กําลังจะซ้ําเติมอีกครับ มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งคลังสํารองอาหาร ท่านประธาน ทราบไหมครับจะเกิดอะไรขึ้นตั้งคลังสํารองอาหาร ก็ดึงสินค้าในตลาดออกไปอยู่ในคลังของ รัฐบาลซึ่งจะมีการกระจายไม่มีประสิทธิภาพดีกว่าของภาคเอกชน ก็ทําให้สินค้าขาดอีก มาตรการเหล่านี้ผมคิดว่าให้ใครวิเคราะห์ก็เหมือนกันนะครับ ภาคเอกชนเขาก็แสดง ความเป็นห่วงมานะครับ
ตัวอย่างที่ ๒ ผมคิดว่าหนักขึ้นไปใหญ่กว่านั้นแล้วก็กําลังจะสร้างปัญหาให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของผมอยู่นี่ ทางบีโอไอ (BOI) เองพยายามจะประกาศ มาตรการ ท่านนายกรัฐมนตรีเองพยายามประกาศมาตรการในการที่จะให้เกิดความเชื่อมั่น ต่อนักลงทุนระหว่างประเทศ ผมก็ไปพบบทความในนิวยอร์ก ไทมส์ ให้สัมภาษณ์โดย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ครับ ท่านปลอดประสพนะครับ เขาอ้างท่านนะครับ พอดีหวยออกที่ท่าน ท่านพูดชัดเจนเลยว่าท่านมั่นใจกว่าล้านเปอร์เซ็นต์ว่าปีหน้าจะมีน้ําท่วมเช่นนี้อีก ท่านประกาศให้ประชาคมโลกทราบ มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ แล้วในขณะเดียวกัน ท่านบอก ต่อไปอีกว่าประเทศไทยต้องขุดคลองเพิ่มขึ้นถึงจะแก้ปัญหาน้ําท่วมได้ อันนี้เป็นเอกสาร ทั่วโลก ตอนนี้ทุกคนเห็นหมดแล้วครับ ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ ผลที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ ผมกําลังจะบอกว่าผลที่เกิดขึ้นก็คือว่าบริษัทประกันจะไม่ชดเชยความเสียหาย ที่เกิดขึ้น แล้วปีหน้าบริษัทเอกชนไทยไปซื้อประกัน ถ้าไม่แพงขึ้นเขาก็จะไม่ขาย ตอนนี้ รัฐบาลจะทําอย่างไร
นี่เป็นเพียง ๒ ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นจาก การกระทําของคนในรัฐบาลเองกับเหตุการณ์ที่เกิดขี้นในภาวะวิกฤติ ในภาวะวิกฤติต้องพูด เป็นเสียงเดียวกันครับ พูดเป็นหลายเสียงขัดแย้งกันไปกันมา สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับ บรรยากาศของการดําเนินการและการลงทุนทั้งหมด ตอนนี้โดยสรุปครับท่านประธาน การเยียวยาผมอยากเห็นการดําเนินการที่รวดเร็ว ทั่วถึงทุกกลุ่มทันทีนะครับ การฟื้นฟูผมว่า ถ้าแผนท่านไม่ชัดจนถึงวันนี้อีกกี่เดือนท่านจะชัดครับ จะได้สอดคล้องกับการอนุมัติ งบประมาณได้อย่างถูกต้อง การป้องกันผมคิดว่าเป้าหมายของรัฐบาลต้องมีแผนชัดเจน ต้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้ รับปากอย่างนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะ ในเขตเศรษฐกิจ ในเขต กทม. ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคนกรุงเทพฯ นะครับ เพราะ กทม. มีคนทุกจังหวัดอยู่นะครับ กระทบทั้งหมดครับ ถ้าท่านให้ความมั่นใจตรงนี้ไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหา
ประการสุดท้ายครับ ผมคิดว่าผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีทําดีที่สุด พยายามจริง ๆ แต่ทําดีที่สุดของท่านมันดีไม่พอแล้วเกิดความเสียหายขึ้นใครควรจะ รับผิดชอบครับ การจัดงบประมาณของท่านนี้จัดในลักษณะที่เป็นงบประมาณยังปกติ อยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ แล้วก็รัฐบาลเองผมอยากให้ออกมาชี้แจงให้ชัดว่าเหตุของมหาอุทกภัย ครั้งนี้มันเกิดจากความผิดพลาดหรือเกิดจากเหตุใด เอาให้ชัดครับ จะได้ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องให้มีคนไปพูดกัน แต่สถิติ ณ วันนี้มันฟ้องว่าปริมาณน้ํามันเพิ่มขึ้นแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่ความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย แล้วก็ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่ายอมรับว่า ผิดพลาดเกิดขึ้นจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรเป็นสิทธิของท่านนะครับ แต่อย่างต่ําที่สุด คําขอโทษสักนิดก็ยังดีครับ ขอบคุณครับ