ไชยา พรหมา หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยกล่าวถึงการจัดสรรเงินในงบประมาณ และการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และเสนอแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่ประสบปัญหาน้ำท่วม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งมียอดเงิน ๒.๓๘ ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๒๐.๒ ของจีดีพีของประเทศ มีการประมาณการรายรับสุทธิประมาณ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๑๖.๘ ของจีดีพี ในส่วนนี้เป็นวงเงินกู้เพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๔ ของจีดีพี การจัดงบประมาณในสัดส่วนดังกล่าวนี้ก็เพื่อที่จะให้รัฐบาลมีเม็ดเงินในการที่จะไปดําเนินการ ในส่วนของราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ตามกรอบรายจ่ายงบประมาณที่ได้ทําไว้ในการขับเคลื่อนให้ นโยบายแล้วก็ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลได้ดําเนินการไปตามนโยบาย จะเห็นได้ว่าการจัด งบประมาณสําหรับปีนี้เป็นการจัดงบประมาณขาดดุลงบประมาณ ซึ่งถือว่ามีความเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาวแต่ประการใด
ในภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นผลพวงของการเกิด ปัญหาอุทกภัยของปี ๒๕๕๔ นี้ ได้ทําให้การจัดทํางบประมาณล่าช้ากว่ากรอบวงเงิน งบประมาณซึ่งเคยปฏิบัติมาในแต่ละปี จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีระยะเวลาในการบริหาร งบประมาณหลังจากที่รับหลักการในวาระที่หนึ่ง ผ่านกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องใช้เวลาพอสมควร หลังจากนั้นพอประกาศใช้งบประมาณนั้นรัฐบาลมีเวลาในการบริหารที่จะใช้จ่ายเม็ดเงินอยู่ ประมาณ ๘ เดือนเศษ สิ่งที่ผมเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือการใช้งบประมาณเพื่อให้สามารถที่จะ ทันกับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาปัญหาที่เกิดจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลเองจะต้องมี มาตรการในการเตรียมการอย่างดีพอเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณนั้นให้เกิดประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแก้ไขปัญหาในการเยียวยาพี่น้องประชาชน ในงบประมาณดังกล่าวนั้นมีการตั้ง งบกลางไว้จํานวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าไม่มากแล้วก็ไม่น้อย เหตุผลที่ว่าไม่มากและ ไม่น้อยก็เพราะว่ากรอบระยะเวลาในการทํางบประมาณที่ผ่านมานั้น เราได้เตรียมการในการ ทํางบประมาณในสภาวะที่ปัญหาอุทกภัยยังไม่เกิด แต่พอเกิดอุทกภัยขึ้นรัฐบาลเองก็ได้ ปรับเปลี่ยนลดวงเงินงบประมาณในส่วนที่สามารถทําได้ และการตั้งงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นงบกลาง จํานวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในมาตรการเพื่อการเยียวยาและการฟื้นฟู เศรษฐกิจนั้นให้อํานาจที่ท่านนายกรัฐมนตรีในการที่จะพิจารณาในการใช้จ่าย ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้พูดว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบประมาณส่วนนี้ ซึ่งเป็นงบกลางที่จะมี การใช้จ่ายแล้วก็ไม่มีการตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ มีความจําเป็นอย่างยิ่งครับ ในสถานการณ์อย่างนี้มันเป็นสถานการณ์ของการที่จะต้องเร่งรัด แก้ไข ฟื้นฟู ด้วยความรวดเร็ว และให้เป็นไปตามการดําเนินการเพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาในมาตรการ ที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน การที่จะจัดเงินงบประมาณไปยังกรม กอง กระทรวงต่าง ๆ ตามภาวะปกตินั้น งบประมาณในส่วนนี้ในกรม กอง กระทรวง ผมจะไม่พูดถึง เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกคงจะต้องมีการพูดกันในรายละเอียดนั้น แต่ในส่วนของการเร่งรัด ในการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูหลังภาวะน้ําท่วมนั้นมีความจําเป็นอย่างเร่งด่วน และความจําเป็น อย่างเร่งด่วนนั้นไม่เฉพาะในภาคธุรกิจ ภาคบริการเท่านั้นท่านประธานครับ ปัญหานั้น ก็คือภาคประชาชน ภาคแรงงาน ที่วันนี้นิคมอุตสาหกรรมที่เกิดภาวะน้ําท่วมจํานวน หลายแห่งได้ประสบปัญหาอย่างมากมาย ท่านอย่าลืมว่าในนิคมอุตสาหกรรมที่โดนน้ําท่วมนั้น เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตที่จะต้องเกิดขึ้น ในต่างประเทศอย่างมากมาย อย่างที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ครับท่านประธาน บริษัทรถยนต์ หลายแห่งได้ประกาศที่จะหยุดการผลิต เนื่องจากว่าต้องใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากนิคมอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วม การแก้ไขปัญหาเยียวยานั้นผมไม่ได้ห่วงในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคบริการ ทําไมผมถึงไม่ห่วงครับ อย่างน้อยในนิคมอุตสาหกรรมนั้นเขามีประกันภัย ได้รับการดูแล ได้รับการชดเชยในวงเงินประกันภัย
อันที่ ๒ รัฐบาลก็เร่งรัดในการที่จะให้สิทธิพิเศษทางด้านการลงทุน ทางด้าน การยกเว้นภาษีในการนําเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยน แต่ท่านประธานครับ แรงงานที่ตกงาน ในขณะนี้จํานวนหลายแสนคน วันนี้เขาไม่ได้ทํางาน วันนี้เขาขาดรายได้ แรงงานเหล่านั้นเขามีภาระมีหนี้สินที่จะต้อง ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ท่านประธานคงรู้ครับ วันนี้ถ้าไม่จ่ายภายใน ๓ เดือนนี่ ก็เป็นเอ็นพีแอล (NPL) แล้ว เขาผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เขามีหนี้บัตรเครดิต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เงินจํานวนน้อยนิดในงบประมาณซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการเยียวยานั้นคงไม่พอสําหรับการที่ จะแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเมื่อสักครู่นี้แม้กระทั่งพรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็ยังบอกว่ารัฐบาล มีความจําเป็นที่จะต้องออกพระราชกําหนดในการกู้เงิน เป็นการเยียวยาทั้งภาคประชาชน และภาคอุตสาหกรรม ในภาคอุตสาหกรรมนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานครับ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฟื้นฟูให้ธุรกิจนั้นเดินได้ ให้ภาคอุตสาหกรรมนั้นเติบโต ต่อไป เพราะอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจนั้นเมื่อเขาสามารถเดินต่อไปได้เขาก็ต้องจ้างงาน ปัญหาแรงงานก็ไม่เกิด เมื่อคนมีงานทําเขาก็มีเงินจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ นั่นหมายถึงว่า เป็นการชี้วัดว่าเศรษฐกิจก็ต้องเดินได้ รัฐบาลเองจําเป็นที่จะต้องใส่เม็ดเงินลงไปให้สิทธิพิเศษ ทางด้านภาษี ให้สิทธิพิเศษทางด้านการส่งเสริมการลงทุน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ เอสเอ็มอี (SME) ท่านประธานครับ วันนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ําท่วมนั้น ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีนี่เขาแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะฉะนั้นมาตรการทางด้านดอกเบี้ย มาตรการทางด้านการให้โอกาสกับธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นคงไม่เฉพาะในเรื่องของสิทธิประโยชน์ ทางด้านการลงทุนอย่างเดียว หรือให้เงินกู้พิเศษ แต่วันนี้เงินกู้พิเศษจะต้องคํานึงถึงว่า ทําอย่างไรให้เขายืนบนขาของตนเองได้ รัฐบาลเองก็ต้องคุย ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้อง คุยกับสมาคมธนาคารว่าจะเอาอย่างไรในภาวะของการที่จะต้องดูแลกัน เพราะคนเหล่านั้น ก็คือฐานเศรษฐกิจระดับพื้นฐานที่จะก้าวเติบโตไปสู่เศรษฐกิจระดับมหภาค วันนี้ถ้าเอสเอ็มอี อยู่ไม่ได้จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน จะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาล อย่างแน่นอน ท่านประธานครับ วันนี้มาตรการทางด้านดอกเบี้ยต้องมีความชัดเจนครับ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ไม่ใช่มาตรการในการร้องขอ แต่ต้องเป็นมาตรการเชิงบังคับว่า วันนี้ทางสถาบันการเงินเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการเยียวยา เพราะเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อประชาชนอยู่ไม่ได้ เมื่อเอสเอ็มอีอยู่ไม่ได้ เมื่อธุรกิจอยู่ไม่ได้ ธนาคารและสถาบันการเงิน ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นวันนี้สินเชื่อที่จะให้กับเอสเอ็มอีและภาคธุรกิจบริการนั้น ซึ่งเป็นสินเชื่อใหม่จะต้องเป็นสินเชื่อที่ไม่เอาไปใช้หนี้เงินกู้ แต่จะต้องเป็นสินเชื่อ เพื่อเอาไปปรับปรุงลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ปรับเปลี่ยนแม้กระทั่งการซ่อมแซมโรงงาน และเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจเขาอยู่ได้ และในขณะเดียวกันสถาบันการเงิน และธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้เดิม ถ้าจะช่วยเหลือและเยียวยานั้นจะต้องเป็นการตั้งพักหนี้ ไม่เฉพาะการพักหนี้เกษตรกรซึ่งนโยบายรัฐบาลก็ต้องเดินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มแอล ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งถือว่านโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศไว้แล้วก็งบประมาณที่กําลังพิจารณากันอยู่นี้ในวงเงินงบประมาณตามกรอบ ก็ต้องดําเนินการต่อไป แต่ในขณะเดียวกันในภาคของธุรกิจนั้นก็ต้องให้โอกาสเขาในการพักหนี้ ในการยกเว้นภาษี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายรัฐบาลที่พูดถึงในเรื่องของการเก็บ ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะต้องลดจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์มาเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็เป็น การเยียวยาก็เป็นการแบ่งเบาภาระในการที่จะให้ธุรกิจนั้นเขาเติบโต ให้เขาได้สร้างงาน ให้แรงงานที่กําลังตกงานอยู่ในขณะนี้มีโอกาสได้ฟื้นฟู ท่านประธานครับ มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ในระยะเวลาที่ผมอภิปรายนี้อาจจะจํากัดเวลา แต่โดยภาพรวมของงบประมาณรายจ่าย ประจําปี ๒๕๕๕ ที่รัฐบาลได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ในภาพรวมแล้วผมคิดว่า มีความจําเป็นนะครับ แล้วก็ถึงแม้ว่าเม็ดเงินจะไม่ทันท่วงทีและจํานวนน้อยก็ตามแต่ แต่ว่าในปัญหาเบื้องต้นนี้ผมคิดว่าในหลักการนั้นรับได้ จึงขอสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจําปีของรัฐบาล ขอบคุณครับ